<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection:</title>
  <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/206" />
  <subtitle />
  <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/206</id>
  <updated>2026-09-03T17:39:41Z</updated>
  <dc:date>2026-09-03T17:39:41Z</dc:date>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การระบุเพศจากความหนาแน่นของเส้นลายนิ้วมือในประชากรไทย</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3497" />
    <author>
      <name>นันทิชา โสมนัส</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3497</id>
    <updated>2026-09-03T08:41:45Z</updated>
    <published>2568-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การระบุเพศจากความหนาแน่นของเส้นลายนิ้วมือในประชากรไทย
Authors: นันทิชา โสมนัส
Abstract: การศึกษาวิจัย เรื่องการระบุเพศจากความหนาแน่นของเส้นลายนิ้วมือในประชากรไทย เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ที่มุ่งศึกษาเปรียบเทียบความหนาแน่นเส้นสันลายนิ้วมือของประชากรไทย เพื่อพัฒนาแนวทางการตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลในการคัดกรองและระบุเพศของแต่ละบุคคล โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างอาสาสมัคร จำนวน 100 ราย ที่มีอายุระหว่าง 18–25 ปี เป็นเพศชาย จำนวน 50 ราย และเพศหญิงจำนวน 50 ราย ซึ่งทำการศึกษาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ผลการศึกษา พบว่าเพศหญิงมีค่าเฉลี่ยความหนาแน่นของเส้นสันลายนิ้วมือที่สูงกว่าเพศชายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยความหนาแน่นของเส้นสันลายนิ้วมือที่มีค่าเฉลี่ยน้อยกว่าหรือเท่ากับ 14 เส้นต่อพื้นที่ 25 ตารางมิลลิเมตร มีแนวโน้มสูงว่าเป็นรอยลายนิ้วมือของเพศชาย แต่หากพบความหนาแน่นเฉลี่ยของสันลายนิ้วมือที่มากกว่า 15 เส้นต่อพื้นที่ 25 ตารางมิลลิเมตร แนวโน้มสูงว่าลายนิ้วมือดังกล่าวเป็นของเพศหญิง ซึ่งมีความวิจัยสอดคล้องกับงานวิจัยอื่น ๆ ในต่างประเทศ จากผลการศึกษาครั้งนี้สรุปได้ว่า ความหนาแน่นของเส้นสันลายนิ้วมือถือเป็นอีกตัวแปรหนึ่งที่ช่วยในการคาดการณ์หรือระบุเพศของบุคคลได้ในเบื้องต้น อันจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ ทั้งด้านการระบุเพศจากรอยลายนิ้วมือที่พบในสถานที่เกิดเหตุ ด้านการพิสูจน์ตัวบุคคลเมื่อเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติหรือเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก แต่ไม่สามารถระบุตัวตนหรือแยกเพศได้ด้วยวิธีอื่น ๆ</summary>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย อาชญากรรมสิ่งแวดล้อม : การศึกษาแนวทางป้องกันการลักลอบนำเข้าขยะพลาสติกในประเทศไทย</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3025" />
    <author>
      <name>พรรษพร สุวรรณากาศ</name>
    </author>
    <author>
      <name>รัชติพรรณ ปิติวรารมย์</name>
    </author>
    <author>
      <name>นิชาภา พุ่มจิตร</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3025</id>
    <updated>2025-10-28T07:25:52Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย อาชญากรรมสิ่งแวดล้อม : การศึกษาแนวทางป้องกันการลักลอบนำเข้าขยะพลาสติกในประเทศไทย
Authors: พรรษพร สุวรรณากาศ; รัชติพรรณ ปิติวรารมย์; นิชาภา พุ่มจิตร
Abstract: อาชญากรรมสิ่งแวดล้อม: การศึกษาแนวทางป้องกันการลักลอบนำเข้าขยะพลาสติกในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบถึงสภาพปัญหาและผลกระทบจากการก่ออาชญากรรมสิ่งแวดล้อม กรณีการลักลอบนำเข้าขยะพลาสติก รูปแบบอาชญากรรม และเพื่อเสนอแนวทางป้องกันอาชญากรรม การวิจัยครั้งนี้ได้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เก็บข้อมูลจากเอกสารหรืองานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (documentary research) และการสัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth interview) ผู้ทรงคุณวุฒิ (expert opinion) จำนวน 16 คน ได้แก่ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจากกรมศุลกากร สำนักงาานตารวจแห่งชาติ กรมควบคุมมลพิษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ผู้พิพากษา