<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection:</title>
  <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/231" />
  <subtitle />
  <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/231</id>
  <updated>2026-04-09T22:09:11Z</updated>
  <dc:date>2026-04-09T22:09:11Z</dc:date>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย วิจัยและพัฒนาโรงเรือนเพาะเลี้ยงขนาดเล็กที่สามารถเคลื่อนย้ายและควบคุมสภาพอากาศจากระยะไกล เพื่อใช้ประกอบการเรียนภาคปฏิบัติ</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3066" />
    <author>
      <name>สุทัศน์ สุรวาณิช</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3066</id>
    <updated>2025-10-29T07:31:38Z</updated>
    <published>2568-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย วิจัยและพัฒนาโรงเรือนเพาะเลี้ยงขนาดเล็กที่สามารถเคลื่อนย้ายและควบคุมสภาพอากาศจากระยะไกล เพื่อใช้ประกอบการเรียนภาคปฏิบัติ
Authors: สุทัศน์ สุรวาณิช
Abstract: ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศส่งผลต่อการผลิตพืช ทำให้เราจำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีในการปรับสภาพอากาศให้เหมาะสมกับความต้องการของพืช อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมักมีราคาสูง คณะผู้วิจัยจึงได้ทำการศึกษา วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีทางเลือกที่มีต้นทุนตํ่า ผลการวิจัยนำไปสู่การสร้างโรงเรือนต้นแบบ Mobile Mini Green Room ซึ่งสามารถตรวจติดตามสภาพภูมิอากาศภายในโรงเรือน พร้อมทั้งควบคุมและสั่งการอุปกรณ์จากระยะไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในราคาประหยัด โดยค่าอุปกรณ์อยู่ที่ประมาณไม่เกิน 40,000 บาท จากการทดลองเบื้องต้นในการปลูกต้นดาวเรือง พบว่าโรงเรือนนี้สามารถช่วยให้การผลิตได้ผลดี อีกทั้งยังสามารถป้องกันแมลงศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ นักศึกษาและบุคคลทั่วไปสามารถนำระบบนี้ไปประยุกต์ใช้กับโรงเรือนขนาดใหญ่ได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการเกษตรเป็นอย่างดี เข้าใจลักษณะของพืช และปัจจัยทางภูมิอากาศ (Climatic Requirements) ที่พืชต้องการ เพื่อให้สามารถกำหนดค่า ระดับ อัตรา ระยะเวลา และปริมาณการทำงานของอุปกรณ์ให้เหมาะสมได้</summary>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การจําแนกสายพันธุ์เห็ดแครง (Schizophylumcommune) โดยเทคนิคชีวมเลกุลและการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรผลิตพอลิแซคคาไรด์ รวมถึงศักยภาพการต้านเซลล์มะเร็ง</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2740" />
    <author>
      <name>หทัยรัตน์ อุไรรงค์</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2740</id>
    <updated>2025-02-07T07:17:18Z</updated>
    <published>2564-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การจําแนกสายพันธุ์เห็ดแครง (Schizophylumcommune) โดยเทคนิคชีวมเลกุลและการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรผลิตพอลิแซคคาไรด์ รวมถึงศักยภาพการต้านเซลล์มะเร็ง
