<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Community:</title>
  <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/200" />
  <subtitle />
  <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/200</id>
  <updated>2026-04-10T07:50:44Z</updated>
  <dc:date>2026-04-10T07:50:44Z</dc:date>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัย โลกาภิวัตน์กับศาสนา : ศึกษาประสบการณ์ของมุสลิมไทยต่อความหลากหลายทางเพศในสังคมมุสลิมไทยผ่านมุมมองอิสลาม</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3060" />
    <author>
      <name>จิระโรจน์ มะหมัดกุล</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3060</id>
    <updated>2025-10-29T06:50:30Z</updated>
    <published>2568-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัย โลกาภิวัตน์กับศาสนา : ศึกษาประสบการณ์ของมุสลิมไทยต่อความหลากหลายทางเพศในสังคมมุสลิมไทยผ่านมุมมองอิสลาม
Authors: จิระโรจน์ มะหมัดกุล
Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของโลกาภิวัตน์ต่อสังคมมุสลิมในประเทศไทย โดยเน้นไปที่ประเด็นความหลากหลายทางเพศในชุมชนมุสลิมไทยและทัศนะของศาสนาอิสลามต่อเรื่องนี้ งานวิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มมุสลิมที่มีความรู้สึกชอบเพศเดียวกัน หรือ LGBTQI+ เพื่อวิเคราะห์แนวทางการจัดการตนเองตามกรอบของศาสนาอิสลาม การวิจัยยังรวมถึงการสัมภาษณ์ผู้นำศาสนาอิสลามและนักวิชาการ เพื่อค้นหาวิธีการสร้างความเข้าใจและการยอมรับต่อผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศในสังคมมุสลิม ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงอิทธิพลของโลกาภิวัตน์ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงในสังคมมุสลิมไทย โดยเฉพาะในเรื่องความหลากหลายทางเพศ (LGBTQI+) การเข้าถึงข้อมูลผ่านสื่อกระแสหลักหรือโซเชียลมีเดียต่างๆ และการยอมรับค่านิยมตะวันตกที่เน้นสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล ทำให้กลุ่มมุสลิม LGBTQI+ ในประเทศไทยสามารถแสดงออกถึงตัวตนและเรียกร้องสิทธิในพื้นที่สาธารณะได้มากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อการปรับตัวของสังคมมุสลิมไทยที่ยังคงยึดมั่นในหลักการศาสนาอิสลามอย่างแน่นแฟ้น นักวิชาการศาสนาได้เสนอแนวทางในการสร้างความเข้าใจในเรื่องความหลากหลายทางเพศในสังคมมุสลิมในระดับที่ศาสนายอมรับได้ และไม่ขัดกับหลักการศาสนาอิสลาม ข้อเสนอแนะหลักมุ่งเน้นสองประเด็นสำคัญ ประการแรก การนำวิธีการสื่อสารที่ละเอียดอ่อนมาใช้และการพัฒนาแนวทางที่ช่วยให้บุคคล LGBTQI+ สามารถดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับหลักการอิสลาม ประการที่สอง การสร้างสภาพแวดล้อมในครอบครัวที่เกื้อหนุน เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนาตนเองควบคู่ไปกับการรักษาคุณค่าตามหลักศาสนาอิสลาม</summary>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การช่วงชิงอำนาจระหว่างจีนและญี่ปุ่นในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง : ผลกระทบต่อการรวมกลุ่มในอนุภูมิภาค</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2578" />
    <author>
      <name>ณัฏฐ์ธีรตา วิทิตวิญญูชน</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2578</id>
    <updated>2024-09-18T02:50:52Z</updated>
    <published>2565-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การช่วงชิงอำนาจระหว่างจีนและญี่ปุ่นในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง : ผลกระทบต่อการรวมกลุ่มในอนุภูมิภาค
Authors: ณัฏฐ์ธีรตา วิทิตวิญญูชน
