<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection:</title>
  <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/191" />
  <subtitle />
  <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/191</id>
  <updated>2026-08-14T21:13:38Z</updated>
  <dc:date>2026-08-14T21:13:38Z</dc:date>
  <entry>
    <title>การรับฟังพยานหลักฐานนอกสำนวนในคดีอาญา</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3244" />
    <author>
      <name>สิทธิภัทร พลายเพ็ชร</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3244</id>
    <updated>2026-03-06T06:54:38Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การรับฟังพยานหลักฐานนอกสำนวนในคดีอาญา
Authors: สิทธิภัทร พลายเพ็ชร
Abstract: มีกฎหมายสองระบบในโลก กล่าวคือ คอมมอนลอว์ และซีวิลลอว์ คอมมอนลอว์ยึดระบบกล่าวหาเป็นกฎหมายของตนว่าด้วยพยานหลักฐาน ซีวิลลอว์ยึดระบบไต่สวนเป็นกฎหมายของตนว่าด้วยพยานหลักฐานตามระบบกล่าวหา โจทก์จะต้องกล่าวหาและพิสูจน์ว่าจำเลยผิด และจำเลยต้องต่อสู้และพิสูจน์ว่าตนไม่ผิด คู่พิพาทจะต้องนำพยานหลักฐานของตนแต่ละฝ่ายมาพิสูจน์ข้อกล่าวหาและข้อต่อสู้ของตน สิ่งนี้จะต้องทำ ภายใต้กระบวนการทางกฎหมายที่เข้มงวด ศาลจะต้องสอดส่องว่ากระบวนการได้รับความเคารพหรือไม่ แต่จะไม่เข้าไปแทรกแซงกระบวนการส่วนระบบไต่สวน ศาลไม่เพียงจะต้องสอดส่องว่ากระบวนการได้รับความเคารพหรือไม่แต่จะเข้าไปแทรกแซงกระบวนการเพื่อไต่สวนหาความจริงของคดี ศาลสามารถพิจารณาได้ทั้งพยานหลักฐานในสำนวน และพยานหลักฐานนอกสำนวนแม้ว่าประเทศไทยจะเป็นรัฐซีวิลลอว์ ระบบกฎหมายของรัฐว่าด้วยพยานหลักฐานเป็นระบบผสมทั้งซีวิลลอว์และคอมมอนลอว์ ศาลไทยมีอำนาจที่จะไต่สวนพยานหลักฐานเพื่อค้นหาความจริงของคดี อย่างไรก็ดี ศาลไทยมักจะสงวนตัวเป็นเพียงกรรมการของกระบวนการ ดังนั้น ดุษฎีนิพนธ์นี้จึงเสนอเพื่อพิจารณาว่าศาลไทยควรใช้อำนาจไต่สวนของตนมากขึ้นหรือไม่ เพื่อไต่สวนหาความจริงของคดีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
Description: ดุษฏีนิพนธ์ (น.ด (นิติศาสตร์)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การปกป้องแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยตามกฎหมายว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงาน</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2804" />
    <author>
      <name>นฤชิต แสนปากดี</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2804</id>
    <updated>2025-08-07T08:42:23Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การปกป้องแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยตามกฎหมายว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงาน
Authors: นฤชิต แสนปากดี
Abstract: ดุษฎีนิพนธ์นี้มีจุดประสงค์เพื่อตรวจสอบว่าแรงงานข้ามชาติได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและแรงงานหรือไม่ พบว่าแรงงานข้ามชาติได้รับความคุ้มครองโดยกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและแรงงานภายใต้องค์การสหประชาชาติ (สปช) และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (อรงรปท) ชอบที่ได้รับสิทธิและเสรีภาพต่าง ๆ ตามที่กำหนดไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (ปสสช) โดยปราศจากความแตกต่างใด ๆ เช่น สิทธิในชีวิต เสรีภาพความมั่นคง การทำงาน สภาพการทำงานที่ยุติธรรมและเหมาะสม รายได้ที่เท่าเทียมกับงาน เสรีภาพในการเดินทาง การรวมกลุ่มและสมาคมโดยสันติ&#xD;