Authors: หทัยรัตน์ อุไรรงค์
Abstract: การรวบรวมและแยกเชื้อบริสุทธิ์ของเห็ดแครงจํานวน 12 สายพันธุ์ พบว่า แต่ละสายพันธุ์มี อัตราการเจริญเติบโตแตกต่างกัน เมื่อจําแนกชนิดของเส้นใยที่รวบรวมได้โดยใช้เครื่องหมายโมเลกุล บริเวณ rDNA ด้วยไพรเมอร์ ITS1-ITS4 NS1-NS4 และ NL1-NL4 แล้วเปรียบเทียบลําดับพันธุกรรม ด้วยโปรแกรม BLAST พบว่าตัวอย่างตรงกับลําดับพันธุกรรมของ Schizophyllum commune จากนั้น ทําการวิเคราะห์ปริมาณสารพอลิแซคาไรด์จากเส้นใยเห็ดแครงที่อายุ 10 วัน พบว่าสายพันธุ์ธารโตให้ ปริมาณสารสูงสุด 1.899 เปอร์เซ็นต์ของน้ําหนักเส้นใยสด สําหรับสูตรอาหารที่ประกอบด้วยกาก มะพร้าวกับรําข้าวในอัตราส่วน 3:7 ซึ่งเพาะเลี้ยงเส้นใยเห็ดแครงสายพันธุ์ธารโต นาน 20 วัน สามารถผลิตสารพอลิแซคคาไรด์ได้สูงสุดคือ 1.068 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักสุดเส้นใยกับอาหารที่ใช้เลี้ยง นําสารสกัดหยาบของพอลิแซคคาไรด์ที่ความเข้มข้นต่างๆ ไปศึกษาประสิทธิภาพการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชลล์มะเร็ง 2 ชนิด พบว่าสารสกัดหยาบพอลิแซคคาไรด์สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็ง ช่องปาก ได้ในระดับต่ำ (IC50 เท่ากับ 625.11+73.89) และไม่มีผลในการยับยั้งเซลล์มะเร็งปอด (IC50 สูงกว่า 1,000ug/ml)</summary>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาผลิตภัณฑ์บะหมี่เสริมวิตามิน</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2498" />
    <author>
      <name>ศิริ เกณฑ์ขุนทด</name>
    </author>
    <author>
      <name>ชิตสุดา ชัยศักดานุกูล</name>
    </author>
    <author>
      <name>เบ็ญจรัก วายุภาพ</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2498</id>
    <updated>2024-07-19T07:21:05Z</updated>
    <published>2544-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาผลิตภัณฑ์บะหมี่เสริมวิตามิน
Authors: ศิริ เกณฑ์ขุนทด; ชิตสุดา ชัยศักดานุกูล; เบ็ญจรัก วายุภาพ
Abstract: การวิจัยการพัฒนาผลิตภัณฑ์บะหมี่ผักเสริมวิตามิน โดยทดลองน่าผักที่มีวิตามินเอสูง จํานวน 5 ชนิด ผักต่าง ใบ ฟักทอง มะเขือเทศ มะละกอ และแครอท มาปั่นให้ละเอียด โดยใช้น้ําหนักผัก ต่อน้ําสะอาด 100 กรัม ต่อน้ํา 250 มิลลิลิตร แล้วนําทั้งน้ําและเนื้อผักมาใช้เป็นส่วนผสมในสูตรบะหมี่ แทนน้ําเปล่าในชุดควบคุม แล้วนําเส้นบะหมี่ที่ได้ไปวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี กายภาพ จุลินทรีย์ และประสาทสัมผัส จากการทดลองพบว่า บะหมี่ที่ใช้ผักตําลึง ฟักทองและแครอทเป็นส่วนผสมมี องค์ประกอบทางเคมีที่สําคัญคือวิตามินเอและเส้นใยหยาบสูงกว่าบะหมี่ผักชนิดอื่นและสูงกว่าชุด ควบคุมอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 โดยบะหมี่ตําลึง บะหมี่ฟักทองแกะ บะหมีแครอท มีวิตามินเอ 85.66 10.32 และ 124.48 ไมโครกรัมต่อ 100 กรัมตาม าดับ และมีสันใ หยาบ เท่ากับ 1.78 0.547 1.367 มิลลิกรัม - กรัมตามลําดับส่วนบะหมี่ในชุดควบคุมที่ใช้นําเปล่า