<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Community:</title>
  <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/240" />
  <subtitle />
  <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/240</id>
  <updated>2026-01-13T09:43:18Z</updated>
  <dc:date>2026-01-13T09:43:18Z</dc:date>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ปริมารสาร flavonoids ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระฤทธิ์ยับยั้งการทำงาน ของenzyme α-glucosidase และ α-amylase ของสารสกัดหยาบจากเหง้าของข่าหลวง ข่าบ้านและหลาว</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3049" />
    <author>
      <name>อรวรรณ เฑียรฆ์พงษ์</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3049</id>
    <updated>2025-10-29T03:55:46Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ปริมารสาร flavonoids ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระฤทธิ์ยับยั้งการทำงาน ของenzyme α-glucosidase และ α-amylase ของสารสกัดหยาบจากเหง้าของข่าหลวง ข่าบ้านและหลาว
Authors: อรวรรณ เฑียรฆ์พงษ์
Abstract: เหง้าสดของข่าหลวง ข่าบ้าน และหลาว ถูกนำมาสกัดด้วยเอทธานอล โดยใช้เครื่องสกัดซอกห์เลตจากนั้นนำสารสกัดหยาบที่ได้ไปหาปริมาณสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ โดยเครื่องโครมาโทกราฟีของเหลวสมรรถนะสูง และนำไปทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ แอลฟา กลูโคสิเดส และ แอลฟา อไมเลส ผลการทดลองพบว่าสารสกัดหยาบจากพืชตัวอย่างทั้ง 3 ชนิด มีสารเคอร์ซีติน และแคมพ์เฟอรอลเป็นองค์ประกอบ และมีฤทธิ์ที่ดีในการต้านอนุมูลอิสระ และยับยั้งการทำงานของเอนไซม์แอลฟา กลูโคสิเดส แต่ไม่มีฤทธิ์ในการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์แอลฟา อไมเลส เมื่อเทียบกับสารมาตรฐาน</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเคลียร์-บีลอง พลัส ผสมใบกัญชา ในผู้ที่มีภาวะลองโควิด</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3048" />
    <author>
      <name>ธิติยา ลักคุณะประสิทธิ์</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3048</id>
    <updated>2025-10-29T03:52:00Z</updated>
    <published>2565-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเคลียร์-บีลอง พลัส ผสมใบกัญชา ในผู้ที่มีภาวะลองโควิด
Authors: ธิติยา ลักคุณะประสิทธิ์
Abstract: ที่มา: ภาวะลองโควิดเป็นปัญหาสาธารณสุขที่เกิดขึ้นทั่วโลกหลังจากการระบาดของโรคโควิด-19 และยังไม่มีการรักษาที่เฉพาะเจาะจง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเคลียร์-บีลอง พลัส ผสมใบกัญชา ซึ่งเป็นสมุนไพรสูตรผสม ในผู้ที่มีภาวะลองโควิด&#xD;
วิธีดำเนินการวิจัย: การศึกษานี้เป็นการศึกษานำร่องแบบสุ่ม ปกปิดสองทางและมีกลุ่มควบคุม ดำเนินการที่วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้เข้าร่วมวิจัยที่มีภาวะลองโควิดและผ่านเกณฑ์การคัดเลือกได้รับการสุ่มในอัตราส่วน 1:1 ให้ได้รับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเคลียร์-บีลอง พลัส ผสมใบกัญชา หรือยาหลอกเป็นระยะเวลา 7 วัน ผลลัพธ์หลักคือการเปลี่ยนแปลงของระดับ C-reactive protein (CRP) และคะแนนอาการของภาวะลองโควิดโดยรวม ผลลัพธ์รองคือความรุนแรงของอาการลองโควิด การหายจากภาวะลองโควิด คุณภาพชีวิต และอาการไม่พึงประสงค์&#xD;
