<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection:</title>
  <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/192" />
  <subtitle />
  <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/192</id>
  <updated>2026-01-13T17:00:31Z</updated>
  <dc:date>2026-01-13T17:00:31Z</dc:date>
  <entry>
    <title>การใช้ Big Data ในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2080" />
    <author>
      <name>ปราชญ์ พงศ์อุทัย</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2080</id>
    <updated>2023-11-06T06:28:04Z</updated>
    <published>2565-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การใช้ Big Data ในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย
Authors: ปราชญ์ พงศ์อุทัย
Abstract: วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อศึกษาสภาวะพื้นฐาน ปัญหาและแนวทางแก้ไขการใช้ Big Data&#xD;
ในกระบวนการยุติธรรมของไทย โดยระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ในรูปแบบวิธีการวิจัย&#xD;
เชิงเอกสาร นำมาซึ่งข้อค้นพบด้านสภาวะพื้นฐานและปัญหาสำคัญ ดังนี้ คือ การประยุกต์ใช้ข้อมูล&#xD;
ขนาดใหญ่ในประเทศไทย รัฐบาลได้มีนโยบายเร่งรัดการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่&#xD;
ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม โดยพบว่ามีปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญ 5 ด้าน&#xD;
ดังต่อไปนี้ คือ 1)โครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในหน่วยงานยุติธรรมของไทยมีมาตรฐานการจัดเก็บ&#xD;
ข้อมูลที่แตกต่างกัน 2) การบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติที่&#xD;
เกี่ยวข้องยังมีข้อจำกัด 3) หน่วยงานยุติธรรมของไทยมีนิยามการกระทำผิดซ้ำที่หลากหลาย&#xD;
4) คุณภาพของแบบคัดกรองประเมินความเสี่ยงของผู้กระทำผิดซ้ำยังมีข้อจำกัด 5) บุคลากรส่วน&#xD;
ใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยีสมัยใหม่&#xD;
ข้อค้นพบด้านแนวทางแก้ไข 1) ควรจัดตั้งศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลของหน่วยงานยุติธรรม&#xD;
2) การจัดตั้งศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลจะทำให้ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องข้อจำกัดในด้านกฎหมาย&#xD;
3) ควรกำหนดนิยามและการนับข้อมูลการกระทำความผิดซ้า ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันในหน่วยงาน&#xD;
ยุติธรรม เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างถูกต้อง 4) ควรปรับปรุงคุณภาพของแบบคัดกรองประเมิน&#xD;
ความเสี่ยงของผู้กระทำผิดซ้ำ ให้มีความชัดเจนและข้อคำถามควรจะตรงกับเรื่องที่จะทำการประเมิน&#xD;
5) ควรมีนโยบายในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับธรรมาภิบาลข้อมูลและจัดให้มีการฝึกอบรม&#xD;
ให้กับบุคลากร
Description: วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม. (ผู้นำทางสังคม ธุรกิจ และการเมือง)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2565</summary>
    <dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนภาษาฝรั่งเศส กรณีศึกษา จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/1928" />
    <author>
      <name>วราพจน์ ดุริยานนท์</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/1928</id>
    <updated>2023-08-22T07:31:14Z</updated>
    <published>2557-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนภาษาฝรั่งเศส กรณีศึกษา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: วราพจน์ ดุริยานนท์
Abstract: งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่เป็นสาเหตุทำให้การเรียนการสอนภาษาฝรั่งเศสลดจำนวนลงในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเพื่อนำเสนอแนวทาง การแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมแก่ผู้นำระดับศูนย์เครือข่ายพัฒนาภาษาฝรั่งเศส ภาคใต้ตอนบน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ในส่วนการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยอาศัยวิธีการเชิงสถิติ และรายงานผลในรูปแบบข้อมูลตาราง ในส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก และนำข้อมูลมาอภิปรายผลในรูปแบบของการพรรณนาวิเคราะห์&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แผนการเรียนภาษาฝรั่งเศส ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาฝรั่งเศสโดยรวมว่าเหมาะสมในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าทุกด้านเหมาะสมในระดับมาก โดยนักเรียนทั้งสองระดับชั้นมีความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนการสอนรายวิชาภาษาฝรั่งเศสโดยรวมและในแต่ละด้านไม่แตกต่างกัน ซึ่งเมื่อพิจารณาในด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนพบว่านักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการจัดการเรียน การสอนรายวิชาภาษาฝรั่งเศสโดยรวมและในแต่ละด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและ ในส่วนของการสัมภาษณ์เชิงลึกพบว่า กลุ่มตัวอย่างทุกคนรับรู้ถึงปัญหาและแสดงความคิดเห็น ในประเด็นต่างๆออกมาเป็นแนวทางเดียวกัน โดยระบุว่าปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นกับการจัดการเรียนการสอนภาษาฝรั่งเศสนั้น เกิดขึ้นจากสามประการคือ คุณภาพนักเรียน คุณภาพผู้สอนและคุณภาพผู้นำ ซึ่งสำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น จำเป็นต้องแก้ไขให้ตรงจุดและควรได้รับ ความร่วมมือจากผู้นำหรือผู้มีอำนาจในส่วนต่างๆประกอบกัน
Description: วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม. (ผู้นำทางสังคม ธุรกิจ และการเมือง (ระบบการศึกษาทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ต)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2557</summary>
    <dc:date>2557-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ความพร้อมด้านนวัตกรรมของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/1927" />