พนักงานอัยการ และตัวแทนจากภาคประชาสังคม อย่างละ 2 คน ผลการศึกษาพบว่า อาชญากรรมสิ่งแวดล้อมกรณีลักลอบนำเข้าขยะพลาสติก มีผลกระทบคือ ผลกระทบด้านมลพิษขยะพลาสติกและเศษพลาสติกปนเปื้อน มลพิษทางน้ำ ดิน และอากาศ ผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและความหลากหลายทางชีวภาพ ผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ ผลกระทบต่อความเป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมาย ประกอบด้วย สภาพปัญหาการตรวจสอบวัสดุที่นำเข้ามาในประเทศ การตรวจสอบทางกายภาพ การตรวจสอบการจัดตั้งกิจการโรงงานอุตสาหกรรม การกำกับดูแลอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตปลอดอากรและพื้นที่ทั่วไป รวมถึงประเด็นสภาพปัญหาความสมดุลของโทษในการข่มขู่ยับยั้งการกระทาผิด และโครงสร้างหน่วยงานในระบบงานยุติธรรมต่อการดำเนินคดีกับอาชญากรรมสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้รูปแบบการกระทำผิด คือ การฉ้อฉลทางเอกสารโดยการสำแดงเท็จ ประเทศต้นทางบรรทุกจากเกือบทุกภูมิภาคทั่วโลกโดยเฉพาะจากประเทศพัฒนาแล้ว การกระทำผิดโดยเป็นโรงงานที่ปฏิบัติฝ่าฝืนเงื่อนไขการอนุญาตของกรมโรงงานอุตสาหกรรม และโรงงานที่จัดตั้งโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานและใบอนุญาตครอบครองวัตถุอันตราย ลักษณะตัวการผู้กระทำผิด และผู้ร่วมกระทำผิดส่วนใหญ่เป็นนายทุนต่างชาติและกลุ่มผู้มีอิทธิพลชาวไทย มีลักษณะว่าจ้างคนไทยถือหุ้นตามเงื่อนไขการประกอบกิจการ แนวทางป้องกันอาชญากรรมคือ การบูรณาการการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมลักษณะเครือข่ายในประเทศและระหว่างประเทศ การสนับสนุนการตระหนักรู้ของประชาชนและการมีส่วนร่วมในการป้องกันอาชญากรรมสิ่งแวดล้อม การตรวจสอบกำชับความโปร่งใสการทำงานของผู้บังคับใช้กฎหมาย รวมถึงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมกับการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชน</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การพัฒนาการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรม กับผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3024" />
    <author>
      <name>อารณีย์ วิวัฒนาภรณ์</name>
    </author>
    <author>
      <name>นวภัทร ณรงค์ศักดิ์</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3024</id>
    <updated>2025-10-28T07:22:18Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การพัฒนาการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรม กับผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง
Authors: อารณีย์ วิวัฒนาภรณ์; นวภัทร ณรงค์ศักดิ์
Abstract: งานวิจัยเรื่อง “การพัฒนาการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรม กับผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงสภาพปัญหาการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรม กับผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง และเพื่อพัฒนาแนวทางการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมกับผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงใหNมีประสิทธิภาพ จากการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสาร&#xD;
(Documentary Research) การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เคยเข้าระงับเหตุหรือดำเนินคดีกับผู้ป่วยจิตเวชที่ก่อคดีความรุนแรง ผู้พิพากษา จิตแพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยา และนักสังคมสงเคราะห์ จำนวน 18 ราย และการประชุมกล่มย่อย (Focus Group) จากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เคยเข้าระงับเหตุหรือดำเนินคดีกับผู้ป่วยจิตเวชที่ก่อคดีความรุนแรง จิตแพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยา จำนวน 6 รายผลการศึกษาพบว่า สภาพปัญหาการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมกับผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง มีดังนี้ (1) ปัญหาด้านกำลังคน (Man) ได้แก่ จำนวนเจ้าหน้าที่ของราชทัณฑ์และเจ้าหน้าที่ตำรวจมีไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน จำนวนบุคลากรทางด้านการแพทย์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมีไม่เพียงพอ ภาระงานที่มากล้นของบุคลากรทางการแพทยื ข้อจำกัดเรื่องการอบรมของบุคลากรทางการแพทย์ญาติและคนในสังคมมีความรู้ความเข้าใจค่อนข้างน้อยเกี่ยวกับคนไข้จิตเวช และความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับผู้ป่วยจิตเวชของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม (2) ปัญหาด้านเงิน (Money) ได้แก้ งบประมาณขาดแคลน(3) ปัญหาด้านวัสดุ (Material) ได้แ่ อัตราการครองเตียงผู้ป่วยในไม่เพียงพอต่อความต้องการของคนไข้โรงพยาบาลจิตเวชในประเทศไทยมีจำนวนน้อย รถพยาบาล/ วัสดุอุปกรณ์มีจำนวนจำกัด และขาดแคลนยานพาหนะ หรือขาดแคลนอุปกรณืที่ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ (4) ปัญหาการบริหารจัดการ (Management) ได้แก่หลาย ๆ ขั้นตอนในการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมกับผู้ป่วยจิตเวชใช้ระยะเวลาที่ยาวนาน ระยะเวลาที่ใช้ในการบำบัดรักษาค่อนข้างยาวนาน การบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมีข้อจำกัดอยู่ เรื่องระบบการส่งต่อและการติดตามคนไข้จิตเวชมีปัญหา การไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยเฉพาะ กฎหมายที่ไม่เอื้อต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ไม่มีการเชื่อมโยงด้านข้อมูล และไม่มีแพลตฟอร์มเดียวกันที่ใช้ในการเก็บข้อมูลผู้ป่วยจิตเวชสำหรับการพัฒนาแนวทางการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมกับผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต้อการก่อความรุนแรงให้มีประสิทธิภาพ มีดังนี้ 1.เพิ่มจำนวนบุคลากรทางการแพทย์และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ได่แก่จิตแพทย์ พยาบาลจิตเวช พยาบาลนิติจิตเวช นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ บุคลากรในกระบวนการยุติธรรม 2.สร้างองค์ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับคนไข้จิตเวชให้คนในสังคม ชุมชน และญาติ ในการดูแลรักษาผู้ป่วยจิตเวช 3.ส่งเสริมการอบรมให้ความรู้แก่บุคลากรที่ต้องดำเนินงานกับผู้ป่วยจิตเวชในการปฏิบัติงานอย่างทั่วถึง ควรเพิ่มจำนวนบุคลากรเหล่านี้ให้มีจำนวนที่เพิ่มมากขึ้น 4.บูรณาการการทำงานหรือสร้างเครือข่ายความร่วมมือกันกับหน่วยงานภายนอกทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชน 5.จัดตั้งหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบโดยเฉพาะ เพื่อให้การดำเนินการบำบัดรักษาหรือการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมกับผู้ป่วยจิตเวชมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น&#xD;
6. ลดขั้นตอนหรือกระบวนการในการดำเนินการกับผู้ป่วยจิตเวช 7.จัดสรรเตียงจิตเวชให้เพียงพอต่อความต้องการ 8. จัดสรรงบประมาณให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มมากขึ้น</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ชุมชนปลอดภัยกับการประยุกต์ใช้แนวคิดผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจในประเทศไทย เปรียบเทียบประเทศสหราชอาณาจักร</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3023" />
    <author>
      <name>กฤษณพงค์ พูตระกูล</name>
    </author>
    <author>
      <name>อารณีย์ วิวัฒนาภรณ์</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3023</id>
    <updated>2025-10-28T07:19:00Z</updated>
    <published>2565-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ชุมชนปลอดภัยกับการประยุกต์ใช้แนวคิดผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจในประเทศไทย เปรียบเทียบประเทศสหราชอาณาจักร
Authors: กฤษณพงค์ พูตระกูล; อารณีย์ วิวัฒนาภรณ์
Abstract: การศึกษาวิจัยเรื่องชุมชนปลอดภัยกับการประยุกต์ใช้แนวคิดผู้ช่วยเจ้าพนักงานตารวจในประเทศไทยเปรียบเทียบประเทศสหราชอาณาจักรมีวัตถุประสงค์หลักที่สาคัญ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหา อุปสรรค การดูแลความปลอดภัยของชุมชนโดยอาสาสมัครผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจในประเทศไทยเปรียบเทียบกับประเทศ สหราชอาณาจักร 2) เพื่อให้ได้ข้อเสนอแนะในการดูแลความปลอดภัยของชุมชนโดยอาสาสมัครผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจในประเทศไทยเปรียบเทียบกับประเทศสหราชอาณาจักร 3) เพื่อพัฒนาชุมชนต้นแบบในการจัดการความปลอดภัยในประเทศไทย&#xD;
