<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection:</title>
  <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/158" />
  <subtitle />
  <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/158</id>
  <updated>2026-04-15T22:34:50Z</updated>
  <dc:date>2026-04-15T22:34:50Z</dc:date>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การวิเคราะห์อัตลักษณ์วัจนปฏิบัติภาษาและวัฒนธรรมจีนที่ปรากฏในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ ผ่านมุมมองการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมจีน-ไทย</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3069" />
    <author>
      <name>ณัฐฌาภรณ์ เดชราช</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3069</id>
    <updated>2025-10-29T08:00:41Z</updated>
    <published>2568-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การวิเคราะห์อัตลักษณ์วัจนปฏิบัติภาษาและวัฒนธรรมจีนที่ปรากฏในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ ผ่านมุมมองการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมจีน-ไทย
Authors: ณัฐฌาภรณ์ เดชราช
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์อัตลักษณ์วัจนปฏิบัติภาษาและวัฒนธรรมจีนในซีรีส์"แปลรักฉันด้วยใจเธอ" ผ่านมุมมองการสื่อสารข่ามวัฒนธรรมจีน-ไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) กลุ่มตัวอย่างคือ 1) ซีรีส์ที่มีคำบรรยายภาษาจีนจากเว็บไซต์ฝู่จี้ว์ และการสัมภาษณ์เชิงลึกจาก 2) ผู็เกี่ยวข้องจากสถานที่ถ่ายทำในภูเก็ต 10 คน ผลวิจัยพบว่า 1. อัตลักษณ์วัจนปฏิบัติภาษาจีน 3 ประเภท คือ ภาษาพูด ภาษาเขียน และภาษาถิ่น (ฮกเกี้ยน) 2. อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมจีน 5 ด้าน คือ 1) ค่านิยมเรื่องการรักครอบครัว รักเกียรติรักศักดิ์ศรี 2) ความเชื่อ เรื่องโชคลางสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การตั้งโต๊ะไหว้เจ้าใน บ้าน 3) การแต่งกายชุดบาบ๋า ย่าหยา ซึ่งเป็นชุดประจำชาวจีนฮกเกี้ยน 4) สถาปัตยกรรม แบบชิโนโปรตุกิสซึ่งผสมผสานระหว่างจีน-ยุโรป และศาลเจ้าจีน (อ๊าม) 5) อาหารท้องถิ่น อย่างบะหมี่ฮกเกี้ยนและโอ้เอ๋ว 3. บทบาท ของซีรีส์ในบริบทการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมไทย-จีน พบว่ามี 6 ประการ คือ 1) การนำเสนอ วัฒนธรรมจีนโพ้นทะเลอย่างละเอียด 2) การผสมผสานวัฒนธรรมจีน ไทย และมลายู 3) การสร้างความเข้าใจ และยอมรับในความแตกต่าง 4) การเผยแพร่ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น 5) การสร้างการรับรู้และความสนใจในวัฒนธรรมจีนโพ้นทะเล 6) การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม</summary>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>Rapport de recherche final Vitalite de la langue française dans les foyers franco-thais en Thaïlande  utilisation du français et besoins d apprentissage  Final research report Vitality of French language in binational FrenchThai families in Thailand  the use of French language and the needs of French language learning</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2574" />
    <author>