เป็น วนผสมมีปริมาณวิตามินเอ 1.76 1 มต่อ 100 กรัมและมีเส้นใยหยาบ 0.004 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม และผลการประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัสพบว่า อยู่ในยาน ชอบปานกลางถึงชอบมาก โดย บะหมี่ตําลึงมีคะแนน เฉลี่ย 656 บะหมี่ฟักทอง 5.20 คะแนนและบะหมี่แครอท 6.01 ตามลําาดับ จากนั้นจึงน่ามะหยี่ผักทั้ง นิม กษาอายุการเก็บรักษาโดยบรรจุในถุงพลาสติก และบรรจุในถาด โฟมหุ้มฟิล์มทีวี แล้ บรักษาที่ 15 องศาเซลเซียสและที่อุณหภูมิห้อง จากการศึกษาพบว่าภาชนะบรรจุ ไม่มีผลต่อคุณภาพและอายุการเก็บรักษาของบะหมี่ผัก ส่วนอุณหภูมิในการเก็บรักษามีผลต่ออายุการเก็บ รักษาโดยบะหมี่ที่เก็บรักษาที่อุณหภูมิห้อง มีอายุการเก็บรักษา อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส มีอายุการเก็บรักษานาน 6 วัน</summary>
    <dc:date>2544-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย สารอาลีโลพาธิกจากเปลือกส้ม ทางเลือกเพื่อทดแทนสารเคมีกำจัดวัชพืช</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2425" />
    <author>
      <name>ดวงพร สุวรรณกุล</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2425</id>
    <updated>2024-07-15T08:35:52Z</updated>
    <published>2558-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย สารอาลีโลพาธิกจากเปลือกส้ม ทางเลือกเพื่อทดแทนสารเคมีกำจัดวัชพืช
Authors: ดวงพร สุวรรณกุล
Abstract: การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของสารสกัดหยาบเปลือกส้มเขียวหวาน (Citrus reticulate Blanco) เพื่อการยับยั้งการงอกของเมล็ดพืชทดสอบ 2 ชนิด คือผักกาดหอม (Lactuca sativa L.) และหญ้าข้าวนก (Echinochloa crus-galli.) สกัดผงเปลือกส้มบด ด้วย&#xD;
เมทานอล 70% และกำจัดคลอโรฟิลล์ วางแผนการทดสอบการยับยั้งการงอกของเมล็ดพืชทดสอบด้วยวิธีการสุ่มสมบูรณ์ประกอบด้วยความเข้มข้นของสารสกัดหยาบที่ระดับความเข้มข้นต่างๆ คือ 0 0.1250.25 0.50 1.00 1.50 2.00 2.50 3.00 3.50 และ 4.00 กรัมต่อน้ำกลั่น 100 มิลลิลิตร พบว่าสารสกัดหยาบเปลือกส้มเขียวหวานไม่กำจัดคลอโรฟิลล์ มีผลการยับยั้งการงอกที่ระดับ 50% ของผักกาดหอม(Lactuca sativa L.) และหญ้าข้าวนก (Echinochloa crus-galli.) ที่ระดับความเข้มข้นตั้งแต่ 0.125 และ2.50 กรัมต่อน้ำกลั่น 100 มิลลิลิตร ตามลำดับ ส่วนสารสกัดหยาบเปลือกส้มเขียวหวานกำ จัดคลอโรฟิลล์มีผลการยับยั้งการงอกระดับ 50% ของผักกาดหอม (Lactuca sativa L.) และหญ้าข้าวนก (Echinochloa crus-galli.) ที่ระดับความเข้มข้นตั้งแต่ 0.50 และ1.00 กรัมต่อน้า กลั่น 100 มิลลิลิตร ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบสารสกัดหยาบเปลือกส้มเขียวหวานกาจัดคลอโรฟิลล์และไม่กำจัดคลอโรฟิลล์พบว่าสารสกัดหยาบเปลือกส้มเขียวหวานกำจัดคลอโรฟิลล์มีประสิทธิภาพสูงกว่า ที่ระดับความเข็มข้นเท่ากันดังนั้นในการศึกษาขั้นตอนต่อไปควรใช้ส่วนของสกัดหยาบกำจัดคลอโรฟิลล์เพื่อจำแนกและทดสอบหาสารสำคัญต่อไป</summary>
    <dc:date>2558-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