ผลการศึกษา: ผู้เข้าร่วมวิจัย 66 คนได้ผ่านการคัดกรองและสุ่มให้ได้รับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเคลียร์-บีลอง พลัส ผสมใบกัญชา หรือยาหลอก ผู้เข้าร่วมวิจัยมีค่าเฉลี่ยอายุ (SD) คือ 41 (12) ปี ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ติดเชื้อโควิด-19 แบบไม่รุนแรงครั้งเดียว และมีอาการของภาวะลองโควิดนานเกิน 3 เดือน พบว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเคลียร์-บีลอง พลัส ผสมใบกัญชา ไม่มีความสัมพันธ์กับการลดลงของระดับ CRP อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีค่า median difference (MD) (95% CI) เท่ากับ -0.05 (-0.50, 0.40) มิลลิกรัม/ลิตร เมื่อเทียบกับยาหลอก แต่มีความสัมพันธ์กับการลดลงของคะแนนอาการของภาวะลองโควิดโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ [MD (95% CI) เท่ากับ -4 (-7.58, -0.42)] ไม่มีผู้เข้าร่วมวิจัยคนใดที่หายจากภาวะลองโควิด แต่กลุ่มที่ได้รับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเคลียร์-บีลอง พลัส ผสมใบกัญชา มีความรุนแรงของอาการลองโควิดในระดับปานกลางหรือมาก ที่ลดลงร้อยละ 43 [RR (95% CI) เท่ากับ 0.57 (0.35, 0.91)] มีอาการอ่อนเพลียในความรุนแรงระดับปานกลางหรือมาก ที่ลดลงร้อยละ 75 [RR (95% CI) เท่ากับ 0.25 (0.08, 0.81)]] และมีอาการเหนื่อยง่ายเวลาออกแรงทำกิจกรรมในความรุนแรงระดับปานกลางหรือมาก ที่ลดลงร้อยละ 65 [RR (95% CI) เท่ากับ 0.35 (0.16, 0.78)] อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คุณภาพชีวิตของผู้เข้าร่วมวิจัยทั้งสองกลุ่มไม่มีความแตกต่าง อาการไม่พึงประสงค์ที่พบในกลุ่มที่ได้รับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเคลียร์-บีลอง พลัส ผสมใบกัญชา ส่วนใหญ่ไม่รุนแรง&#xD;
สรุปผลการศึกษา: การศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเคลียร์-บีลอง พลัส ผสมใบกัญชา ในการบรรเทาภาวะลองโควิด ควรมีการศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมที่มีขนาดตัวอย่างใหญ่ขึ้น และระยะเวลาในการรักษานานขึ้น เพื่อยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัย รวมทั้งควรมีการศึกษากลไกการออกฤทธิ์ของสมุนไพรที่เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์นี้ด้วย&#xD;
การลงทะเบียนงานวิจัยทางคลินิก: Thai Clinical Trials Registry (TCTR ID TCTR20230131004)&#xD;
คำสำคัญ: ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเคลียร์-บีลอง พลัส ผสมใบกัญชา สมุนไพรสูตรผสม อาการอ่อนเพลีย ภาวะลองโควิด อาการเหนื่อยง่ายเวลาออกแรงทำกิจกรรม</summary>
    <dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ผลของวิธีการสกัดต่อปริมาณซัลเฟตพอลิแซ็กคาไรด์และฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดสาหร่ายผมนาง</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2753" />
    <author>
      <name>รัชกฤช ปัทมโสภาสกุล</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2753</id>
    <updated>2025-04-11T07:40:39Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ผลของวิธีการสกัดต่อปริมาณซัลเฟตพอลิแซ็กคาไรด์และฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดสาหร่ายผมนาง
