<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Community:</title>
  <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/220" />
  <subtitle />
  <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/220</id>
  <updated>2026-02-02T01:06:50Z</updated>
  <dc:date>2026-02-02T01:06:50Z</dc:date>
  <entry>
    <title>การรักษาความปลอดภัยบ้านอัจฉริยะด้วยคาสั่งเสียงบนราสเบอร์รี่พาย 4</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3136" />
    <author>
      <name>ธิติพงศ์ อุตสานอก</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3136</id>
    <updated>2025-12-01T06:52:04Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การรักษาความปลอดภัยบ้านอัจฉริยะด้วยคาสั่งเสียงบนราสเบอร์รี่พาย 4
Authors: ธิติพงศ์ อุตสานอก
Abstract: การเติบโตอย่างรวดเร็วของดิจิทัลในเศรษฐกิจโลกทำให้ระบบรักษาความปลอดภัยในบ้าน มีความสำคัญมากขึ้นสำหรับการป้องกันทรัพย์สินและความสะดวกสบายส่วนบุคคล การวิจัยนี้ มุ่งพัฒนาและประเมินระบบรักษาความปลอดภัยในบ้านที่ใช้เทคโนโลยี IoT โดยใช้เซนเซอร์ ตรวจจับการเคลื่อนไหวแบบอินฟราเรดพาสซีฟ (PIR) เพื่อปรับปรุงการควบคุมอัตโนมัติผ่าน คำสั่งเสียงและปุ่มกด รวมถึงการควบคุมแสงและการตรวจจับผู้บุกรุกโดยมี Raspberry Pi 4 เป็นอุปกรณ์ควบคุมหลัก พร้อมกับการประเมินประสิทธิภาพของคำสั่งเสียงและความแม่นยำ ของการตรวจจับผู้บุกรุกผ่านเซนเซอร์ PIR ผลการทดสอบแสดงให้เห็นความน่าเชื่อถือของการ ควบคุมแสงด้วยเสียงผ่าน Google Assistant โดยมีความแม่นยำ 83% สำหรับคำสั่งเสียงภาษาไทย และ 91.50% สำหรับคำสั่งเสียงภาษาอังกฤษ แอปพลิเคชัน Blynk ให้ความแม่นยำในการสั่งงาน ด้วยปุ่มกดสูง เซนเซอร์ PIR มีความแม่นยำ 100% และแนะนำค่าความหน่วงล่าช้า 2.5 วินาที ในการตรวจจับ PIR เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ตั้งค่าความหน่วงล่าช้าในการตอบสนองของเซนเซอร์ ให้เหมาะสมกับการใช้งาน Google Assistant หรือระบบควบคุมเสียงอื่น ๆ เพื่อควบคุมแสงในบ้าน ด้วยคำสั่งเสียง ระบบสามารถแจ้งเตือนเมื่อมีการตรวจพบการเคลื่อนไหวที่น่าสงสัยในบ้าน และใช้ คำสั่งเสียงในการควบคุมระบบต่าง ๆ ของบ้าน เช่น การเปิด/ปิดไฟ ทำให้ไม่ต้องใช้มือสัมผัส ระบบสามารถตอบสนองได้รวดเร็วและมีความแม่นยำสูง ทำให้การควบคุมและการรักษาความ ปลอดภัยมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ระบบนี้ยังสามารถนำไปปรับใช้ในสำนักงานหรือ โรงงานเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและการควบคุมการทำงานอัตโนมัติและประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ ต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ระบบการจดจำป้ายทะเบียนภาษาไทยบนพื้นฐานอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่งโดยใช้กล้องเว็บแคม</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3135" />
    <author>
      <name>ศิวากร ผลสว่าง</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3135</id>
    <updated>2025-12-01T06:37:35Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ระบบการจดจำป้ายทะเบียนภาษาไทยบนพื้นฐานอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่งโดยใช้กล้องเว็บแคม
Authors: ศิวากร ผลสว่าง