      <name>Moronval, Frederic</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2574</id>
    <updated>2024-09-18T02:17:40Z</updated>
    <published>2023-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: Rapport de recherche final Vitalite de la langue française dans les foyers franco-thais en Thaïlande  utilisation du français et besoins d apprentissage  Final research report Vitality of French language in binational FrenchThai families in Thailand  the use of French language and the needs of French language learning
Authors: Moronval, Frederic
Abstract: รายงานการวิจัยเรื่อง “การสืบทอดภาษาฝรั่งเศสในครอบครัวฝรั่งเศส-ไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย : การใช้ภาษาฝรั่งเศสและความต้องการที่จะเรียนภาษาฝรั่งเศส” เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณทางด้านภาษาศาสตร์สังคม โดยมีการเก็บข้อมูลจากการเขียนตอบแบบสอบถาม จุดประสงค์ของการวิจัยเพื่อศึกษาการเรียนภาษาฝรั่งเศสและการใช้ภาษาฝรั่งเศสเมื่อเทียบกับการใช้ภาษาอังกฤษและภาษาไทยในครอบครัวสองสัญชาติฝรั่งเศส-ไทยที่พานักอยู่ในประเทศไทย เป็นการมุ่งเน้นที่จะศึกษาว่าคู่สมรสชาวไทยและลูกครึ่งฝรั่งเศส-ไทยเรียนภาษาฝรั่งเศสหรือไม่ และภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาที่ใช้สื่อสารภายในครอบครัวหรือไม่ หากมีการเรียนภาษาฝรั่งเศสและมีการใช้ภาษาฝรั่งเศสในครอบครัว มีวิธีการอย่างไร และหากไม่ได้เรียนและไม่ได้ใช้ภาษาฝรั่งเศสในครอบครัว เป็นเพราะเหตุผลใด นอกจากนั้นแล้วยังได้ศึกษาว่าพ่อแม่ได้มีการตั้งชื่อลูกเป็นภาษาฝรั่งเศสเพื่อคงตัวตนของความเป็นฝรั่งเศสไว้หรือไม่ งานวิจัยฉบับนี้ยังได้ศึกษาด้วยว่าคู่สมรสชาวไทยและลูกครึ่งฝรั่งเศส-ไทยมีความตั้งใจที่จะเริ่มเรียนภาษาฝรั่งเศสหรือจะเรียนภาษาฝรั่งเศสต่อไปในอนาคตหรือไม่ และหากจะเรียน ประสงค์จะเรียนโดยวิธีการใด ข้อมูลในการวิจัยได้มาจากการตอบแบบสอบถามของกลุ่มตัวอย่างจานวน 100 คนซึ่งเป็นผู้ใหญ่ชาวฝรั่งเศสและชาวไทย และเป็นเด็กสองสัญชาติ ฝรั่งเศส-ไทยที่พานักอยู่ในประเทศไทย&#xD;
ผลที่ได้จากการวิจัยสรุปได้ว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้มากที่สุดในการสื่อสารระหว่างคู่สมรสฝรั่งเศส-ไทย โดยกลุ่มตัวอย่างดังกล่าวเกือบทั้งหมดมีระดับความสามารถภาษาอังกฤษอยู่ในระดับสูง แต่ทั้งนี้มีการใช้ภาษาฝรั่งเศสควบคู่ไปกับการใช้ภาษาอังกฤษ รวมทั้งมีการใช้ภาษาไทยอยู่บ้างด้วยเช่นกัน พ่อแม่ชาวฝรั่งเศสมีแนวโน้มสูงที่จะพูดเฉพาะภาษาฝรั่งเศสกับลูกที่เป็นลูกครึ่งฝรั่งเศส-ไทย ในขณะที่พ่อแม่ชาวไทยก็มีแนวโน้มที่จะสื่อสารเป็นภาษาไทยเท่านั้นกับลูก จากผลการวิจัยพบว่า ลูกครึ่งฝรั่งเศส-ไทยสามารถพูดได้ทั้ง 3 ภาษา โดยระดับความสามารถในการสื่อสารภาษาฝรั่งเศสหรือภาษาอังกฤษขึ้นอยู่กับว่าเด็กเรียนอยู่ในสถานศึกษาประเภทใด เป็นที่น่าสังเกตว่า พ่อแม่ที่มีการสมรสข้ามวัฒนธรรมให้ความสาคัญในการตั้งชื่อหรือชื่อเล่นของลูกที่แสดงให้เห็นตัวตนของการที่เป็นคนสองวัฒนธรรม ในงานวิจัยยังพบว่ากลุ่มตัวอย่างชาวไทยและลูกครึ่งฝรั่งเศส-ไทยเกือบทั้งหมด มีความประสงค์อย่างยิ่งที่จะเรียนภาษาฝรั่งเศส โดยจะเลือกรูปแบบการเรียนจากข้อเสนอที่มีหลากหลายสาหรับผู้ที่ต้องการเรียนภาษาฝรั่งเศสในประเทศไทย</summary>
