<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Community:</title>
  <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/200" />
  <subtitle />
  <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/200</id>
  <updated>2026-07-04T10:08:02Z</updated>
  <dc:date>2026-07-04T10:08:02Z</dc:date>
  <entry>
    <title>A comparative study of poverty reduction strategies of Thailand and Nigeria</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3393" />
    <author>
      <name>Rabiu, Nura Gambo</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3393</id>
    <updated>2026-07-02T08:08:47Z</updated>
    <published>2025-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: A comparative study of poverty reduction strategies of Thailand and Nigeria
Authors: Rabiu, Nura Gambo
Abstract: Poverty continues to pose a significant challenge globally. In 1990, an estimated 1.9 billion people were living in extreme poverty, constituting 36% of the world population. By 2015, global poverty estimates indicated that 735 million people were living in extreme poverty, which accounted for 10% of the world population. Thailand has successfully implemented a poverty alleviation strategy and achieved significant progress. In contrast, Nigeria has struggled to effectively implement poverty reduction strategies, resulting in limited success in addressing poverty issues. Therefore, the objectives of this study are to 1) the factors contributing to the high poverty rate in Nigeria from 1990 to 2022, 2) analyze the poverty reduction strategies implemented by Thailand from 1990 to 2022, and 3) propose recommendations for Nigeria to adopt strategies from Thailand’s successful poverty reduction efforts. The data collection for this study employed semi-structured interviews, involving 12 participants with relevant experience in the field of poverty reduction. The results of the interviews illustrated several factors contributing to the poverty rate in Nigeria, including corruption, conflict and insecurity, political instability, ineffective policy implementation, and inadequate infrastructure. Conversely, the interviews revealed mechanisms implemented by Thailand to reduce poverty, such as comprehensive sustainable development initiatives, social protection programs, investment in human capital, adoption of the sufficiency economy philosophy, and measures to enhance food security. Based on the conducted interviews, the discussion identifies three primary factors contributing to the high poverty rate in Nigeria: corruption, conflict and insecurity, and inadequate access to employment opportunities. Furthermore, the interviews reveal five main strategies implemented by Thailand to reduce poverty: comprehensive sustainability initiatives, investment in human capital, establishment of social welfare programs, creation of a protection net, and measures to enhance food security
Description: Thesis (M.A. (Diplomacy and International Studies)) -- Rangsit University, 2024</summary>
    <dc:date>2025-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัย โลกาภิวัตน์กับศาสนา : ศึกษาประสบการณ์ของมุสลิมไทยต่อความหลากหลายทางเพศในสังคมมุสลิมไทยผ่านมุมมองอิสลาม</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3060" />
    <author>
      <name>จิระโรจน์ มะหมัดกุล</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3060</id>
    <updated>2025-10-29T06:50:30Z</updated>
    <published>2568-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัย โลกาภิวัตน์กับศาสนา : ศึกษาประสบการณ์ของมุสลิมไทยต่อความหลากหลายทางเพศในสังคมมุสลิมไทยผ่านมุมมองอิสลาม
Authors: จิระโรจน์ มะหมัดกุล
Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของโลกาภิวัตน์ต่อสังคมมุสลิมในประเทศไทย โดยเน้นไปที่ประเด็นความหลากหลายทางเพศในชุมชนมุสลิมไทยและทัศนะของศาสนาอิสลามต่อเรื่องนี้ งานวิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มมุสลิมที่มีความรู้สึกชอบเพศเดียวกัน หรือ LGBTQI+ เพื่อวิเคราะห์แนวทางการจัดการตนเองตามกรอบของศาสนาอิสลาม การวิจัยยังรวมถึงการสัมภาษณ์ผู้นำศาสนาอิสลามและนักวิชาการ เพื่อค้นหาวิธีการสร้างความเข้าใจและการยอมรับต่อผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศในสังคมมุสลิม ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงอิทธิพลของโลกาภิวัตน์ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงในสังคมมุสลิมไทย โดยเฉพาะในเรื่องความหลากหลายทางเพศ (LGBTQI+) การเข้าถึงข้อมูลผ่านสื่อกระแสหลักหรือโซเชียลมีเดียต่างๆ และการยอมรับค่านิยมตะวันตกที่เน้นสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล ทำให้กลุ่มมุสลิม LGBTQI+ ในประเทศไทยสามารถแสดงออกถึงตัวตนและเรียกร้องสิทธิในพื้นที่สาธารณะได้มากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อการปรับตัวของสังคมมุสลิมไทยที่ยังคงยึดมั่นในหลักการศาสนาอิสลามอย่างแน่นแฟ้น นักวิชาการศาสนาได้เสนอแนวทางในการสร้างความเข้าใจในเรื่องความหลากหลายทางเพศในสังคมมุสลิมในระดับที่ศาสนายอมรับได้ และไม่ขัดกับหลักการศาสนาอิสลาม ข้อเสนอแนะหลักมุ่งเน้นสองประเด็นสำคัญ ประการแรก การนำวิธีการสื่อสารที่ละเอียดอ่อนมาใช้และการพัฒนาแนวทางที่ช่วยให้บุคคล LGBTQI+ สามารถดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับหลักการอิสลาม ประการที่สอง การสร้างสภาพแวดล้อมในครอบครัวที่เกื้อหนุน เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนาตนเองควบคู่ไปกับการรักษาคุณค่าตามหลักศาสนาอิสลาม</summary>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การช่วงชิงอำนาจระหว่างจีนและญี่ปุ่นในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง : ผลกระทบต่อการรวมกลุ่มในอนุภูมิภาค</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2578" />
    <author>
      <name>ณัฏฐ์ธีรตา วิทิตวิญญูชน</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2578</id>
    <updated>2024-09-18T02:50:52Z</updated>
    <published>2565-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การช่วงชิงอำนาจระหว่างจีนและญี่ปุ่นในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง : ผลกระทบต่อการรวมกลุ่มในอนุภูมิภาค
Authors: ณัฏฐ์ธีรตา วิทิตวิญญูชน
Abstract: รายงานการวิจัย เรื่อง การช่วงชิงอำนาจระหว่างจีนและญี่ปุ่นในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง – ผลกระทบต่อการรวมกลุ่มในอนุภูมิภาค เป็นการวิจัย เชิงคุณภาพ มุ่งศึกษาให้ทราบ สาเหตุการช่วงชิงอำนาจระหว่างจีนและญี่ปุ่นที่เกิดขึ้นในลุ่มแม่น้ำโขง พัฒนาการการช่วงชิงอำนาจดังกล่าว และผลกระทบอันอาจจะมีต่อการรวมกลุ่มในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยใช้ สารสนเทศปฐมภูมิ ได้แก่ รายงานข่าว เอกสารราชการ เอกสารจากองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งที่เป็นรูปแบบตีพิมพ์และอิเล็กทรอนิกส์ และสารสนเทศทุติยภูมิ ได้แก่ หนังสือ ตำรา วารสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในรูปแบบตีพิมพ์และอิเล็กทรอนิกส์ และเสริมด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก&#xD;
การสัมภาษณ์ได้ทำการสัมภาษณ์ผ่านระบบวีดีโอคอล และอีเมล โดยกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และนักวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาและความร่วมมือในลุ่มแม่น้ำโขง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงกับจีนและญี่ปุ่น รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่น ทั้งที่เป็นชาวไทยและชาวต่างชาติในองค์กรระหว่างประเทศ เช่น สถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง (Mekong Institute, MI) จำนวน 1 ราย สถาบันพัฒนาเศรษฐกิจ-องค์การการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (IDE-JETRO) 2 ราย องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations International Development Organization, UNIDO) 1 ราย นักวิจัยอิสระ 1 ราย และอาจารย์/นักวิชาการ 1 ราย&#xD;
ผลจากการวิจัยพบว่า การช่วงชิงอำนาจเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศมหาอำนาจอย่างจีนและญี่ปุ่น เริ่มต้นขึ้นหลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอำนาจในภูมิภาคเอเชีย อันเริ่มจากการที่จีนผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจรวมถึงทางการทหารในเวลาต่อมา ในขณะที่ญี่ปุ่นประสบปัญหาถดถอยทางเศรษฐกิจนับตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1990 อนุภูมิภาคแม่น้ำโขงนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งจีนและญี่ปุ่นในด้านเศรษฐกิจ&#xD;
