<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Community:</title>
  <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/203" />
  <subtitle />
  <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/203</id>
  <updated>2026-07-13T02:02:17Z</updated>
  <dc:date>2026-07-13T02:02:17Z</dc:date>
  <entry>
    <title>ปัจจัยสู่ความสำเร็จในการกลับคืนสู่สังคมของผู้พ้นโทษ</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3424" />
    <author>
      <name>วีรวัฒน์ บุญนิกูล</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3424</id>
    <updated>2026-07-10T08:00:46Z</updated>
    <published>2568-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ปัจจัยสู่ความสำเร็จในการกลับคืนสู่สังคมของผู้พ้นโทษ
Authors: วีรวัฒน์ บุญนิกูล
Abstract: การศึกษาวิจัยเรื่อง “ปัจจัยสู่ความสำเร็จในการกลับคืนสู่สังคมของผู้พ้นโทษ” เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) ทั้งวิธีการศึกษาเชิงปริมาณ โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) และเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยทางสังคม ลักษณะพฤติกรรม และกระบวนการในเรือนจำที่ส่งผลให้ผู้พ้นโทษประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิตภายหลังพ้นโทษ ตลอดจนการกำหนดแนวทางการพัฒนาการขับเคลื่อนพันธกิจในการคืนคนดีสู่สังคมของกรมราชทัณฑ์ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัวย้อนหลังไป 5 ปี ไม่กลับมากระทำผิดซ้ำ ร้อยละ 79.41 ทั้งชายและหญิงมีการกลับมากระทำผิดซ้ำไม่แตกต่างกัน กลุ่มที่ไม่กระทำผิดซ้ำส่วนใหญ่มีช่วงอายุ 26–35 ปี กระทำผิดคดีทั่วไป มีระดับการศึกษาก่อนต้องโทษสูงกว่า และผ่านการอบรมแก้ไขในเรือนจำ จากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้พ้นโทษ (Case Study) จำนวน 15 ราย พบว่า ผู้พ้นโทษที่ประสบความสำเร็จในการกลับคืนสู่สังคม เนื่องจากมีบุคคลที่รัก มีครอบครัวให้ความช่วยเหลือ ได้เข้าร่วมโปรแกรมการแก้ไขขณะอยู่ในเรือนจำ มีแรงบันดาลใจจากเพื่อนผู้พ้นโทษ และมีการวางแผนชีวิตก่อนพ้นโทษ โดยส่วนใหญ่ออกมาประกอบอาชีพอิสระการสัมภาษณ์ผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ส่วนใหญ่เห็นว่า ปัจจุบันเป็นยุคของการแก้ไขและพัฒนาพฤตินิสัยเพื่อคืนคนดีที่มีคุณภาพสู่สังคม โดยต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการทำงานของเจ้าหน้าที่ให้เน้นด้านการแก้ไขมากกว่าการควบคุมเพื่อการลงโทษ และให้ความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการยอมรับผู้พ้นโทษ ข้อเสนอแนะคือ กรมราชทัณฑ์ควรมีการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยอย่างน้อย 2 ปี และควรมีต้นแบบ (Role Model) ของผู้พ้นโทษที่ประสบความสำเร็จเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ต้องขังในเรือนจำ ควรมีระบบการดูแลแบบไร้รอยต่อ โดยใช้อาสาสมัครราชทัณฑ์เข้ามามีบทบาทในช่วงเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย และช่วยติดตามดูแลหลังพ้นโทษ
Description: ดุษฎีนิพนธ์ (ปร.ด.(อาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</summary>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการบริหารการจัดการระบบสาธารณสุขแก่ผู้ต้องขังในเรือนจำเขตกรุงเทพมหานคร</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3423" />
    <author>
      <name>วีรชัย สุขพ่วง</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3423</id>
    <updated>2026-07-10T07:57:58Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการบริหารการจัดการระบบสาธารณสุขแก่ผู้ต้องขังในเรือนจำเขตกรุงเทพมหานคร
Authors: วีรชัย สุขพ่วง