Abstract: การเติบโตอย่างรวดเร็วของดิจิทัลในเศรษฐกิจโลกทำให้ระบบรักษาความปลอดภัยในบ้าน มีความสำคัญมากขึ้นสำหรับการป้องกันทรัพย์สินและความสะดวกสบายส่วนบุคคล การวิจัยนี้ มุ่งพัฒนาและประเมินระบบรักษาความปลอดภัยในบ้านที่ใช้เทคโนโลยี IoT โดยใช้เซนเซอร์ ตรวจจับการเคลื่อนไหวแบบอินฟราเรดพาสซีฟ (PIR) เพื่อปรับปรุงการควบคุมอัตโนมัติผ่าน คำสั่งเสียงและปุ่มกด รวมถึงการควบคุมแสงและการตรวจจับผู้บุกรุกโดยมี Raspberry Pi 4 เป็นอุปกรณ์ควบคุมหลัก พร้อมกับการประเมินประสิทธิภาพของคำสั่งเสียงและความแม่นยำ ของการตรวจจับผู้บุกรุกผ่านเซนเซอร์ PIR ผลการทดสอบแสดงให้เห็นความน่าเชื่อถือของการ ควบคุมแสงด้วยเสียงผ่าน Google Assistant โดยมีความแม่นยำ 83% สำหรับคำสั่งเสียงภาษาไทย และ 91.50% สำหรับคำสั่งเสียงภาษาอังกฤษ แอปพลิเคชัน Blynk ให้ความแม่นยำในการสั่งงาน ด้วยปุ่มกดสูง เซนเซอร์ PIR มีความแม่นยำ 100% และแนะนำค่าความหน่วงล่าช้า 2.5 วินาที ในการตรวจจับ PIR เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ตั้งค่าความหน่วงล่าช้าในการตอบสนองของเซนเซอร์ ให้เหมาะสมกับการใช้งาน Google Assistant หรือระบบควบคุมเสียงอื่น ๆ เพื่อควบคุมแสงในบ้าน ด้วยคำสั่งเสียง ระบบสามารถแจ้งเตือนเมื่อมีการตรวจพบการเคลื่อนไหวที่น่าสงสัยในบ้าน และใช้ คำสั่งเสียงในการควบคุมระบบต่าง ๆ ของบ้าน เช่น การเปิด/ปิดไฟ ทำให้ไม่ต้องใช้มือสัมผัส ระบบสามารถตอบสนองได้รวดเร็วและมีความแม่นยำสูง ทำให้การควบคุมและการรักษาความ ปลอดภัยมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ระบบนี้ยังสามารถนำไปปรับใช้ในสำนักงานหรือ โรงงานเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและการควบคุมการทำงานอัตโนมัติและประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ ต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง
Description: วิทยานิพนธ์ (วท.บ. (สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การศึกษาเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการยอมรับและการใช้ระบบ e-Filing ของสำนักงานศาลยุติธรรม</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3129" />
    <author>
      <name>วีรพงษ์ จุลภาพ</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3129</id>
    <updated>2025-11-28T03:43:25Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การศึกษาเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการยอมรับและการใช้ระบบ e-Filing ของสำนักงานศาลยุติธรรม
Authors: วีรพงษ์ จุลภาพ
Abstract: การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การยอมรับและใช้ระบบ e-Filing ของสํานักงานศาลยุติธรรม และ 2) พัฒนาตัวแบบการยอมรับระบบ e-Filing ของ สํานักงานศาลยุติธรรม ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ที่เป็นเจ้าหน้าที่ของสํานักงานศาลยุติธรรม จํานวน 200 คน โดยวิธีการสุ่มแบบมีความน่าจะเป็น อย่างมีระบบ ผลการวิจัยพบว่า 1) เจ้าหน้าที่ศาลยุติธรรมยอมรับและใช้ระบบ e-Filing ในหลาย ด้าน ได้แก่ การยอมรับในประสิทธิภาพการทํางานของระบบ e-Filing ในระดับมาก การเรียนรู้ วิธีการใช้งานระบบ e-Filing ได้โดยง่ายด้วยตนเอง ผู้บริหารสูงสุดของสํานักงานศาลยุติธรรมมี ส่วนสําคัญในระดับมากในการทําให้เจ้าหน้าที่ทุกคนใช้ระบบ e-Filing สํานักงานศาลยุติธรรมมี การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการแก่เจ้าหน้าที่ให้มีความรู้ความเข้าใจเพียงพอต่อการใช้ฟังก์ชันต่าง ๆ ของระบบ e-Filing ในระดับมาก นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังชี้ว่าระบบ e-Filing ทําให้เจ้าหน้าที่มี การพัฒนาทักษะดิจิทัลเพิ่มขึ้นในระดับมากเพื่อให้เป็นผลลัพธ์ในการวัดระดับการเรียนรู้ของ องค์กร และ 2) ผลจากการทดสอบสมมุติฐานทําให้ได้ตัวแบบ (สมการ) จํานวน 5 ตัวแบบ มี ขนาดอิทธิพล (R2) อยู่ระหว่างร้อยละ 51.3 ถึงร้อยละ 72 ในแต่ละตัวแบบประกอบด้วยปัจจัย