การศึกษาวิจัยเรื่องนี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ ได้ออกแบบให้มีการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสาคัญโดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติจากหน่วยงานต่างๆ ในประเทศไทยและประเทศสหราชอาณาจักร ในประเทศไทย ได้แก่ ผู้บริหารของสานักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย นักวิชาการ ภาคประชาสังคม ผู้นำชุมชน และตัวแทนจากสมาชิกในชุมชน เป็นต้น ในประเทศสหราชอาณาจักร ได้มีการเก็บข้อมูลใน 3 พื้นที่ ได้แก่ เกาะเจอร์ซี่ (Jersey) เมืองดันดี (Dundee) และที่เมืองครัมเบีย (Cumbria) โดยที่เกาะเจอร์ซี่มีการเก็บข้อมูลจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าตำรวจอัยการสูงสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับปฏิบัติการ อาสาสมัครตำรวจทั้งในระดับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติ สมาชิกในชุมชน ที่เมืองครัมเบีย มีการเก็บข้อมูลจากหัวหน้าตำรวจเมืองครัมเบีย หัวหน้าสถานีตำรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับปฏิบัติการ ผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจ สมาชิกในชุมชน และสัมภาษณ์เชิงลึกนักวิชาการด้านงานตำรวจ จากมหาวิทยาลัยดันดี ได้จัดให้มีการสนทนากลุ่มในประเทศไทยจำนวน 1 ครั้ง โดยการเชิญผู้ให้ข้อมูลสำคัญ และตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ ในประเทศไทยเข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะเพื่อให้สอดคล้องและตรงตามวัตถุประสงค์การศึกษาวิจัย&#xD;
จากผลการศึกษาวิจัย พบว่า 1) นโยบายการดูแลความปลอดภัยของชุมชนในปัจจุบันเป็นลักษณะสั่งการจากบนลงล่างแต่เพียงอย่างเดียว สมาชิกในชุมชนมีส่วนร่วมน้อยมากในขณะที่ประเทศสหราชอาณาจักรให้ความสำคัญกับสมาชิกในชุมชนในการร่วมกันดูแลความปลอดภัยของชุมชน 2) แนวคิดผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจในประเทศไทยในการดูแลความปลอดภัยของชุมชน ยังไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะซึ่งแตกต่างกับประเทศ สหราชอาณาจักรที่กำหนดไว้ชัดเจน 3) การมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลความปลอดภัย มีการกำหนดไว้ในยุทธศาสตร์สานักงานตารวจแห่งชาติแต่โดยโครงสร้างของระบบราชการ ไม่เอื้อต่อการเข้ามามีส่วนร่วมของสมาชิกในชุมชน ในขณะที่ประเทศสหราชอาณาจักรได้ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมทั้งในด้านนโยบายการป้องกัน แก้ไขปัญหาอาชญากรรม การรับเรื่องร้องเรียน และการตรวจสอบการทำงานของตารวจ 4) การฝึกอบรมสมาชิกในชุมชนเพื่อดูแลความปลอดภัย ในประเทศไทยมีการกาหนดไว้ในระเบียบของสำนักงานตารวจแห่งชาติแต่ในทาง&#xD;
ปฏิบัติยังไม่ค่อยมีการฝึกอบรม ติดตาม ประเมินผลอย่างเป็นระบบเนื่องจากปัญหาการขาดแคลนงบประมาณ และกำลังคนในระดับพื้นที่ ขณะที่ในชุมชนของประเทศสหราชอาณาจักรมีกฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนให้สมาชิก ในชุมชนมาทำหน้าที่เป็นตารวจทั้งในรูปแบบที่ได้รับค่าตอบแทนและไม่มีค่าตอบแทน มีการกำหนดระยะเวลา ในการฝึกอบรม การติดตาม ประเมินผลที่ชัดเจน&#xD;
ข้อเสนอแนะในการดูแลความปลอดภัยของชุมชนโดยอาสาสมัครผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจ ในประเทศไทยเปรียบเทียบกับประเทศสหราชอาณาจักร 1) นโยบายการดูแลความปลอดภัยในชุมชนของประเทศไทยจาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับเปลี่ยนทั้งในเชิงโครงสร้างและรูปแบบการบริการงานที่เน้นการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ 2) จำเป็นที่จะต้องออกกฎหมายเกี่ยวกับพลเรือนที่ทำหน้าที่ผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจในระดับชุมชนโดยกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนทั้งการคัดเลือก การฝึกอบรม การติดตามประเมินผลการทางาน 3) การมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลความปลอดภัย ควรปรับประยุกต์ใช้แนวคิดที่ประสบความสำเร็จ เช่น ตำรวจผู้รับใช้ชุมชน และการเฝ้าระวังอาชญากรรมโดยชุมชน เป็นต้น</summary>
    <dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