Abstract: การศึกษาวิจัยเรื่องข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการบริหารการจัดการระบบสาธารณสุขแก่ผู้ต้องขังในเรือนจำเขตกรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพ ปัญหา และอุปสรรคการเข้าถึงระบบบริการสาธารณสุขให้กับผู้ต้องขังในเรือนจำเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อกำหนดเนลสันแมนเดลลาการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังควบคู่ไปกับหลักการบริหารเรือนจำที่เหมาะสมในเรือนจำเขตกรุงเทพมหานคร และเพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาการจัดการระบบบริการสาธารณสุขให้แก่ผู้ต้องขังในเรือนจำเขตกรุงเทพมหานคร โดยเป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ การค้นคว้าเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาและอุปสรรคการเข้าถึงระบบบริการสาธารณสุขให้กับผู้ต้องขังในเรือนจำเขตกรุงเทพมหานครมี 6 ประเด็น ได้แก่ 1) การขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ 2) บุคลากรขาดองค์ความรู้เกี่ยวกับเวชปฏิบัติเบื้องต้น 3) ปัจจัยอื่นที่มีผลต่อการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพ 4) การขาดแคลนงบประมาณ 5) การขาดแคลนอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ ยา และเวชภัณฑ์ และ 6) ด้านทัศนคติ สภาพแวดล้อม และกิจวัตรในเรือนจำ การวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อกำหนดเนลสันแมนเดลลาการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังควบคู่ไปกับหลักการบริหารเรือนจำที่เหมาะสม พบว่า มี 2 ประเด็น ได้แก่ 1) ด้านมาตรฐานข้อกำหนดเนลสันแมนเดลลาระหว่างการบริหารเรือนจำ และ 2) ด้านมาตรฐานข้อกำหนดเนลสันแมนเดลลาระหว่างมาตรฐานสุขอนามัยในเรือนจำ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาการจัดการระบบบริการสาธารณสุขให้แก่ผู้ต้องขังในเรือนจำ มี 5 ประเด็น ได้แก่ 1) การเพิ่มบุคลากรทางการแพทย์ 2) การเพิ่มยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ 3) การพัฒนาองค์ความรู้ของเจ้าหน้าที่สถานพยาบาล 4) การพัฒนาการเข้าถึงระบบบริการสาธารณสุข และ 5) การเพิ่มงบประมาณ
Description: ดุษฎีนิพนธ์ (ปร.ด.(อาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การศึกษาแนวทางพัฒนาการให้ความช่วยเหลือผู้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางเพศตามกรอบปฏิญญาว่าด้วยหลักความยุติธรรมขั้นพื้นฐานสำหรับผู้เสียหายในคดีอาญาและการใช้อำนาจโดยมิชอบ ค.ศ. 1985</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3422" />
    <author>
      <name>เปรมยุดา ตันติกนกพร</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3422</id>
    <updated>2026-07-10T07:54:56Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การศึกษาแนวทางพัฒนาการให้ความช่วยเหลือผู้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางเพศตามกรอบปฏิญญาว่าด้วยหลักความยุติธรรมขั้นพื้นฐานสำหรับผู้เสียหายในคดีอาญาและการใช้อำนาจโดยมิชอบ ค.ศ. 1985
Authors: เปรมยุดา ตันติกนกพร
Abstract: ปัญหาอาชญากรรมทางเพศส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อผู้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางเพศ ครอบครัว และสังคม และมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่การรายงานเพื่อขอรับความช่วยเหลือและแจ้งความดำเนินคดีต่อผู้ที่กระทำผิดมีสัดส่วนน้อยกว่าความเป็นจริงมาก การวิจัยนี้จึงศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการให้ความช่วยเหลือ และเสนอแนวทางพัฒนาตามกรอบปฏิญญาว่าด้วยหลักความยุติธรรมขั้นพื้นฐานสำหรับผู้เสียหายในคดีอาญาและการใช้อำนาจโดยมิชอบ ค.