Abstract: รายงานการวิจัย เรื่อง การช่วงชิงอำนาจระหว่างจีนและญี่ปุ่นในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง – ผลกระทบต่อการรวมกลุ่มในอนุภูมิภาค เป็นการวิจัย เชิงคุณภาพ มุ่งศึกษาให้ทราบ สาเหตุการช่วงชิงอำนาจระหว่างจีนและญี่ปุ่นที่เกิดขึ้นในลุ่มแม่น้ำโขง พัฒนาการการช่วงชิงอำนาจดังกล่าว และผลกระทบอันอาจจะมีต่อการรวมกลุ่มในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยใช้ สารสนเทศปฐมภูมิ ได้แก่ รายงานข่าว เอกสารราชการ เอกสารจากองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งที่เป็นรูปแบบตีพิมพ์และอิเล็กทรอนิกส์ และสารสนเทศทุติยภูมิ ได้แก่ หนังสือ ตำรา วารสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในรูปแบบตีพิมพ์และอิเล็กทรอนิกส์ และเสริมด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก&#xD;
การสัมภาษณ์ได้ทำการสัมภาษณ์ผ่านระบบวีดีโอคอล และอีเมล โดยกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และนักวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาและความร่วมมือในลุ่มแม่น้ำโขง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงกับจีนและญี่ปุ่น รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่น ทั้งที่เป็นชาวไทยและชาวต่างชาติในองค์กรระหว่างประเทศ เช่น สถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง (Mekong Institute, MI) จำนวน 1 ราย สถาบันพัฒนาเศรษฐกิจ-องค์การการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (IDE-JETRO) 2 ราย องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations International Development Organization, UNIDO) 1 ราย นักวิจัยอิสระ 1 ราย และอาจารย์/นักวิชาการ 1 ราย&#xD;
ผลจากการวิจัยพบว่า การช่วงชิงอำนาจเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศมหาอำนาจอย่างจีนและญี่ปุ่น เริ่มต้นขึ้นหลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอำนาจในภูมิภาคเอเชีย อันเริ่มจากการที่จีนผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจรวมถึงทางการทหารในเวลาต่อมา ในขณะที่ญี่ปุ่นประสบปัญหาถดถอยทางเศรษฐกิจนับตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1990 อนุภูมิภาคแม่น้ำโขงนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งจีนและญี่ปุ่นในด้านเศรษฐกิจ&#xD;
ข&#xD;
และภูมิรัฐศาสตร์ ดังนั้น อนุภูมิภาคจึงประสบกับการช่วงชิงอำนาจที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้นระหว่างจีนและญี่ปุ่น สำหรับประเทศจีนแล้วการกระชับความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจกับประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจของภูมิภาคทางฝั่งตะวันตกของจีนซึ่งค่อนข้างล้าหลังเท่านั้น แต่ยังเป็นบันไดสำคัญให้จีนในการดำเนินโครงการเส้นทางสายไหมในศตวรรษที่ 21 ของจีน ซึ่งถือว่าเป็นกุญแจสำคัญในการที่จีนจะสร้างระเบียบภูมิภาคใหม่ขึ้นในเอเชียหรือแม้แต่นอกเอเชีย ในระยะไม่นานมานี้ พบว่าความสนใจของญี่ปุ่นในอนุภูมิภาคแม่โขงเปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น อันเนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก งานวิจัยชิ้นนี้ได้ศึกษาผลกระทบจากการช่วงชิงอำนาจระหว่างจีนและญี่ปุ่นต่อการรวมตัวในภูมิภาคแม่โขงด้วย และพบว่าแม้การช่วงชิงอำนาจจะก่อให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น แต่ทว่าหากมองไปที่การหลอมรวมนโยบาย การช่วงชิงอำนาจทำให้การรวมตัวในลุ่มแม่น้ำโขงผลักดันโดยผลประโยชน์ทางการเมืองของจีนหรือญี่ปุ่นมากขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการรวมตัวในภูมิภาค</summary>
    <dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ประสิทธิผลการบริหารและการพัฒนาทุนมนุษย์ในมหาวิทยาลัยเอกชนไทย</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2461" />
    <author>
      <name>พัชรี ตันติวิภาวิน</name>
    </author>
    <author>
      <name>เพียงจันทร์ โกญจนาท</name>
    </author>
    <author>
      <name>ประพนธ์ จิตตะปุตตะ</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2461</id>
    <updated>2024-07-18T05:59:41Z</updated>
    <published>2559-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ประสิทธิผลการบริหารและการพัฒนาทุนมนุษย์ในมหาวิทยาลัยเอกชนไทย
Authors: พัชรี ตันติวิภาวิน; เพียงจันทร์ โกญจนาท; ประพนธ์ จิตตะปุตตะ