    <dc:date>2023-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>โครงการวิจัย เรื่อง ประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษที่มุ่งเน้นความสนใจของนักศึกษาในระดับก่อนขั้นกลางของ นักศึกษาในมหาวิทยาลัยรังสิต</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2504" />
    <author>
      <name>พนิตนาฏ ชูฤกษ์</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2504</id>
    <updated>2024-07-25T03:15:22Z</updated>
    <published>2545-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: โครงการวิจัย เรื่อง ประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษที่มุ่งเน้นความสนใจของนักศึกษาในระดับก่อนขั้นกลางของ นักศึกษาในมหาวิทยาลัยรังสิต
Authors: พนิตนาฏ ชูฤกษ์
Abstract: การศึกษาวิจัยเรื่อง ประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะอ่านภาษาอังกฤษที่มุ่งเน้นความสนใจของนักศึกษาในระดับก่อนชั้นกลางของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยรังสิต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาทักษะการอ่านของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อคัดเลือกและรวบรวมเนื้อเรื่อง และ เรื่องสั้นที่เป็นที่สนใจสําหรับนักศึกษา และทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝึกที่ผู้วิจัยทดลองทําขึ้นนอกจากนั้นยังทําการสํารวจทัศนคติของนักศึกษาที่มีต่อกิจกรรมที่ผู้วิจัยดําเนินการวิจัยสําหรับการดําเนินการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ใช้วิธีวิจัยเชิงทดลอง โดยกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเป็นนักศึกษาที่ลงทะเบียนวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน 2 ( Foundation English II : ENG102 ) กลุ่ม 20, 25, 37, 42 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2545 จํานวนทั้งสิ้น 127 คน ผู้วิจัยได้นําแบบทดสอบก่อนการเรียน (Pre-test) ไปทําการทดสอบกลุ่มตัวอย่างก่อน การทดลองสอน เพื่อวัดความสามารถในการอ่านของนักศึกษาก่อนได้รับการฝึกอ่าน โดยใช้แบบ ฝึกที่ ผู้วิจัยเตรียมไว้ โดยใช้เวลาในการทําการทดสอบ 45 นาที หลังจากนั้นจึงทําการทดลอง สอน กลุ่มตัวอย่างโดยใช้เวลา 30 นาทีต่อครั้ง หลังจากเสร็จสิ้นการสอน ผู้วิจัยทําการทดสอบ หลัง การสอน (Post-test) เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาหลังเรียน พร้อมทั้งศึกษาทัศนคติของนักศึกษาที่มีต่อกิจกรรมโดยใช้แบบสอบถามวัดทัศนคติประมวลผล ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสําเร็จรูป SPSS for Window หลังจากนั้นได้ทําการผู้วิจัยได้ใช้สถิติ t-test pair เพื่อทดสอบสมมติฐานการวิจัย ผลการทดสอบสมมติฐาน การวิจัยนั้น เป็นไปตามสมมติฐานที่กําหนดไว้ คือ คะแนนเฉลี่ยของการทดสอบหลังเรียน (Post - test) ของกลุ่มตัวอย่าง เมื่อเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะอ่านภาษาอังกฤษที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น สูงกว่า คะแนนเฉลี่ยของการทดสอบก่อนเรียน ( Pre – test ) อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ณ ระดับ 0.05 กล่าวคือ ค่าเฉลี่ยของคะแนนของกลุ่มตัวอย่างมีการพัฒนาทักษะอ่านภาษาอังกฤษ ในทางที่ดีขึ้น เมื่อได้ ทําการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะอ่านภาษาอังกฤษที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นนอกจากนี้ผลการสํารวจทัศนคติของนักศึกษา ยังแสดงให้เห็นว่า นักศึกษามีทัศนคติที่ดี มากต่อกิจกรรมการฝึกอ่านถึง ร้อยละ 95.3 ดังนั้น จึงอาจสรุปได้ว่าการเรียนการสอนที่ใช้แบบฝึก ทักษะอ่านภาษาอังกฤษที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล เหมาะสมที่จะใช้เพื่อพัฒนาการทักษะอ่านของนักศึกษา</summary>
    <dc:date>2545-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การศึกษาบทบาท พันธกิจด้านการเรียนการสอนภาษาจีนและวิจัยภาษาจีนของสถาบันขงจื่อในประเทศไทย</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2502" />
    <author>
      <name>ณัฐฌาภรณ์ เดชราช</name>
    </author>
    <author>
      <name>พิสิษฐฑัฒน์ ปัญญาเร็ว ทองเปลว</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2502</id>
    <updated>2024-07-25T03:02:43Z</updated>
    <published>2563-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การศึกษาบทบาท พันธกิจด้านการเรียนการสอนภาษาจีนและวิจัยภาษาจีนของสถาบันขงจื่อในประเทศไทย
Authors: ณัฐฌาภรณ์ เดชราช; พิสิษฐฑัฒน์ ปัญญาเร็ว ทองเปลว
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบทบาทและพันธกิจด้านการเรียนการสอนภาษา จีนของสถาบันขงจื่อในประเทศไทย 2) ศึกษาปัญหาในการทําวิจัยภาษาจีนของครู อาจารย์ผู้สอน ชาวไทย 3) สํารวจความต้องการในการจัดตั้งศูนย์วิจัยด้านการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศ ไทย 4) แนวทางความร่วมมือการทําวิจัยภาษาจีนของสถาบันขงจื่อในประเทศไทยกับสถาบันการ ศึกษาของไทยในอนาคต โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) จากกลุ่ม ตัวอย่าง 2 กลุ่มคือ 1) กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม ซึ่งเป็นอาจารย์ผู้สอนภาษาจีนชาวไทยในหน่วยงาน ที่มีสถาบันขงจื่อและบุคลากรชาวไทยที่ประจําสถาบันขงจื้อ (Confucuis Institue) ในประเทศไทย ทั้ง 16 แห่ง จํานวน 57 คน และครูผู้สอนภาษาจีนระดับมัธยมศึกษาชาวไทยที่มีห้องเรียนขงจื่อ (Confucuis Classroom) ในประเทศไทยทั้ง 11 แห่ง จํานวน 49 คน รวม 27 แห่ง รวม 106 คน ณ ความเชื่อมั่น 95% (z = 1.96) และความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ 0.8 (Cochran, 1963) และกลุ่ม ตัวอย่างที่ 2) กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสัมภาษณ์ คือผู้อํานวยการสถาบันขงจื่อฝ่ายไทย 5 คน จาก 5 ภูมิภาค เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และแบบสอบถาม (Questionnaire) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐานและนําเสนอผลในลักษณะการพรรณนาและวิเคราะห์ (descriptive and analytical methods)&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า บทบาทและพันธกิจของสถาบันขงจื่อในประเทศไทยมีความพิเศษและ โดดเด่นที่สุด 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการเป็นศูนย์สอบและจัดสอบวัดระดับภาษาจีน (HSK) มีค่าเฉลี่ย (Mean = 8.46) อยู่ในเกณฑ์ดีมาก 2) ด้านการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนประกวดทักษะภาษา มีค่าเฉลี่ย (Mean = 7.94) อยู่ในเกณฑ์ดี 