ศ. 1985 เพื่อสร้างหลักประกันให้เชื่อมั่นได้ว่าจะได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสมตามหลักสากล โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ การศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม มีผู้เข้าร่วมการวิจัยทั้งสิ้น 36 คน ใช้การวิเคราะห์แก่นสาระและอภิปรายผลการวิจัยตามแนวคิดทฤษฎีเหยื่อวิทยา อาชญาวิทยา และหลักปฏิบัติที่เป็นสากล ผลการวิจัยพบว่า การให้ความช่วยเหลือผู้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางเพศมี 3 ด้าน ได้แก่ การให้ความช่วยเหลือด้านการรักษาพยาบาล การสนับสนุนการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และการให้ความช่วยเหลือด้านสังคม โดยเสนอแนวทางพัฒนาการให้ความช่วยเหลือ 5 แนวทาง ได้แก่ การพัฒนาด้านกฎหมาย ด้านระบบงาน ด้านบุคลากร ด้านผู้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางเพศ และผู้กระทำความผิด มีข้อเสนอแนะที่สำคัญ คือ การแก้ไขกฎหมายเพื่อขยายขอบเขตการให้ความช่วยเหลือ การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคส่วนอื่นเพื่อสนับสนุนระบบการให้ความช่วยเหลือ และการจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมทางเพศ ปรับทัศนคติของบุคลากรและสังคม ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง การช่วยเหลือ และตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม พัฒนามาตรฐานวิชาชีพบุคลากรและระบบฐานข้อมูลเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการให้ความช่วยเหลือทั้งระบบ
Description: ดุษฎีนิพนธ์ (ปร.ด.(อาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รูปแบบการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมโดยตำรวจมหาวิทยาลัยในพื้นที่ชุมชนมหาวิทยาลัยรังสิต</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3421" />
    <author>
      <name>ชาตรี รุ่งดำรงค์</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3421</id>
    <updated>2026-07-10T07:52:25Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รูปแบบการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมโดยตำรวจมหาวิทยาลัยในพื้นที่ชุมชนมหาวิทยาลัยรังสิต
Authors: ชาตรี รุ่งดำรงค์
Abstract: การวิจัยครั้งมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมโดย ตำรวจมหาวิทยาลัยในพื้นที่ชุมชนมหาวิทยาลัยรังสิต ด้วยวิธีการสัมภาษณ์ เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informant) ซึ่งได้แก่ ตัวแทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมทั้งหมด 18 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัญหาและอุปสรรคของการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมโดย ตำรวจมหาวิทยาลัยในพื้นที่ชุมชนมหาวิทยาลัยรังสิตที่สำคัญ 6 ปัญหา ได้แก่ (1) ปัญหากฎหมาย และกฎระเบียบของมหาวิทยาลัยรังสิตบางข้อเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานของตำรวจ มหาวิทยาลัย (2) ปัญหากระบวนการและขั้นตอนการปฏิบัติงานเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานของ ตำรวจมหาวิทยาลัย (3) ปัญหาคุณภาพและจำนวนกำลังพลของตำรวจมหาวิทยาลัย (4) ปัญหาการขาด เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการปฏิบัติงานของตำรวจมหาวิทยาลัย (5) ปัญหาประชาชนไม่ให้การยอมรับ บทบาทหน้าที่ของตำรวจมหาวิทยาลัย และ (6) ปัญหาสภาพแวดล้อมในพื้นที่ชุมชนเป็นอุปสรรคต่อ การปฏิบัติงานของตำรวจมหาวิทยาลัย 2) แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมโดย ตำรวจมหาวิทยาลัยในพื้นที่ชุมชนมหาวิทยาลัยรังสิต มี 6 แนวทาง ได้แก่ (1) การพัฒนากฎหมาย และกฎระเบียบ (2) การพัฒนากระบวนการและขั้นตอนการปฏิบัติงาน (3) การพัฒนาคุณภาพตำรวจ มหาวิทยาลัย (4) การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ (5) การพัฒนาการยอมรับของประชาชน และ (6) การปรับปรุงภูมิทัศน์ของสภาพแวดล้อมในพื้นที่ชุมชน
Description: ดุษฎีนิพนธ์ (ปร.ด.(อาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

