<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection:</title>
  <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/197" />
  <subtitle />
  <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/197</id>
  <updated>2026-01-14T04:02:18Z</updated>
  <dc:date>2026-01-14T04:02:18Z</dc:date>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การศึกษาผลการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3064" />
    <author>
      <name>เฉลิมพร เย็นเยือก</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3064</id>
    <updated>2025-10-29T07:18:09Z</updated>
    <published>2566-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การศึกษาผลการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ
Authors: เฉลิมพร เย็นเยือก
Abstract: การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาบริบทการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในเขตภาคกลาง 2) เพื่อวิเคราะห์ผลการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในเขตภาคกลาง และ3) เพื่อเสนอแนวทางพัฒนาการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในเขตภาคกลาง ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน โดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม จากกลุ่มตัวอย่างในเขตพื้นที่ภาคกลาง จำนวน 400 ชุด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยด้วยสถิติพรรณาค่าจำนวน ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติอนุมานสาหรับทดสอบสมมติฐานคือ ANOVA F-test และ สัมประสิทธิ์ถดถอยเชิงพหุ (Multiple Regression) สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลจำนวน 19 คน ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในเขตภาคกลาง&#xD;
ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 41 – 50 ปี มีระดับการศึกษาปริญญาตรี มีอาชีพหลักคือ เกษตรกร บทบาทในกองทุนคือสมาชิก และ เคยกู้ยืมกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในเขตภาคกลาง ส่วนผลการดำเนินงานด้านปัจจัยนาเข้ามีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือ ด้านกระบวนการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในเขตภาคกลาง ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพหลัก และ บทบาทในกองทุนที่แตกต่างกัน มีความเห็นต่อผลการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในเขตภาคกลางแตกต่างกัน และ ปัจจัยนาเข้า ปัจจัยกระบวนการ ปัจจัยผลลัพธ์และปัจจัยด้านผลกระทบมีความสัมพันธ์กับผลการดำเนินงานในเชิงบวก ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ดังนั้นผู้บริหาร หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในเขตภาคกลาง จึงควรส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดาเนินงานของกองทุนหมู่บ้านและชุมชน ในรูปแบบเครือข่ายเพื่อให้เกิดการบูรณาการการดำเนินงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์จากบุคคลากรทั้งภายในหน่วยงานและภายนอกหน่วยงาน สร้างรูปแบบการดำเนินงานภายใต้หลักธรรมาภิบาลอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนผลการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในเขตภาคกลางให้บรรลุเป้าหมายการดำเนินงานและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสังคมและชุมชนให้เข้มแข็งได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน</summary>
    <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำโครงการสำรวจสถานภาพอาชญากรรม โดยมหาวิทยาลัยรังสิต</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/887" />
    <author>
      <name>จอมเดช ตรีเมฆ, ก่อเกียรติ วุฒิจำนงค์</name>
    </author>
    <author>
      <name>สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยรังสิต</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/887</id>
    <updated>2022-03-04T09:55:01Z</updated>
    <published>2555-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำโครงการสำรวจสถานภาพอาชญากรรม โดยมหาวิทยาลัยรังสิต
Authors: จอมเดช ตรีเมฆ, ก่อเกียรติ วุฒิจำนงค์; สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยรังสิต
Abstract: ระบบการจัดเก็บสถิติคดีอาญาของประเทศไทยในปัจจุบันยังไม่มีความเป็นมาตรฐานสากล&#xD;
ส่งผลให้เกิดการวิเคราะห์ที่คลาดเคลื่อนของสถานภาพอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจริง และส่งผลต่อการ&#xD;
กำหนดนโยบายในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรม งานวิจัยฉบับนี้ได้ทำการวิเคราะห์รูปแบบการจัดเก็บ&#xD;
ข้อมูลสถิติอาชญากรรมของสหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักรเพื่อศึกษาแนวทางในการดำเนินการ&#xD;
จัดทำโครงการสำรวจสถานภาพอาชญากรรม และเพื่อค้นหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุดในการดำเนินการ&#xD;
จัดทำโครงการดังกล่าวโดยมหาวิทยาลัยรังสิต งานวิจัยฉบับนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative&#xD;
Research) โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In - Depth Interview) ผู้มีประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดเก็บและ&#xD;
วิเคราะห์สถิติคดีอาญาทั้งหมด 6 ท่าน เพื่อทราบถึงสภาพปัญหา รวมถึงแนวทางแก้ไขในการจัดเก็บ&#xD;
สถิติคดีอาญาของประเทศไทย และทำการศึกษาโดยการสนทนากลุ่ม (Focus Group) ผู้เชี่ยวชาญในการ&#xD;
จัดเก็บสถิติอาชญากรรมทั้งหมด 8 ท่าน เพื่อทราบถึงแนวทางการจัดทำโครงการสำรวจสถานภาพ&#xD;
อาชญากรรมโดยมหาวิทยาลัยรังสิต ผลการวิจัยพบว่าระบบการจัดเก็บสถิติคดีอาญาของประเทศไทยใน&#xD;
ปัจจุบันอันได้แก่การจัดเก็บและประมวลผลสถิติคดีอาญา 5 กลุ่มของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มี&#xD;
ข้อบกพร่องคือมีความทับซ้อนในการแบ่งประเภทความผิดของอาชญากรรม มีความล้าหลังในการแบ่ง&#xD;
ประเภทความผิด มีปัญหาในระบบการบันทึกข้อมูล และการเผยแพร่ข้อมูล ส่วนในด้านการสำรวจ&#xD;
ข้อมูลการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมโดยสำนักงานกิจการยุติธรรม มีข้อจำกัดในด้านการพัฒนาแบบ&#xD;
สัมภาษณ์การจัดเก็บข้อมูล งบประมาณ และการเผยแพร่ข้อมูลที่กระทบต่อหน่วยงานราชการด้วยกันเอง&#xD;
ส่วนแนวทางความเป็นไปได้ในการจัดทำโครงการสำรวจสถานภาพอาชญากรรมโดยมหาวิทยาลัย&#xD;
รังสิตตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเห็นควรให้มีการจัดทำขึ้นในรูปแบบของการจัดทำโพลสำรวจความ&#xD;
กลัวอาชญากรรม ซึ่งเป็นแนวทางการจัดโครงการที่ใช้งบประมาณน้อยที่สุด ใช้บุคลากรน้อยที่สุด มี&#xD;
ความจำเป็นและความเป็นไปได้ในการจัดทำมากที่สุด โดยใช้ชื่อว่า RSU Crime Survey</summary>
    <dc:date>2555-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