ในปี 1990 สปช ได้ตกลงรับอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยแรงงานข้ามชาติและสมาชิกในครอบครัว (อรปทรขช) ซึ่งปัจจุบันมี 58 ประเทศภาคี สนธิสัญญานี้ ปัจจุบันเป็นสนธิสัญญาที่ครอบคลุมกว้างขวางที่สุดในด้านสิทธิของแรงงานข้ามชาติ ครอบคลุมถึงสมาชิกในครอบครัวของแรงงานข้ามชาติปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ได้รับการยอมรับให้เป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่นานาประเทศให้การยอมรับและเคารพในสิทธิมนุษยชน แม้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 23 (4) จะระบุถึงสิทธิที่จะตั้งสหภาพแรงงานได้ แต่สิทธิในการตั้งสหภาพแรงงานดังกล่าวไม่อาจบังคับรวมถึงแรงงานข้ามชาติแต่อย่างใด การบังคับใช้นั้นต้องขึ้นอยู่กับบริบทหรือกฎมายภายในของประเทศนั้น ๆ ที่จะยอมรับ หาได้บังคับให้ทุกประเทศต้องปฏิบัติตามแม้นประเทศไทยจะไม่ได้เป็นภาคีของ อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยแรงงานข้ามชาติและสมาชิกในครอบครัว แต่ประเทศไทยสามารถยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศว่าสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงาน ด้วยการแก้ไขพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานตามความเหมาะสม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่แรงงานข้ามชาติได้มากยิ่งขึ้นต่อไป
Description: ดุษฎีนิพนธ์ (น.ด. (นิติศาสตร์)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2566</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนากฎหมายไทยเกี่ยวกับการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำในประเทศไทยตามแนวคิดการใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาดภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2054" />
    <author>
      <name>ณัฐวุฒิ ชื่นโพธิ์กลาง</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2054</id>
    <updated>2023-10-29T07:32:24Z</updated>
    <published>2565-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนากฎหมายไทยเกี่ยวกับการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำในประเทศไทยตามแนวคิดการใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาดภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ
Authors: ณัฐวุฒิ ชื่นโพธิ์กลาง
Abstract: ดุษฎีนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งที่จะศึกษาอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกน้ำ อนุสัญญาฉบับนี้เกี่ยวกับการจัดการและการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำทั่วโลก ในปัจจุบันอนุสัญญาฉบับนี้มี 172 รัฐภาคี รวมทั้งประเทศไทย อนุสัญญาฉบับนี้ได้กำหนดพันธรณีที่มุ่งต่อผลเอาไว้ ในทางปฏิบัติจึงทาให้รัฐภาคีสามารถดำเนินการต่าง ๆ ได้อย่างยืดหยุ่น นอกจากนี้ อนุสัญญาฉบับนี้มีแนวปฏิบัติซึ่งประกอบด้วยแนวคิดหลายประการเพื่อการจัดการและการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ เช่น การใช้พื้นที่ชุ่มน้ำอย่างชาญฉลาด (ยั่งยืน) การธำรงความสมดุลระหว่างการพัฒนาและการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของประชาชนในการจัดการและการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ และอื่น ๆ&#xD;