ต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการยอมรับและใช้ระบบ e-Filing ของสํานักงานศาลยุติธรรม อาทิ ระบบ e- Filing ทําให้เกิดความท้าทายกับตนเองในการใช้นวัตกรรมใหม่ เปิดโอกาสให้มีโอกาสพัฒนา ทักษะดิจิทัลเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นผลลัพธ์ในการวัดระดับการเรียนรู้ขององค์กร การใช้งานระบบอย่าง มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลส่งผลต่อการประเมินเพื่อเลื่อนชั้นตําแหน่งที่สูงขึ้นหรือเพิ่ม เงินเดือนและ/หรือสิทธิประโยชน์อื่น ๆ
Description: วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาแบบจำลองความเชื่อมั่นในธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3123" />
    <author>
      <name>ประภาส ขำมี</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3123</id>
    <updated>2025-11-28T03:14:40Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาแบบจำลองความเชื่อมั่นในธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย
Authors: ประภาส ขำมี
Abstract: ารวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับความเชื่อมั่นดิจิทัลใน ธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของพลเมืองไทย 2) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ การสร้างความเชื่อมั่นดิจิทัลในธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของ พลเมืองไทย และ 3) พัฒนาตัวแบบความเชื่อมั่นดิจิทัลในธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บน แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของพลเมืองไทย ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจาก กลุ่มตัวอย่างของการวิจัยในครั้งนี้ซึ่งเป็นผู้บริโภคชาวไทยที่มีประสบการณ์ซื้อขายสินค้าออนไลน์ผ่าน แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย จำนวน 420 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบมีความน่าจะเป็น สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ก) สถิติพื้นฐานคือความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ข) สถิติอ้างอิงที่ใช้ทดสอบสมมติฐานคือการวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นแบบพหุ ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับ ความเชื่อมั่นดิจิทัลพบว่าในภาพรวมความเชื่อมั่นดิจิทัลในการซื้อขายบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย อยู่ ในระดับมาก 2) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเชื่อมั่นสูงสุด ข้อมูลที่ตั้งร้านหรือข้อมูลติดต่อผู้ขายในเพจ ผู้ขาย การให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้า จำนวนและความหลากหลายของรีวิวสินค้า ข้อมูลเชิงลึก เกี่ยวกับผู้ขาย ความถี่ในการนำเสนอเนื้อหา รูปแบบการสื่อสารระหว่างผู้ขายกับลูกค้า จำนวนผู้ติดตาม หรือแฟนเพจ การจัดวางองค์ประกอบในเพจร้านค้า ประวัติการขายและระยะเวลาในการดำเนินธุรกิจ ระบบนำทาง (เนวิเกเตอร์) และการจัดหมวดหมู่สินค้าให้ง่ายต่อการค้นหา ความแตกต่างระหว่างรีวิว เชิงบวกและรีวิวเชิงลบบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และกระบวนการในการบริการลูกค้าที่มี ประสิทธิภาพ และการดำเนินประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ซื้อ และ 3) จากการทดสอบสมมติฐานทำให้ได้ตัว แบบความเชื่อมั่นดิจิทัลในธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของพลเมือง ไทยจำนวน 6 ตัวแบบ (สมการ) มีขนาดอิทธิพลระหว่างร้อยละ 49.1 ถึงร้อยละ 82.6
Description: วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

