<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection:</title>
  <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/223" />
  <subtitle />
  <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/223</id>
  <updated>2026-01-15T00:02:55Z</updated>
  <dc:date>2026-01-15T00:02:55Z</dc:date>
  <entry>
    <title>การศึกษาเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการยอมรับและการใช้ระบบ e-Filing ของสำนักงานศาลยุติธรรม</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3129" />
    <author>
      <name>วีรพงษ์ จุลภาพ</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3129</id>
    <updated>2025-11-28T03:43:25Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การศึกษาเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการยอมรับและการใช้ระบบ e-Filing ของสำนักงานศาลยุติธรรม
Authors: วีรพงษ์ จุลภาพ
Abstract: การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การยอมรับและใช้ระบบ e-Filing ของสํานักงานศาลยุติธรรม และ 2) พัฒนาตัวแบบการยอมรับระบบ e-Filing ของ สํานักงานศาลยุติธรรม ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ที่เป็นเจ้าหน้าที่ของสํานักงานศาลยุติธรรม จํานวน 200 คน โดยวิธีการสุ่มแบบมีความน่าจะเป็น อย่างมีระบบ ผลการวิจัยพบว่า 1) เจ้าหน้าที่ศาลยุติธรรมยอมรับและใช้ระบบ e-Filing ในหลาย ด้าน ได้แก่ การยอมรับในประสิทธิภาพการทํางานของระบบ e-Filing ในระดับมาก การเรียนรู้ วิธีการใช้งานระบบ e-Filing ได้โดยง่ายด้วยตนเอง ผู้บริหารสูงสุดของสํานักงานศาลยุติธรรมมี ส่วนสําคัญในระดับมากในการทําให้เจ้าหน้าที่ทุกคนใช้ระบบ e-Filing สํานักงานศาลยุติธรรมมี การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการแก่เจ้าหน้าที่ให้มีความรู้ความเข้าใจเพียงพอต่อการใช้ฟังก์ชันต่าง ๆ ของระบบ e-Filing ในระดับมาก นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังชี้ว่าระบบ e-Filing ทําให้เจ้าหน้าที่มี การพัฒนาทักษะดิจิทัลเพิ่มขึ้นในระดับมากเพื่อให้เป็นผลลัพธ์ในการวัดระดับการเรียนรู้ของ องค์กร และ 2) ผลจากการทดสอบสมมุติฐานทําให้ได้ตัวแบบ (สมการ) จํานวน 5 ตัวแบบ มี ขนาดอิทธิพล (R2) อยู่ระหว่างร้อยละ 51.3 ถึงร้อยละ 72 ในแต่ละตัวแบบประกอบด้วยปัจจัย ต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการยอมรับและใช้ระบบ e-Filing ของสํานักงานศาลยุติธรรม อาทิ ระบบ e- Filing ทําให้เกิดความท้าทายกับตนเองในการใช้นวัตกรรมใหม่ เปิดโอกาสให้มีโอกาสพัฒนา ทักษะดิจิทัลเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นผลลัพธ์ในการวัดระดับการเรียนรู้ขององค์กร การใช้งานระบบอย่าง มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลส่งผลต่อการประเมินเพื่อเลื่อนชั้นตําแหน่งที่สูงขึ้นหรือเพิ่ม เงินเดือนและ/หรือสิทธิประโยชน์อื่น ๆ
Description: วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาแบบจำลองความเชื่อมั่นในธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3123" />
    <author>
      <name>ประภาส ขำมี</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3123</id>
    <updated>2025-11-28T03:14:40Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาแบบจำลองความเชื่อมั่นในธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย
Authors: ประภาส ขำมี
Abstract: ารวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับความเชื่อมั่นดิจิทัลใน ธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของพลเมืองไทย 2) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ การสร้างความเชื่อมั่นดิจิทัลในธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของ พลเมืองไทย และ 3) พัฒนาตัวแบบความเชื่อมั่นดิจิทัลในธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บน แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของพลเมืองไทย ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจาก กลุ่มตัวอย่างของการวิจัยในครั้งนี้ซึ่งเป็นผู้บริโภคชาวไทยที่มีประสบการณ์ซื้อขายสินค้าออนไลน์ผ่าน แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย จำนวน 420 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบมีความน่าจะเป็น สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ก) สถิติพื้นฐานคือความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ข) สถิติอ้างอิงที่ใช้ทดสอบสมมติฐานคือการวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นแบบพหุ ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับ ความเชื่อมั่นดิจิทัลพบว่าในภาพรวมความเชื่อมั่นดิจิทัลในการซื้อขายบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย อยู่ ในระดับมาก 2) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเชื่อมั่นสูงสุด ข้อมูลที่ตั้งร้านหรือข้อมูลติดต่อผู้ขายในเพจ ผู้ขาย การให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้า จำนวนและความหลากหลายของรีวิวสินค้า ข้อมูลเชิงลึก เกี่ยวกับผู้ขาย ความถี่ในการนำเสนอเนื้อหา รูปแบบการสื่อสารระหว่างผู้ขายกับลูกค้า จำนวนผู้ติดตาม หรือแฟนเพจ การจัดวางองค์ประกอบในเพจร้านค้า ประวัติการขายและระยะเวลาในการดำเนินธุรกิจ ระบบนำทาง (เนวิเกเตอร์) และการจัดหมวดหมู่สินค้าให้ง่ายต่อการค้นหา ความแตกต่างระหว่างรีวิว เชิงบวกและรีวิวเชิงลบบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และกระบวนการในการบริการลูกค้าที่มี ประสิทธิภาพ และการดำเนินประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ซื้อ และ 3) จากการทดสอบสมมติฐานทำให้ได้ตัว แบบความเชื่อมั่นดิจิทัลในธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของพลเมือง ไทยจำนวน 6 ตัวแบบ (สมการ) มีขนาดอิทธิพลระหว่างร้อยละ 49.1 ถึงร้อยละ 82.6