อย่างไรก็ดี รัฐภาคีได้นำแนวปฏิบัตินี้ไปใช้ต่างกัน รัฐภาคีส่วนใหญ่ รวมทั้งประเทศไทย ได้นำแนวปฏิบัตินี้ไปใช้ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั่วไปของตน ดังนั้น การนำแนวปฏิบัตินี้ไปใช้จริงโดยรัฐภาคีจึงเป็นส่วน ๆ และต่างกันด้วยเหตุดังกล่าว ดุษฎีนิพนธ์ฉบับนี้จึงพยายามที่จะค้นหาปัญหากฎหมายที่เกี่ยวกับนำแนวปฏิบัตินี้ไปใช้จริงโดยรัฐภาคี และที่จะเสนอแนะวิธีแก้ปัญหาต่อรัฐบาลไทย
Description: ดุษฎีนิพนธ์ (น.ด. (นิติศาสตร์)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2565</summary>
    <dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การจัดทำกฎหมายเกี่ยวกับการจดทะเบียนคู่ชีวิต</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2053" />
    <author>
      <name>นันทนา ศิริชาติ</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2053</id>
    <updated>2023-10-29T07:29:41Z</updated>
    <published>2565-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การจัดทำกฎหมายเกี่ยวกับการจดทะเบียนคู่ชีวิต
Authors: นันทนา ศิริชาติ
Abstract: งานวิจัยเรื่อง การจัดทำกฎหมายเกี่ยวกับการจดทะเบียนคู่ชีวิต เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพซึ่งใช้ระเบียบวิธีวิจัยเอกสาร โดยศึกษากฎหมายของประเทศไทย ประเทศฝรั่งเศส ประเทศเนเธอร์แลนด์ และไต้หวัน รวมถึงการวิจัยภาคสนามโดยการสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้กฎหมาย&#xD;
การวิจัยพบว่า การพยายามจัดทำกฎหมายเกี่ยวกับการจดทะเบียนคู่ชีวิตของไทย โดยองค์กรภาครัฐและภาคเอกชนมีมายาวนาน แต่ปัจจุบันก็ยังไม่เป็นที่สิ้นสุด เนื่องจากเห็นว่ายังไม่รับรองสิทธิของบุคคลหลากหลายทางเพศในการก่อตั้งครอบครัวได้อย่างครอบคลุมและเสมอภาค ทั้งนี้ ในมิติแนวคิดของผู้ให้สัมภาษณ์ มีทั้งที่เห็นว่าควรแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และเห็นว่าควรแยกบทบัญญัติรับรองสิทธิและหน้าที่เป็นรูปแบบใหม่ต่างหากจากการสมรส แต่เจตนารมณ์ของทุกฝ่ายต่างมุ่งคุ้มครองสิทธิของคู่ชีวิตให้เท่าเทียมกับคู่สมรส อย่างไรก็ตาม การใช้สิทธิอย่างเสมอภาคเพื่อแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ให้ได้สิทธิอย่างเท่าเทียมกันกับบุคคลต่างเพศ ไม่ใช่การรับรองว่ากฎหมายจะสามารถให้สิทธิได้เท่าเทียมกันทุกประการ แต่การใช้สิทธิที่เท่าเทียมกันในการจัดทำกฎหมายเพื่อให้ได้สิทธิอย่างเสมอภาคกันเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น เพื่อให้ได้สิทธิที่เท่าเทียมกันโดยไม่ชักช้า ดังนั้น ไม่ว่ากฎหมายจะอยู่ในรูปแบบใด การรับรองสิทธิก็จะเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ดังเช่น ไต้หวันที่จัดทำกฎหมายรับรองสิทธิแยกต่างหากจากกฎหมายเดิม หรือการจัดทำกฎหมายของประเทศฝรั่งเศสและประเทศเนเธอร์แลนด์ที่ใช้ระยะเวลาอย่างยาวนาน&#xD;
ข้อเสนอแนะในการวิจัย (1) กำหนดรูปแบบของกฎหมายเป็นการเฉพาะตามเจตนารณ์ที่สอดคล้องเหมาะสมกับคู่ชีวิต เพื่อให้สามารถปรับปรุงแก้ไขกฎหมายได้อย่างรวดเร็ว (2) กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกฎหมายโดยใช้เจตนารมณ์ของร่างพระราชบัญญัติเป็นแนวทางในการพิจารณาข้อกฎหมาย โดยเทียบเคียงสิทธิและหน้าที่ของชายกับหญิงในการก่อตั้งครอบครัว แทนการตีความโดยเคร่งครัดซึ่งทาให้เกิดข้อจำกัดมากที่สุด (3) แก้ไขกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การเกิดความเป็นธรรมและเสมอภาคแก่บุคคลทุกฝ่ายและเป็นที่ยอมรับของสังคม
Description: ดุษฎีนิพนธ์ (น.ด. (นิติศาสตร์)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2565</summary>
    <dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

