<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Community:</title>
  <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/159" />
  <subtitle />
  <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/159</id>
  <updated>2026-04-24T13:35:59Z</updated>
  <dc:date>2026-04-24T13:35:59Z</dc:date>
  <entry>
    <title>การรับฟังพยานหลักฐานนอกสำนวนในคดีอาญา</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3244" />
    <author>
      <name>สิทธิภัทร พลายเพ็ชร</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3244</id>
    <updated>2026-03-06T06:54:38Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การรับฟังพยานหลักฐานนอกสำนวนในคดีอาญา
Authors: สิทธิภัทร พลายเพ็ชร
Abstract: มีกฎหมายสองระบบในโลก กล่าวคือ คอมมอนลอว์ และซีวิลลอว์ คอมมอนลอว์ยึดระบบกล่าวหาเป็นกฎหมายของตนว่าด้วยพยานหลักฐาน ซีวิลลอว์ยึดระบบไต่สวนเป็นกฎหมายของตนว่าด้วยพยานหลักฐานตามระบบกล่าวหา โจทก์จะต้องกล่าวหาและพิสูจน์ว่าจำเลยผิด และจำเลยต้องต่อสู้และพิสูจน์ว่าตนไม่ผิด คู่พิพาทจะต้องนำพยานหลักฐานของตนแต่ละฝ่ายมาพิสูจน์ข้อกล่าวหาและข้อต่อสู้ของตน สิ่งนี้จะต้องทำ ภายใต้กระบวนการทางกฎหมายที่เข้มงวด ศาลจะต้องสอดส่องว่ากระบวนการได้รับความเคารพหรือไม่ แต่จะไม่เข้าไปแทรกแซงกระบวนการส่วนระบบไต่สวน ศาลไม่เพียงจะต้องสอดส่องว่ากระบวนการได้รับความเคารพหรือไม่แต่จะเข้าไปแทรกแซงกระบวนการเพื่อไต่สวนหาความจริงของคดี ศาลสามารถพิจารณาได้ทั้งพยานหลักฐานในสำนวน และพยานหลักฐานนอกสำนวนแม้ว่าประเทศไทยจะเป็นรัฐซีวิลลอว์ ระบบกฎหมายของรัฐว่าด้วยพยานหลักฐานเป็นระบบผสมทั้งซีวิลลอว์และคอมมอนลอว์ ศาลไทยมีอำนาจที่จะไต่สวนพยานหลักฐานเพื่อค้นหาความจริงของคดี อย่างไรก็ดี ศาลไทยมักจะสงวนตัวเป็นเพียงกรรมการของกระบวนการ ดังนั้น ดุษฎีนิพนธ์นี้จึงเสนอเพื่อพิจารณาว่าศาลไทยควรใช้อำนาจไต่สวนของตนมากขึ้นหรือไม่ เพื่อไต่สวนหาความจริงของคดีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
Description: ดุษฏีนิพนธ์ (น.ด (นิติศาสตร์)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>มาตรการทางกฎหมายในการส่งเสริมสุขภาวะทางจิตและอารมณ์ผู้ต้องขังสูงอายุ</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3089" />
    <author>
      <name>ธีระพงษ์ ประกิ่ง</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3089</id>
    <updated>2025-11-20T06:41:16Z</updated>
    <published>2568-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: มาตรการทางกฎหมายในการส่งเสริมสุขภาวะทางจิตและอารมณ์ผู้ต้องขังสูงอายุ
Authors: ธีระพงษ์ ประกิ่ง
Abstract: วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามาตรการทางกฎหมายและแนวทางในการส่งเสริมสุขภาวะทางจิตและอารมณ์ผู้ต้องขังสูงอายุของไทยเปรียบเทียบกับต่างประเทศ เพื่อวิเคราะห์มาตรการทางกฎหมายที่เหมาะสม นำมาปรับปรุงแก้ไขมาตรการทางกฎหมายของไทยให้สามารถส่งเสริมสุขภาวะทางจิตและอารมณ์ผู้ต้องขังสูงอายุได้มากขึ้น จากการศึกษาพบว่า แนวทางและมาตรการทางกฎหมายของไทยที่กรมราชทัณฑ์บังคับใช้ยังให้ความคุ้มครองและส่งเสริมสุขภาวะทางจิตและอารมณ์ผู้ต้องขังสูงอายุไม่เพียงพอ มาตรการด้านการดูแลรักษาพยาบาลและการดูแลสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อมยังไม่เหมาะสมต่อผู้ต้องขังสูงอายุ ไม่ได้แยกกิจกรรมให้เหมาะสมกับผู้ต้องขังสูงอายุ และยังไม่มีการบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับการแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังสูงอายุไว้โดยเฉพาะ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงขอเสนอแนะแนวทางและมาตรการทางกฎหมายในการส่งเสริมสุขภาวะทางจิตและอารมณ์ผู้ต้องขังสูงอายุ โดยกำหนดแนวทางการดูแลรักษาพยาบาลให้เหมาะสมสำหรับผู้ต้องขังสูงอายุไว้ในระเบียบกรมราชทัณฑ์ให้สอดคล้องกับกฎหมายทั่วไปที่ให้ความคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อผู้ต้องขังสูงอายุในระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการดำเนินการเกี่ยวกับการอนามัยและการสุขาภิบาลของผู้ต้องขัง พ.ศ. 2561 เพิ่มเติมข้อกำหนดเกี่ยวกับกิจกรรมที่เหมาะสมสำหรับผู้ต้องขังสูงอายุ ในระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง พ.ศ. 2561 และสุดท้ายกำหนดให้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังสูงอายุโดยเฉพาะในระเบียบกรมราชทัณฑ์ เพื่อเป็นแนวทางทางการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังสูงอายุให้กลับสู่สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Description: วิทยานิพนธ์ (น.ม. (นิติศาสตร์)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</summary>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิในที่ดินบนที่เกาะของชนพื้นเมือง</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3088" />
    <author>
      <name>ชัชชม ศรีวงษ์กลาง</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3088</id>
    <updated>2025-11-20T06:25:05Z</updated>
    <published>2568-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิในที่ดินบนที่เกาะของชนพื้นเมือง
Authors: ชัชชม ศรีวงษ์กลาง
Abstract: การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร โดยวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ เป็นการศึกษามาตรการการควบคุมการกำหนดพื้นที่ใช้ การจำหน่าย และการครอบครองกัญชาของต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศอุรุกวัย ประเทศแคนาดา ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศเนเธอร์แลนด์ ว่ามีมาตรการควบคุมเป็นอย่างไร เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการปรับปรุงกฎหมายการใช้กัญชาในประเทศไทยอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องสูญเสียโอกาสจากการใช้ประโยชน์จากกัญชา แต่การใช้กัญชาก็ยังมีข้อกังวลที่พบได้ในต่างประเทศ คือ มีผู้หันมาเสพกัญชาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีเด็กและเยาวชนเริ่มหันมาเสพกัญชามากขึ้น ทำให้เกิดปัญหาในการควบคุมพื้นที่ใช้ การจำหน่าย และการครอบครองกัญชาเพื่อการสันทนาการ นอกจากนี้ กฎหมายในประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดพื้นที่ใช้ การจำหน่าย และการครอบครองกัญชาเพื่อการสันทนาการ เพื่อให้การกำหนดพื้นที่ใช้ การจำหน่าย และการครอบครองกัญชาเพื่อการสันทนาการนั้นมีความเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โดยสมควรและยกร่างกฎหมายระดับพระราชบัญญัติเป็นกฎหมายหลักในการให้อำนาจกำหนดพื้นที่ดังกล่าว และควรจัดทำกฎหมายลำดับรองเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุม อีกทั้ง จากผลการศึกษามีข้อเสนอแนะว่าควรจัดให้มีกฎหมายเฉพาะว่าด้วยกัญชา เพื่อให้มีหน่วยงานระดับชาติที่มีอำนาจและหน้าที่ในการเสนอแนวนโยบายและแผนงานระดับชาติที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม และควรจัดให้มีหน่วยงานระดับท้องถิ่นในการทำเทศบัญญัติกำหนดพื้นที่ที่ใช้ การจำหน่าย และการครอบครองกัญชาเพื่อการสันทนาการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการบูรณาการร่วมกันในการกำหนดมาตรการในการปฏิบัติ รวมถึงเผยแพร่ให้ประชาชนทราบถึงหลักกฎหมายที่ถูกต้อง อีกทั้ง ควรมีการกำหนดระยะกันชน หรือระยะห่างจากสถานที่แหล่งชุมชนที่มีเด็ก หรือประชาชนกลุ่มเปราะบางอาศัย โดยศึกษาจากกฎหมายต่างประเทศซึ่งโดยปกติแล้วจะมีระยะห่างอย่างน้อย 150 ถึง 300 เมตร