Description: วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การศึกษาเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการรับรู้สารสนเทศกิจการพลเรือนทหารผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3121" />
    <author>
      <name>วรรธนัย ยิ้มสุขไพฑูรย์</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3121</id>
    <updated>2025-11-28T02:59:48Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การศึกษาเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการรับรู้สารสนเทศกิจการพลเรือนทหารผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล
Authors: วรรธนัย ยิ้มสุขไพฑูรย์
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการรับรู้สารสนเทศกิจการพลเรือนทหาร ของประชากรไทย ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ในมิติการเปิดรับ การเลือกรับรู้ และการเลือกจดจำ 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับรู้สารสนเทศกิจการพลเรือนทหาร ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ในมิติการเปิดรับ การเลือกรับรู้ และการเลือกจดจำ และ 3) นำเสนอแนวทางที่เหมาะสมในการสร้างการรับรู้สารสนเทศ กิจการพลเรือนทหารของประชากรไทย ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ในภาคประชาชน ผู้วิจัยเก็บรวบรวม ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างประชากรไทยตามพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานภาค 1-5 หน่วยบัญชาการ ทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย โดยวิธีการสุ่มแบบมีความน่าจะเป็นอย่างมีระบบ ผลการวิจัยพบว่า 1) พบว่าการรับรู้สารสนเทศกิจการพลเรือนทหาร ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลในมิติ การเปิดรับ การเลือกรับรู้ และการเลือกจดจำ ของประชาชน อยู่ในระดับปานกลาง (2.67, 0.63) 2) ระดับความรู้พื้นฐาน ระดับในการอนุมาน และการตั้งสมมติฐาน ระดับความสามารถในการ แยกแยะ และระดับความสามารถในการเชื่อมโยงส่งผลต่อการรับรู้สารสนเทศกิจการพลเรือนทหาร ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลในมิติการเปิดรับ การเลือกรับรู้ และการเลือกจดจำ ในระดับปานกลาง (2.93, 0.65) ผลจากการทดสอบสมมติฐานทำให้ได้ตัวแบบ (สมการ) 6 ตัวแบบ (มีขนาดอิทธิพล R2 อยู่ระหว่าง 16.6% - 70%) 3) แนวทางที่เหมาะสมในการสร้างการรับรู้สารสนเทศกิจการ พลเรือนทหารของประชากรไทย ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ในภาคประชาชน คือการปรับปรุงเนื้อหา ให้ความสอดคล้องและง่ายต่อการจดจำในประเด็น การพัฒนาประเทศและการช่วยเหลือประชาชน การบรรเทาสาธารณภัย และการพิทักษ์เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์
Description: วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>แบบจำลองระบบกานทภาวะสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ กรมการสื่อสารทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3118" />
    <author>
      <name>กิตติธัช บุญชัย</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3118</id>
    <updated>2025-11-28T02:45:47Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: แบบจำลองระบบกานทภาวะสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ กรมการสื่อสารทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย
Authors: กิตติธัช บุญชัย
Abstract: วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ ออกแบบ และพัฒนาแบบจำลองระบบการทภาวะสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ กรมการสื่อสารทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย 2) ศึกษาการยอมรับแบบจำลองระบบการทภาวะสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ กรมการสื่อสารทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย โดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพ ผู้วิจัยพัฒนาระบบการทภาวะด้วยโปรแกรม Hozo-Ontology Editor เพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างต้นแบบการทภาวะในรูปแบบภาษา OWL กับโครงสร้างฐานข้อมูล MySQL มีการประเมินผลการค้นคืนสารสนเทศจากคำค้นขั้นต้นและคำค้นขั้นสูง รวมทั้งประเมินการยอมรับโดยใช้กรอบแนวคิด UTAUT โดยเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกำลังพลทั่วไป จำนวน 321 คน และใช้การวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นพหุ ผลการวิจัยพบว่า 1) คำค้นพื้นฐาน 12 คำ มีค่าความแม่นยำ ความครบถ้วน และประสิทธิภาพรวม เท่ากับร้อยละ 77.28, 78.79 และ 78.02 ตามลำดับ 2) คำค้นขั้นสูง 8 คำ มีค่าความแม่นยำ ความครบถ้วน และประสิทธิภาพรวม เท่ากับร้อยละ 76.03, 78.02 และ 77.01 ตามลำดับ และปัจจัยภายนอก รวมถึงตัวแปรด้านความคาดหวังและอิทธิพลทางสังคม มีอิทธิพลต่อความตั้งใจใช้เชิงพฤติกรรม (R2 = 27.2%-54.8%) ขณะที่ความตั้งใจใช้เชิงพฤติกรรมมีอิทธิพลต่อการใช้งานจริง (R2 = 58.1%)
Description: วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