Abstract: “คน”เป็นปัจจัยสำคัญสูงสุดของการบริหารงานให้ประสบความสาเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น หน้าที่ของผู้บริหารองค์การ คือ การรักษาคนดี มีความรู้ ความสามารถไว้ในองค์การ การศึกษาวิจัย ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิผลการบริหารและการพัฒนาทุนมนุษย์ของมหาวิทยาลัยเอกชนไทย เป็นการมุ่งศึกษาวิจัยเชิงสารวจ ผนวกกับ การศึกษาเชิงคุณภาพ โดยเลือกกลุ่มตัวอย่าง แบบเฉพาะเจาะจง ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และมหาวิทยาลัยศรีปทุม&#xD;
ผลการศึกษาวิจัยพบว่า กระบวนการบริหารทรัพยากรมนุษย์ มีความสำคัญในสถาบันอุดมศึกษาโดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยภาคเอกชน จะต้องสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรมีความจงรักภักดีต่อองค์กรและแสดงศักยภาพในการทางานอย่างเต็มความรู้ความสามารถ รวมทั้งการรักษาคนดีและคนเก่งไว้กับองค์กร หรือลดอัตราการเข้าออกของบุคลากร ความก้าวหน้าและความมั่นคงในหน้าที่การงานของบุคลากรในสังกัดมหาวิทยาลัยที่ถูกแบ่ง เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ บุคลากรสายวิชาการตำแหน่งอาจารย์ และบุคลากรสายสนับสนุน แต่สถานภาพทางสังคมภายในมหาวิทยาลัยไม่เหมือนกัน ทั้งในเรื่องความก้าวหน้า โอกาส สวัสดิการ และสิทธิเสรีภาพอื่นๆ ผลการวิจัย ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ความก้าวหน้าในอาชีพของอาจารย์/บุคลากรทางการศึกษา มีความสาคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่มหาวิทยาลัยเอกชน จะต้องมีการส่งเสริมความก้าวหน้าในอาชีพไม่ว่าจะเป็นด้านวิชาการ ด้านการวิจัย ด้านการบริการวิชาการแก่สังคม ด้านการทำนุบารุงศิลปะและวัฒนธรรม และด้านการบริหารจัดการ ซึ่งหากอาจารย์/บุคลากรทางการศึกษาได้รับการส่งเสริมอย่างดีและจริงจังจากสถาบันแล้ว จะทาให้อาจารย์/บุคลากรมีความรู้ ความสามารถ ทางานได้ดี มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล</summary>
    <dc:date>2559-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคมของเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงในประเทศจีนต่อจังหวัดเชียงรายและจังหวัดอุบลราชธานี</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2460" />
    <author>
      <name>สมเกียรติ อริยปรัชญา</name>
    </author>
    <author>
      <name>ณรงค์ สินสวัสดิ์</name>
    </author>
    <author>
      <name>ดามพ์ สุคนธทรัพย์</name>
    </author>
    <author>
      <name>ธนศักดิ์ วหาวิศาล</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2460</id>
    <updated>2024-07-18T05:47:22Z</updated>
    <published>2555-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคมของเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงในประเทศจีนต่อจังหวัดเชียงรายและจังหวัดอุบลราชธานี
Authors: สมเกียรติ อริยปรัชญา; ณรงค์ สินสวัสดิ์; ดามพ์ สุคนธทรัพย์; ธนศักดิ์ วหาวิศาล
Abstract: แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำที่ยาวเป็นลำดับที่ 12 ในโลก ซึ่งไหลจากยูนนานในประเทศจีนผ่านอีกห้าประเทศได้แก่เมียนมาร์ ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ก่อนที่ไหลเข้าสู่ทะเลจีนใต้ ประชากรที่อาศัยพึ่งพาแม่น้ำโขงในการเลี้ยงชีพมีประมาณ 300 ล้านคน ประเทศจีนได้สร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงแล้วเสร็จไป 4 เขื่อนและจะสร้างเพิ่มขึ้นอีก 4 เขื่อนในอนาคต เขื่อนที่สร้างเสร็จแล้วคือ 1) เขื่อนม่านวาน(Manwan) สร้างเสร็จ ค.ศ.1986 2) เขื่อนต้าเซาซาน (Dachaoshan) สร้างเสร็จ ค.ศ.2003 3) เขื่อนจิงหง(Jinghong) สร้างเสร็จ ค.ศ.2009 4) เขื่อนเสี่ยววาน(Xiaowan) สร้างเสร็จ ค.