    <author>
      <name>ศีรวัสส์ ตันสุวรรณรัตน์</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/1927</id>
    <updated>2023-08-22T07:26:42Z</updated>
    <published>2557-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ความพร้อมด้านนวัตกรรมของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
Authors: ศีรวัสส์ ตันสุวรรณรัตน์
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) เพื่อศึกษาความพร้อมของกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (2) เพื่อศึกษานวัตกรรมของกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (3) เพื่อเสนอแนวทางปฏิบัติ และส่งเสริมการเตรียมความพร้อมด้านนวัตกรรมของกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในการวิจัยครั้งนี้ได้เป็นการศึกษาตามระเบียบของการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยดำเนินการเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลหลักในกลุ่มผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจำนวน 12 ราย &#xD;
ผลการศึกษาด้านการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของกลุ่มผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมพบว่า ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และขนาดใหญ่มีการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในด้านต่างๆ คือ (1) ความพร้อมด้านองค์ความรู้ ประกอบด้วย การบริหารจัดการ ผลิตภัณฑ์ ตลาด บุคลากร และประชาคมอาเซียน (2) ความพร้อมด้านการผลิต ประกอบด้วย  ด้านบุคลากร ด้านสถานที่ ด้านมาตรฐาน และด้านบริการ (3) ความพร้อมด้านลงทุน ประกอบด้วย การลงทุนด้านเทคโนโลยี การผลิต การจัดการ และการเงิน (4) ความพร้อมด้านเทคโนโลยี ประกอบด้วย เทคโนโลยีส่งเสริมการผลิต (5) การวิเคราะห์โอกาสและการแข่งขัน ประกอบด้วย ด้านองค์ความรู้และเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ ด้านการลงทุนและกฎหมาย และการปรับตัวของวัฒนธรรม (6) การวิเคราะห์อุปสรรคของการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ประกอบด้วย ด้านกฎหมาย ด้านภาษีและเงินทุน ด้านทักษะของบุคลากร ด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยี ด้านการบริหารจัดการภายใต้การเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และด้านการขนส่ง&#xD;
ผลการศึกษาด้านนวัตกรรมพบว่า ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และขนาดใหญ่มีการพัฒนานวัตกรรมเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในด้านต่างๆ คือ    (1) นวัตกรรมด้านองค์การ (2) นวัตกรรมด้านแนวคิด ประกอบด้วย แนวความคิดใหม่ แนวความคิดจากภูมิปัญญา แนวความคิดแห่งความร่วมมือ (3) นวัตกรรมด้านการออกแบบ ประกอบด้วยด้านบรรจุภัณฑ์  ด้านผลิตภัณฑ์ และการออกแบบเพื่อการขนส่งและการลดต้นทุน (4) นวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ด้านรักษ์โลก ผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ และผลิตภัณฑ์ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น (5) นวัตกรรมด้านการบริการ ประกอบด้วย การบริการเพื่อส่งเสริมการตลาด          (6) นวัตกรรมด้านเทคโนโลยี ประกอบด้วย เทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยีส่งเสริมการผลิต&#xD;
จากการศึกษาครั้งนี้มีข้อเสนอแนะ คือ (1) ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ ประกอบด้วย     การส่งเสริมด้านกฎหมาย ด้านแหล่งเงินทุน ด้านองค์ความรู้ของบุคลากร และทักษะการสื่อสารของบุคลากร (2) ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ประกอบด้วย นวัตกรรมด้านการสื่อสาร และวัฒนธรรมการคิดค้นนวัตกรรมองค์การของผู้นำ และ (3) ข้อเสนอแนะเพื่อการศึกษาครั้งต่อไป
Description: วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม. (ผู้นำทางสังคม ธุรกิจ และการเมือง)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2557</summary>
    <dc:date>2557-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การบริหารจัดการความเครียดของผู้จัดการ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/1810" />
    <author>
      <name>อนงค์ บุญพูล</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/1810</id>
    <updated>2023-07-20T08:52:22Z</updated>
    <published>2556-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การบริหารจัดการความเครียดของผู้จัดการ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด
Authors: อนงค์ บุญพูล
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความเครียดของผู้จัดการ และศึกษาการบริหารจัดการความเครียดของผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โดยมีกลุ่มตัวอย่างคือ ผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 210 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการทดสอบค่าเอฟ (F-test) ผลการวิจัยพบว่า ผู้จัดการธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) ในกรุงเทพมหานคร ส่วนใหญ่มีระดับความเครียด สูงกว่าปกติเล็กน้อย ผู้จัดการฯ มีการบริหารจัดการความเครียดเป็นบางครั้งเมื่อเกิดความเครียด โดยผู้จัดการฯ ที่ปฏิบัติงานในขนาดของสาขาต่างกัน มีระดับความเครียดไม่แตกต่างกัน และวิธีการบริหารจัดการความเครียดที่ใช้มากที่สุดคือ การปรับความคิดโดยการยอมรับความจริง รองลงมา การแสวงหาการสนับสนุนทางสังคม การผ่อนคลาย การแสวงหาความเพลิดเพลิน การปรับความคิดโดยการบิดเบือนความจริง และการระบายความเครียด สถานภาพทางการสมรสของผู้จัดการมีความสัมพันธ์กับวิธีการจัดการความเครียด ด้วยการปรับความคิดโดยการบิดเบือนความจริง และการเปรียบเทียบการบริหารจัดการความเครียดของผู้จัดการฯ จำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล พบว่า ผู้จัดการที่มีข้อมูลส่วนบุคคลต่างกัน มีวิธีการบริหารจัดการความเครียดไม่แตกต่างกัน
Description: วิทยานนิพนธ์ (ศศ.ม.(ผู้นำทางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2556</summary>
    <dc:date>2556-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