Description: วิทยานิพนธ์ (น.ม. (นิติศาสตร์)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</summary>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>มาตรการทางกฎหมายในการกำหนดพื้นที่สาหรับการใช้ การครอบครองและการจำหน่ายกัญชาเพื่อสันทนาการ</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3087" />
    <author>
      <name>ปนัดดา เสี่ยงบุญ</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3087</id>
    <updated>2025-11-20T05:52:56Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: มาตรการทางกฎหมายในการกำหนดพื้นที่สาหรับการใช้ การครอบครองและการจำหน่ายกัญชาเพื่อสันทนาการ
Authors: ปนัดดา เสี่ยงบุญ
Abstract: การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร โดยวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ เป็นการศึกษามาตรการการควบคุมการกำหนดพื้นที่ใช้ การจำหน่าย และการครอบครองกัญชาของต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศอุรุกวัย ประเทศแคนาดา ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศเนเธอร์แลนด์ ว่ามีมาตรการควบคุมเป็นอย่างไร เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการปรับปรุงกฎหมายการใช้กัญชาในประเทศไทยอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องสูญเสียโอกาสจากการใช้ประโยชน์จากกัญชา แต่การใช้กัญชาก็ยังมีข้อกังวลที่พบได้ในต่างประเทศ คือ มีผู้หันมาเสพกัญชาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีเด็กและเยาวชนเริ่มหันมาเสพกัญชามากขึ้น ทำให้เกิดปัญหาในการควบคุมพื้นที่ใช้ การจำหน่าย และการครอบครองกัญชาเพื่อการสันทนาการ นอกจากนี้ กฎหมายในประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดพื้นที่ใช้ การจำหน่าย และการครอบครองกัญชาเพื่อการสันทนาการ เพื่อให้การกำหนดพื้นที่ใช้ การจำหน่าย และการครอบครองกัญชาเพื่อการสันทนาการนั้นมีความเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โดยสมควรและยกร่างกฎหมายระดับพระราชบัญญัติเป็นกฎหมายหลักในการให้อำนาจกำหนดพื้นที่ดังกล่าว และควรจัดทำกฎหมายลำดับรองเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุม อีกทั้ง จากผลการศึกษามีข้อเสนอแนะว่าควรจัดให้มีกฎหมายเฉพาะว่าด้วยกัญชา เพื่อให้มีหน่วยงานระดับชาติที่มีอำนาจและหน้าที่ในการเสนอแนวนโยบายและแผนงานระดับชาติที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม และควรจัดให้มีหน่วยงานระดับท้องถิ่นในการทำเทศบัญญัติกำหนดพื้นที่ที่ใช้ การจำหน่าย และการครอบครองกัญชาเพื่อการสันทนาการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการบูรณาการร่วมกันในการกำหนดมาตรการในการปฏิบัติ รวมถึงเผยแพร่ให้ประชาชนทราบถึงหลักกฎหมายที่ถูกต้อง อีกทั้ง ควรมีการกำหนดระยะกันชน หรือระยะห่างจากสถานที่แหล่งชุมชนที่มีเด็ก หรือประชาชนกลุ่มเปราะบางอาศัย โดยศึกษาจากกฎหมายต่างประเทศซึ่งโดยปกติแล้วจะมีระยะห่างอย่างน้อย 150 ถึง 300 เมตร
Description: วิทยานิพนธ์ (น.ม. (นิติศาสตร์)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

