<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection:</title>
  <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/214" />
  <subtitle />
  <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/214</id>
  <updated>2026-01-26T21:55:13Z</updated>
  <dc:date>2026-01-26T21:55:13Z</dc:date>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การทดลองใช้แนวความคิดจากสุนทรียศาสตร์วาบิ-ซาบิ ในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นดีไซน์ การชื่นชมความงามของสิ่งที่ผ่านกาลเวลา</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3059" />
    <author>
      <name>สุปรียา สุธรรมธารีกุล</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3059</id>
    <updated>2025-10-29T06:43:54Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การทดลองใช้แนวความคิดจากสุนทรียศาสตร์วาบิ-ซาบิ ในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นดีไซน์ การชื่นชมความงามของสิ่งที่ผ่านกาลเวลา
Authors: สุปรียา สุธรรมธารีกุล
Abstract: รายงานวิจัยเรื่อง การทดลองใช้แนวความคิดจากสุนทรียศาสตร์วาบิ-ซาบิ ในการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่นดีไซน์ “การชื่นชมความงามที่ผ่านกาลเวลา” การวิจัยดังกล่าว เป็นการวิจัยเชิงพรรณา มุ่งศึกษาให้ทราบปรัชญาวาบิ-ซาบิเพิ่มเติม โดยเน้นแนวความคิด “ซาบิ” การค้นคว้าผลงานนักออกแบบญี่ปุ่น ที่ใช้แนวความคิด “ซาบิ” ศึกษาสิ่งที่ผ่านกาลเวลา และทดลองสร้างสรรค์พื้นผิว ด้วยเทคนิค คินทสึกิ และโบโร วิเคราะห์แนวความคิดความงามที่ผ่านกาลเวลา และทดลองโครงสร้างเสื้อผ้าเพื่อออกแบบผลงาน ตลอดจนการออกแบบสร้างสรรค์เสื้อผ้าแฟชั่นเรื่อง “การชื่นชมความงามที่ผ่านกาลเวลา” คณะกรรมการประเมินผลงานเพื่อเผยแพร่ ในการประชุมนานาชาติครั้งที่ 12 วิทยาลัยการออกแบบ เป็นกลุ่มตัวอย่างคือ นักออกแบบแฟชั่น ศิลปินไทย และ ต่างชาติ จำนวน 5 คน ประเมินการการวิจัย และการออกแบบ การทดลองใช้แนวความคิด จากสุนทรียศาสตร์วาบิ-ซาบิกับการออกแบบแฟชั่น เรื่อง “การชื่นชมความงามของสิ่งที่ผ่านกาลเวลา” ด้านกระบวนการในการออกแบบ ความคิด&#xD;
สร้างสรรค์ การออกแบบโครงสร้างเสื้อผ้า และพื้นผิวตามแนวความคิด ของสุนทรียศาสตร์วาบิ-ซาบิ ผู้วิจัยพบว่า “วาบิ” (Wabi) หมายถึง เรียบง่าย อ่อนน้อม ความงามตามธรรมชาติ ซาบิ (Sabi) หมายถึงความสันโดษ ความรกร้าง และการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา และเป็นอิสระ(Overcoat#1)“วาบิ-ซาบิ” คือ วิถีชีวิตที่น่าชื่นชมและยอมรับความซับซ้อน ในเวลาเดียวกัน ก็เห็นคุณค่ของเรียบง่าย เข้มงวด มีความสง่างาม ความประเสริฐ หรือคุณความดี การถ่อมตน และมีนัยยะของสิ่งที่ผ่านกาลเวลา (Dress#1) คินทสึงิ (Kintsugi) การซ่อมแซมสิ่งที่แตกหัก ชิบูซา (Shibusa) รูปทรงไม่ปกติ เรียบง่าย ความงามที่เหนือกาลเวลา และมูโจ (Mujo) ความไม่ยั่งยืนของของสิ่งต่างๆ และความสงบ ถ่อมตน เป็นการเชือมต่อกัน ( Dress#2) ความงามตามธรรมชาติเปรียบเสมือนคราบเวลา เมื่อผ่านไป แสดงความไม่สมบูรณ์ และจิตวิญญาน และ ไม่ยั่งยืน ชิบูซา:รูปทรงที่ไม่ปกติ แต่เรียบง่าย ความแข็งแกร่ง ความสง่างาม (Dress#3) สุนทรีย์ศาสตร์วาบิ-ซาบิ มีรากฐานจาก สถาปัตยกรรม พาวิเลี่ยนสีเงิน ช่วงปลายยุค มูโรมาจิ(Muromachi) และ คำสอนของเซน กับ ผลงานเอนโซ (Ensō) ที่มักเรียบง่าย อสมมาตร เข้มงวด แสดงคุณความดีถ่อมตน ความสูงส่ง ความเงียบสงบ ความละเอียดอ่อนลึกซึSง ความเป็นอิสระ ตลอดจนแสดงออก ถึงความเป็นธรรมชาติ (Overcoat#2)คอลเล็คชั่นนี้ สำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ที่มีทัศนคติเชิงบวกต่อแฟชั่นและมีพฤติกรรมบริโภคสินค้าท่-ใช้ผ้าทอไทย ประโยชน์ของการออกแบบจะนำไปช่วย วิสาหกิจชุมชนทอผ้าบ้านตูบแก้วคำ อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง ตลอดจนรวบรวมองค์ความรู้เพื่อการเขียนตำราด้วย</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัย การใช้แนวความคิดจากปรัชญาวาบิ ซาบิ กับการสร้างสรรค์ผลงาน แฟชั่นดีไซน์ เรื่อง ธรรมชาติ ความไม่ยั่งยืน</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2557" />
    <author>
      <name>สุปรียา สุธรรมธารีกุล</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2557</id>
    <updated>2024-09-17T03:45:11Z</updated>
    <published>2562-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัย การใช้แนวความคิดจากปรัชญาวาบิ ซาบิ กับการสร้างสรรค์ผลงาน แฟชั่นดีไซน์ เรื่อง ธรรมชาติ ความไม่ยั่งยืน
Authors: สุปรียา สุธรรมธารีกุล
Abstract: ปรัชญาวาบิ-ซาบิ ความรู้สึก และจิตวิญญาณ ค้นพบจากประสบการณ์ชีวิต และธรรมชาติ รวมทั้งข้อคิดทางพุทธศาสนา “วา” หมายถึง ความเรียบง่าย ในขณะที่ “ซาบิ” หมายถึง การชื่นชมต่อความเป็นไปของวัตถุที่เสื่อม สลายโดยไม่สามารถควบคุมได้ รวมทั้งความไม่สมบูรณ์แบบ และไม่เสร็จสมบูรณ์ ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ใช้แนวความคิด “ความไม่ยั่งยืน” เป็นแนวความคิดหลัก มาสร้างสรรค์แฟชั่นโดยใช้สัญลักษณ์ ซึ่งเป็นวิธีการสําคัญ ที่ใช้ในบทกวี และวรรณกรรมในช่วงแรก รวมทั้งการเล่าเรื่องความเป็นไปของ สุนทรียศาสตร์ตั้งแต่ยุค เฮอิอัน มูโรมาจิและยุคเอโดะตอนต้น&#xD;
1. ผู้วิจัยแสดง “ความขัดแย้งทางความคิด” “ความอสมมาตร” “ความไม่เสร็จสิ้น” ในธรรมชาติ ด้วยการใช้กระโปรงที่มีความสั้นยาวต่างกัน กระโปรงยาว และเสื้อคลุม เป็นสัญญลักษณ์ ของกลุ่มที่ ชอบความมั่งคั่ง และชุดสั้นหมายถึงกลุ่มถ่อมตนหรือ “วาซาบิ” 2. “ชิบูชา” หรือ ความเป็นธรรมชาติ” หรือ อสมมาตร หรือ ไม่เสร็จสิ้น โดยใช้เสื้อผ้าชุดเดรสยาว 2 ชิ้น ที่ถูกตัดทอน และนําประกอบกันด้วย การเย็บทับกัน เป็นสัญลักษณ์ 3. “ความสับสน และ ความเรียบง่าย)” แทนด้วย ผ้าผืนยาวพับสลับกัน ประกอบบนชุดเดรสยาวเรียบง่าย 4. “ความเรียบง่าย (Simplicity)” ได้ใช้สัญลักษณ์ ผ้ายาวชิ้นเดียวโดย ใช้วิธีคีริ (Kiri) หรือการตัดสิ่งที่ไม่จําเป็นออกให้เหลือน้อยที่สุด 5. แนวคิด “Iki” หรือ “การเกิดใหม่ (Emergence)” ใช้สัญลักษณ์ รูปทรงสี่เหลี่ยม เรียบง่าย ซ้อนอยู่ด้านหลังชุดยาวเรียบ ด้วยผ้าผืนยาว 2 ชิ้นติดอยู่ด้านหลังชุดเรียบที่ตัดต่อด้วยผ้าต่างสี ใช้คนทซึกิ(Kintsugi) ซึ่งเป็นเทคนิคในการซ่อมถ้วยชาม ที่แสดงให้เห็นความไม่สมบูรณ์ จากแนวคิดถ้วยชาของริคิว (Rikyu) ที่มีความเรียบง่ายและเป็นพื้นบ้าน ผู้วิจัยจึงใช้ผ้าทอพื้นบ้าน ซึ่งเป็นสีธรรมชาติ ย้อมสีคราม และมะเกลือตามธรรมชาติ ได้แก่ ผ้าใย สับปะรด ผ้าฝ้าย ผ้าใยกัญชง และผ้าลินิน เป็นต้น เพื่อแสดงความเป็น “วาบิ” ความเรียบง่าย และ “ชา บิ” ความเป็นพื้นบ้านผู้วิจัยได้ทดลองการใช้สัญลักษณ์ และค้นหาความเป็นไปได้ควรพัฒนาต่อไป ในการออกแบบ ความเรียบง่าย การใช้ผ้าทอมือจากเส้นใยธรรมชาติเพื่อสร้างสรรค์การออกแบบแฟชั่นชั้นสูงอยู่ในระดับ ปานกลาง การสร้างสรรค์อยู่ในระดับดี</summary>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยเชิงการทดลองน้ำยาเคลือบขี้เถ้าเปลือกทุเรียนที่มีผลต่อผลิตภัณฑ์เครื่องเคลือบดินเผาประเภทเนื้อดินสโตนแวร์อุณหภูมิ 1200 C และ 1230 C</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2444" />
    <author>
      <name>วรวรรณ โอริส</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2444</id>
    <updated>2024-07-18T02:20:33Z</updated>
    <published>2551-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยเชิงการทดลองน้ำยาเคลือบขี้เถ้าเปลือกทุเรียนที่มีผลต่อผลิตภัณฑ์เครื่องเคลือบดินเผาประเภทเนื้อดินสโตนแวร์อุณหภูมิ 1200 C และ 1230 C
Authors: วรวรรณ โอริส
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาน้ำเคลือบเครื่องเคลือบดินเผาและเป็นแนวทางการทดลองให้กับนักศึกษา เป็นการวิจัยเชิงทดลองเกี่ยวกับน้ำยาคลือบสําหรับผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาประเภทเนื้อดินสโตนแวร์ที่มีส่วนผสมของขี้เถ้าเปลือกทุเรียนเป็นส่วนผสมหลักใน การทดลอง โดยแบ่งอุณหภูมิในการเผาทดลองเป็น 2 ระดับ คือ ระดับอุณหภูมิการเผาที่ 1200 องศา เซลเซียส และ ระดับอุณหภูมิการเผาที่ 1230 องศาเซลเซียส บรรยากาศในการเผาใช้แบบออกซิเดชั่น และรีดักชั่น การวิจัยได้แบ่งขั้นตอนในการทดลองเพื่อหาอัตราส่วนผสมที่เหมาะสมออกเป็น 4 ขั้นตอนดังนี้&#xD;
ขั้นตอนที่ 1.การทดลองเพื่อหาสูตรน้ํายาเคลือบจากสูตรพื้นฐานด้วยวิธีแบบเอมไพริคอต ขั้นตอนที่ 2. การทดลองน้ําเคลือบจากสูตรส่วนผสมร้อยละที่มีส่วนผสมขี้เถ้าเปลือกทุเรียน ขั้นตอนที่ 3. การทดลองน้ําเคลือบขี้เถ้าเปลือกทุเรียนผสมออกไซด์ ขั้นตอนที่ 4. การทดลองน้ําเคลือบขี้เถ้าเปลือกทุเรียนผสมออกไซด์ด้วยวิธีการผสมแบบเชิงเส้น&#xD;
ผลการวิจัยเชิงการทดลองน้ําเคลือบที่มีส่วนผสมของขี้เถ้าเปลือกทุเรียนสูตรพื้นฐานที่ เหมาะสมในการทดลองคือจุดที่ 14 งมีจํานวนโมเลกุลของอลูมิน่าที่ 0.30 จํานวนโมเลกุลซิลิก้าที่ 2.50 และจุดที่ 31 มีจํานวนโมเลกุลของอลูมิน่าที่ 0.45 จํานวนโมเลกุลซิลิก้าที่ 2.0 เมื่อนําทั้งสองจุด มาคํานวณสูตรแบบอัตราส่วนร้อยละ จุดที่ 14 ได้สูตรน้ําเคลือบที่มีลักษณะผิวเคลือบมันแวววาว และจุดที่ 31 ได้สูตรน้ําเคลือบที่มีลักษณะผิวเคลือบด้านเรียบ อัตราส่วนขี้เก้าเปลือกทุเรียนที่ เหมาะสมตั้งแต่ 30 - 50 % บรรยากาศการเผาเป็นตัวแปรให้สีที่ต่างกันบรรยากาศออกซิเดชั่นจะให้เคลือบสีขาวครีมผิวเป็นสะเก็ดแวววาวเมื่อถูกแสงแดดและบรรยากาศรีดักชั่นจะให้สีเคลือบเขียว ศิลาดล เนื่องจากขี้เถ้าเปลือกทุเรียนมีส่วนผสมของออกไซด์หลายชนิดโดยเฉพาะเฟอร์ริกออกไซด์ เป็นตัวแปรทําให้สีของเคลือบเปลี่ยนและเมื่อน้ําเคลือบขี้เถ้าเปลือกทุเรียนผสมกับออกไซด์จะทําให้สีเคลือบอ่อนลง มีฝ้าลอยบนผิวเคลือบ น้ำเคลือบประเภทนี้เหมาะกับผลิตภัณฑ์อาร์ตแวร์เนื่องจากมี สีที่ไม่คงที</summary>