ศ.2010 การสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงเพื่อพลังงานไฟฟ้ าของจีนทำให้ชุมชนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงและองค์กรที่ไม่ใช่รัฐบาล(Non-governmental Organizations-NGO’s) หลายแห่งมีความวิตกกังวลว่า การสร้างเขื่อนจะมีผลกระทบด้านลบต่อ การประมง การเกษตร และวิถีชีวิต ซึ่งทางประเทศจีนก็ได้ชี้แจงว่าการสร้างเขื่อนมิได้มีผลกระทบทางด้านลบแต่อย่างใด ข้อมูลที่ไม่ตรงกัน อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกันได้อาจขยายผลนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศได้ งานวิจัยนี้จำเป็นต้องดำเนินการเป็นสองขั้นตอนเพราะแต่ละขั้นตอนใช้ ระเบียบวิธีวิจัยที่แตกต่างกัน ตอนที่ 1 ศึกษาความเป็นไปได้ของผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคมในประเด็นหลักคือ การประมง การเกษตร และวิถีชีวิตต่อจังหวัดเชียงรายและจังหวัดอุบลราชธานี ระเบียบวิธีการวิจัย ใช้วิธีสัมภาษณ์ชาวประมง เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง การสังเกตและการศึกษาเอกสารวิจัยในอดีต ซึ่งได้มีข้อสรุปว่าการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงจังหวะการไหลของน้ำ ซึ่งเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้จำนวนปลาของแม่น้ำโขงลดลง แต่ไม่ได้มีผลทำให้น้ำน้อยลงในฤดูแล้ง เพื่อเป็นการตรวจสอบยืนยันว่าการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงมีผลต่อการประมง ทำให้จำนวนปลาลดลงเพราะการสร้างเขื่อนอาจส่งผลต่อการการเปลี่ยนแปลงจังหวะการไหลของน้ำ จริงหรือไม่ จึงมีการดำเนินการวิจัย ตอนที่ 2 ซึ่งใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงปริมาณและเป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งแตกต่างจากตอนที่ 1 ซึ่งจะเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เชิงพรรณนา ตอนที่ 2 เป็นการใช้ข้อมูลตัวเลขเชิงประจักษ์และใช้การวิเคราะห์ทางสถิติ ศึกษาความเป็นไปได้ของผลกระทบของเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงในจีนต่อระดับและปริมาณน้ำที่สถานีวัดน้ำอำเภอเชียงแสนในจังหวัดเชียงรายและที่สถานีวัดน้ำอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานีเพื่อวิเคราะห์ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญของระดับน้ำ ปริมาณน้ำ ทิศทางการไหลของน้ำ และการกระจายของน้ำตามฤดูกาล ระหว่างช่วงชุดปี ค.ศ. 1965 ค.ศ. 1970 ค.ศ. 1975 ค.ศ. 1980 และปี ค.ศ. 1985 ชุดปี ก่อนการสร้างเขื่อนในจีนซึ่งแม่น้ำโขงอยู่ในภาวะธรรมชาติ กับชุดปีที่สองเป็นชุดปีหลังการสร้างเขื่อนในจีน คือชุดปี ค.ศ. 1987 ค.ศ. 2004 ค.ศ.2009 และ ค.ศ. 2010 เพราะเป็นปี ที่เขื่อนทั้งสี่สร้างเสร็จตามลำดับหรือไม่ ผลการวิเคราะห์ยังไม่สามารถสรุปได้อย่างแน่นอนว่าการสร้างเขื่อนที่จีนมีผลกระทบ ต่อระดับน้ำและปริมาณน้ำหรือไม่ ค่าสถิติต่างๆ และกราฟซึ่งคำนวณจากข้อมูลดิบชี้ให้เห็นว่าระดับน้ำ ปริมาณน้ำ ทิศทางน้ำในชุดปี ปี ค.ศ. 1965 ค.ศ. 1970 ค.ศ. 1975 ค.ศ. 1980 และปี ค.ศ. 1985 เมื่อเทียบกับชุดปีค.ศ. 1987 ค.ศ. 2004 ค.ศ. 2009 และ ค.ศ. 2010 เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และมีการกระจายของน้ำตามฤดูกาล ซึ่งสรุปได้ว่า ผลกระทบด้านลบนิเวศน์ การประมง การเกษตร และวิถีชีวิตในช่วงระหว่างปี1986 และ 2010 ที่เชียงแสนและที่โขงเจียมจากการศึกษาในขั้นตอนที่ 1 ไม่น่าจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงจากระดับและปริมาณน้ำ ทิศทางน้ำ หรือการสร้างเขื่อนในประเทศจีน แต่ถ้าเกิดจากเขื่อนในจีน เขื่อนในจีนก็เป็นเพียงปัจจัยหนึ่ง อาจเกิดจากปัจจัยอื่นๆ เช่นการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศการจับปลามากไป หรือการใช้อวนตาถี่ อย่างไรก็ตาม ได้มีพัฒนาการที่น่ากังวลในปัจจุบันคือประเทศริมฝั่งรวมทั้งจีนได้มีแผนที่จะสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงทั้งในแม่น้ำโขงและในแม่น้ำสาขา เพื่อการไฟฟ้าและการชลประทานจำนวนมากในช่วง 20 ปี ข้างหน้า ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงได้เสนอข้อเสนอแนะหลายประการรวมทั้งงานวิจัยที่ควรทำเพิ่มเติมเพื่อเป็นมาตรการป้องกันที่เป็นระบบเพื่อไม่ให้การสร้างเขื่อนซึ่งนับวันจะมากขึ้น ก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบ และนำไปสู่ข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการใช้น้ำแม่น้ำโขงระหว่างประเทศริมฝั่งในอนาคต</summary>
    <dc:date>2555-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