ข&#xD;
และภูมิรัฐศาสตร์ ดังนั้น อนุภูมิภาคจึงประสบกับการช่วงชิงอำนาจที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้นระหว่างจีนและญี่ปุ่น สำหรับประเทศจีนแล้วการกระชับความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจกับประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจของภูมิภาคทางฝั่งตะวันตกของจีนซึ่งค่อนข้างล้าหลังเท่านั้น แต่ยังเป็นบันไดสำคัญให้จีนในการดำเนินโครงการเส้นทางสายไหมในศตวรรษที่ 21 ของจีน ซึ่งถือว่าเป็นกุญแจสำคัญในการที่จีนจะสร้างระเบียบภูมิภาคใหม่ขึ้นในเอเชียหรือแม้แต่นอกเอเชีย ในระยะไม่นานมานี้ พบว่าความสนใจของญี่ปุ่นในอนุภูมิภาคแม่โขงเปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น อันเนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก งานวิจัยชิ้นนี้ได้ศึกษาผลกระทบจากการช่วงชิงอำนาจระหว่างจีนและญี่ปุ่นต่อการรวมตัวในภูมิภาคแม่โขงด้วย และพบว่าแม้การช่วงชิงอำนาจจะก่อให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น แต่ทว่าหากมองไปที่การหลอมรวมนโยบาย การช่วงชิงอำนาจทำให้การรวมตัวในลุ่มแม่น้ำโขงผลักดันโดยผลประโยชน์ทางการเมืองของจีนหรือญี่ปุ่นมากขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการรวมตัวในภูมิภาค</summary>
    <dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ประสิทธิผลการบริหารและการพัฒนาทุนมนุษย์ในมหาวิทยาลัยเอกชนไทย</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2461" />
    <author>
      <name>พัชรี ตันติวิภาวิน</name>
    </author>
    <author>
      <name>เพียงจันทร์ โกญจนาท</name>
    </author>
    <author>
      <name>ประพนธ์ จิตตะปุตตะ</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2461</id>
    <updated>2024-07-18T05:59:41Z</updated>
    <published>2559-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ประสิทธิผลการบริหารและการพัฒนาทุนมนุษย์ในมหาวิทยาลัยเอกชนไทย
Authors: พัชรี ตันติวิภาวิน; เพียงจันทร์ โกญจนาท; ประพนธ์ จิตตะปุตตะ
Abstract: “คน”เป็นปัจจัยสำคัญสูงสุดของการบริหารงานให้ประสบความสาเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น หน้าที่ของผู้บริหารองค์การ คือ การรักษาคนดี มีความรู้ ความสามารถไว้ในองค์การ การศึกษาวิจัย ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิผลการบริหารและการพัฒนาทุนมนุษย์ของมหาวิทยาลัยเอกชนไทย เป็นการมุ่งศึกษาวิจัยเชิงสารวจ ผนวกกับ การศึกษาเชิงคุณภาพ โดยเลือกกลุ่มตัวอย่าง แบบเฉพาะเจาะจง ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และมหาวิทยาลัยศรีปทุม&#xD;
ผลการศึกษาวิจัยพบว่า กระบวนการบริหารทรัพยากรมนุษย์ มีความสำคัญในสถาบันอุดมศึกษาโดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยภาคเอกชน จะต้องสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรมีความจงรักภักดีต่อองค์กรและแสดงศักยภาพในการทางานอย่างเต็มความรู้ความสามารถ รวมทั้งการรักษาคนดีและคนเก่งไว้กับองค์กร หรือลดอัตราการเข้าออกของบุคลากร ความก้าวหน้าและความมั่นคงในหน้าที่การงานของบุคลากรในสังกัดมหาวิทยาลัยที่ถูกแบ่ง เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ บุคลากรสายวิชาการตำแหน่งอาจารย์ และบุคลากรสายสนับสนุน แต่สถานภาพทางสังคมภายในมหาวิทยาลัยไม่เหมือนกัน ทั้งในเรื่องความก้าวหน้า โอกาส สวัสดิการ และสิทธิเสรีภาพอื่นๆ ผลการวิจัย ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ความก้าวหน้าในอาชีพของอาจารย์/บุคลากรทางการศึกษา มีความสาคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่มหาวิทยาลัยเอกชน จะต้องมีการส่งเสริมความก้าวหน้าในอาชีพไม่ว่าจะเป็นด้านวิชาการ ด้านการวิจัย ด้านการบริการวิชาการแก่สังคม ด้านการทำนุบารุงศิลปะและวัฒนธรรม และด้านการบริหารจัดการ ซึ่งหากอาจารย์/บุคลากรทางการศึกษาได้รับการส่งเสริมอย่างดีและจริงจังจากสถาบันแล้ว จะทาให้อาจารย์/บุคลากรมีความรู้ ความสามารถ ทางานได้ดี มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล</summary>
    <dc:date>2559-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