3) ด้านการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมจีน มีค่าเฉลี่ย (Mean - 7.83) อยู่ในเกณฑ์ดี 4) ด้านการจัดหาทุนการศึกษาระยะสั้น ระยะยาว มีค่าเฉลี่ย (Mean = 7.77) อยู่ ในเกณฑ์ดี และ 5) ด้านการให้คําปรึกษาเกี่ยวกับการศึกษาต่อประเทศจีน มีค่าเฉลี่ย (Mean = 7.74) อยู่ในเกณฑ์ดี โดยมุ่งเน้นส่งเสริมด้านการเรียนการสอนภาษาจีนและเผยแพร่วัฒนธรรมจีน สนับสนุนกิจกรรมเสริมทักษะอื่น ๆ และพบว่าพันธกิจของสถาบันขงจื่อและห้องเรียนขงจื่อ จําแนกออกเป็น 3 ระยะ คือพันธกิจระยะแรก (ปี 2549-2554) พันธกิจระยะที่สอง (ปี 2555-2559) พันธกิจระยะที่สาม (ปี 2560-ปัจจุบัน) โดยสถาบันขงจื่อฯ เริ่มให้ความสําคัญกับการส่งเสริมด้าน วิชาการของครูอาจารย์ด้านการพัฒนาครูผู้สอนภาษาจีน ทักษะการสอน วิธีการสอนมากขึ้นในช่วง ปลายพันธกิจระยะที่สองเป็นต้นมาถึงปัจจุบัน แต่ยังไม่พบสถาบันขงจื่อและห้องเรียนขงจื่อแห่งใด มีแนวทางการสนับสนุนงานวิจัยของครู อาจารย์ผู้สอนชาวไทยอย่างเป็นรูปธรรม&#xD;
นอกจากนี้ ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาและอุปสรรคในการทําวิจัยภาษาจีนของครู อาจารย์ ผู้สอนภาษาจีนในประเทศไทย 3 อันดับแรก คือ 1) ไม่มีผู้เชี่ยวชาญให้คําปรึกษาด้านการวิจัย&#xD;
ภาษาจีน คิดเป็นร้อยละ 53.3 2) ไม่มีงบประมาณสนับสนุนการทําวิจัย คิดเป็นร้อยละ 45.7 และ 3) ไม่มีศูนย์ให้คําปรึกษาด้านการวิจัย คิดเป็นร้อยละ 32.4 และพบว่าความต้องการสนับสนุนด้านทํา วิจัยภาษาจีนของครู อาจารย์ผู้สอนภาษาจีนในประเทศไทย 3 อันดับแรก คือ 1) ด้านบุคคลากร ผู้เชี่ย ชี่ยวชาญ คิดเป็นร้อยละ 71.4 2) ด้านงบประมาณ คิดเป็นร้อยละ 68.6 และ 3) การเข้าถึง แหล่งข้อมูลวิจัยภาษาจีน คิดเป็นร้อยละ 46.7&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า แนวทางความร่วมมือด้านการวิจัยภาษาจีนของสถาบันขงจื่อในประเทศ ไทยกับสถาบันการศึกษาของไทยในอนาคต หากอาศัยศักยภาพและบทบาทด้านการเรียนการสอนภาษาจีนของสถาบันขงจื่อ ซึ่งอยู่ภายใต้การกํากับดูแลของศูนย์แลกเปลี่ยนและส่งเสริมความร่วมมือ ค้านภาษาจีนระหว่างประเทศ (ศูนย์แลกเปลี่ยนและส่งเสริมความร่วมมือด้านภาษาจีนระหว่าง ประเทศ) ปั่นปั้นเดิม) โดยการจัดตั้งศูนย์สนับสนุนวิจัยด้านการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศ ไทยและมีบทบาทหน้าที่หลัก สามประการ คือ 1) เป็นแหล่งทุนวิจัย 2) เป็นศูนย์รวมทรัพยากร ฐาน ข้อมูลการวิจัยด้านการเรียนการสอนภาษาจีนและสารสนเทศภาษาจีน 3) เป็นศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ ชาวจีนในการให้คําแนะนําปรึกษาการทําวิจัยการเรียนการสอนภาษาจีนเป็นหลัก&#xD;
ดังนั้น การจัดตั้งเป็นศูนย์สนับสนุนการวิจัยการเรียนการสอนภายใต้การกํากับดูแลของศูนย์แลกเปลี่ยนและส่งเสริมความร่วมมือด้านภาษาจีนระหว่างประเทศ สํานักงานกรุงเทพฯ (CLEC-BANGKOK) จะเป็นประโยชน์ต่อวงการครูอาจารย์ผู้สอนภาษาจีนชาวไทย สอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์การศึกษาของชาติ และจะเป็นหน่วยงานสําคัญในการสนับสนุน ส่งเสริมพัฒนานักวิจัย ด้านการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทยเป็นการยกระดับและสะท้อนคุณค่าในการก่อตั้งสถาบันขงจื่อและห้องเรียนขงจื่อในประเทศไทยต่อเวทีโลกด้วยอีกทางหนึ่ง</summary>
    <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