    <dc:date>2551-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย เคลือบรากุจากเศษแก้วเหลือทิ้งทางอุตสาหกรรม : การปฏิรูปทางเลือกใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์รากุ</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2443" />
    <author>
      <name>ศิริเพ็ญ ธนานันทกิจ</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2443</id>
    <updated>2024-07-17T02:59:02Z</updated>
    <published>2559-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย เคลือบรากุจากเศษแก้วเหลือทิ้งทางอุตสาหกรรม : การปฏิรูปทางเลือกใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์รากุ
Authors: ศิริเพ็ญ ธนานันทกิจ
Abstract: โครงการวิจัย เรื่อง เคลือบรากุจากเศษแก้วเหลือทิ้งทางอุตสาหกรรม: การปฏิรูปทางเลือกใหม่สำหรับ ผลิตภัณฑ์รากุ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพประเภทวิจัยพัฒนาโดย มุ่งศึกษาให้ทราบการทดลองเคลือบรากุที่เป็นระบบและการนำเศษแก้วกลับมาใช้ใหม่เป็นส่วนหนึ่งของการนำวัสดุเหลือทิ้งมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า การสร้างสรรค์ผลงานรากุโดยการปฏิรูปวิธีคิดใหม่ทำให้เกิดมุมมองและการสร้างสรรค์ งานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นการศึกษาเชิงทดลองและปฏิรูปผลิตภัณฑ์รากุ โดยมีวัตถุประสงค์ 1.เพื่อทดลองสูตรเคลือบรากุจากเศษแก้วเหลือทิ้งในอุตสาหกรรม และอัตราส่วนการนำเศษแก้วมาใช้ในเคลือบรากุโดยมุ่งเน้นเคลือบที่มีพื้นผิวรานกึ่งมันกึ่งด้าน เคลือบผิวร่นหดตัว และ&#xD;
เคลือบผิวโลหะ 2เพื่อนำเสนอแนวทางปฏิรูปการใช้เคลือบรากุจากเศษแก้วในการสร้างสรรค์งานผลิตภัณฑ์รากุวิธีดำเนินการวิจัยเชิงทดลองและสร้างสรรค์ผลงาน&#xD;
ผลการวิจัย ได้เคลือบที่มีพื้นผิวรานกึ่งมันกึ่งด้าน เคลือบผิวร่นดึงตัว และเคลือบผิวโลหะและใช้แนวความคิดการปฏิรูปสร้างผลงานสร้างสรรค์จำนวน 5 ชุดดังนี้ 1ผลงานชื่อ ความหลากหลายของรากุ แนวคิดเคลือบรากุที่หลากหลาย จากการขึ้นรูปด้วยแป้นหมุนวัฒนธรรมดั้งเดิมและผสมผสานวัสดุหวาย 2ผลงานชื่อ สะดือ แนวคิดแสดงถึงส่วนสำคัญการกำเนิดของมนุษย์ 3ผลงานชื่อ ปาก แนวคิดการใช้ซ้ำเพื่อประหยัดพิมพ์ 4. ผลงานชื่อ กึ่งอุตสาหกรรม แนวคิดการนำผลิตภัณฑ์ที่บิสกิตที่ขึ้นรูปในระบบอุตสาหกรรมมาเคลือบและเผาด้วยเทคนิครากุ 5. ผลงานชื่อ รากุบนอุตสาหกรรม แนวคิดการนำผลิตภัณฑ์สำเร็จเนื้อดินพอร์ซเลนมาเคลือบทับด้วยเคลือบรากุซึ่งผลงานสร้างสรรค์ที่ได้แสดงให้เห็นการคิดในการปฏิรูปทางเลือกใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์รากุตั้งแต่เริ่มต้นและพัฒนาทำให้เกิดมุมมองและแนวคิดการสร้างสรรค์ใหม่และสามารถต่อยอดไปในเชิงนวตกรรม</summary>
    <dc:date>2559-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