Authors: รัชกฤช ปัทมโสภาสกุล
Abstract: สาหร่ายผมนางเป็นสาหร่ายสีแดงที่มีสารสำคัญ คือ ซัลเฟตพอลิแซ็กคาไรด์ มีฤทธิ์&#xD;
ต้านอนุมูลอิสระ และต้านเชื้อแบคทีเรีย งานวิจัยจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของวิธีการสกัด&#xD;
ต่อปริมาณซัลเฟตพอลิแซ็กคาไรด์ และฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดสาหร่ายผมนาง โดยเริ่มจาก&#xD;
การหาตัวทำละลายที่เหมาะสมโดยเปรียบเทียบสารสกัดที่สกัดด้วยวิธีให้ความร้อนที่อุณหภูมิ 50&#xD;
องศาเซลเซียสโดยใช้น้ำ และเอทานอลความเข้มข้นร้อยละ 20 และ 80 ผลการศึกษาพบว่า การสกัด&#xD;
ด้วยน้ำเป็นเวลา 2 ชั่วโมง ได้ร้อยละผลผลิต ปริมาณซัลเฟต ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์&#xD;
ต้านแบคทีเรียดีที่สุด ดังนั้นจึงเลือกใช้น้ำ เป็นตัวทำละลายเพื่อพัฒนาการสกัดสาหร่ายผมนางต่อด้วย&#xD;
วิธีการใช้ไมโครเวฟ และคลื่นเสียงความถี่สูง โดยใช้การออกแบบการทดลองแบบบ๊อกซ์-เบห์นเกน&#xD;
ผลการศึกษาพบว่า สภาวะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการสกัดด้วยไมโครเวฟ ที่ส่งผลให้ร้อยละ&#xD;
ผลผลิตและปริมาณซัลเฟตสูงที่สุด คือ เวลา 30 วินาที อัตราส่วนตัวทำละลายต่อสาหร่ายผมนาง&#xD;
9.5:1 มิลลิลิตรต่อกรัม และกำลังไมโครเวฟ 450 วัตต์ ส่วนสภาวะที่เหมาะสมสำหรับการสกัด&#xD;
ด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง คือ เวลา 32 นาที อัตราส่วนตัวทำละลายต่อสาหร่ายผมนาง 15:1 มิลลิลิตร&#xD;
ต่อกรัม และกำลังของคลื่นความถี่สูงระดับ 3 เมื่อเปรียบเทียบฤทธิ์การยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ด้วย&#xD;
วิธีการแพร่ผ่านวุ้นของสารสกัดที่สกัดด้วยสภาวะที่เหมาะสมที่สุดของวิธีการสกัดทั้งสามวิธี พบว่า&#xD;
สารสกัดที่สกัดด้วยวิธีการให้ความร้อนที่ 50 องศาเซลเซียสเท่านั้น ที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโต&#xD;
ของเชื้อสแตฟฟี โลค็อกคัส ออเรียส และสแตฟฟี โลค็อกคัส อีพิเดอร์มิดิสได้อย่างมีนัยสำคัญทาง&#xD;
สถิติ ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าวิธีการสกัดที่เหมาะสมที่สุด คือ การสกัดด้วยน้ำเป็นเวลา 2 ชั่วโมง โดยการ&#xD;
ให้ความร้อนที่ 50 องศาเซลเซียส
Description: ดุษฎีนิพนธ์ (ปร.ด. (เภสัชศาสตร์)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2566</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การพัฒนาตำรับยาน้ำกลั้วปากที่มีสารยึดเกาะเยื่อเมือกเพื่อนำส่งฟลูโอซิโนโลนอะซิโตไนด์ในการรักษาโรคไลเคนพลานัสในช่องปาก</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2556" />
    <author>
      <name>สุชารัตน์ ลิ้มสิทธิชัยกุล</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2556</id>
    <updated>2024-09-17T03:18:59Z</updated>
    <published>2565-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การพัฒนาตำรับยาน้ำกลั้วปากที่มีสารยึดเกาะเยื่อเมือกเพื่อนำส่งฟลูโอซิโนโลนอะซิโตไนด์ในการรักษาโรคไลเคนพลานัสในช่องปาก
Authors: สุชารัตน์ ลิ้มสิทธิชัยกุล
Abstract: ตำรับฟลูโอซิโนโลนอะซิโตไนด์พอลิเมอร์ริกไมเซลล์ออกแบบการทดลองแบบ factorial design พบว่า คุณสมบัติทางกายภาพและเคมี สัมพันธ์โดยตรงกับปริมาณของสารพอลอคซาเมอร์407 ทั้งลักษณะของตำรับ ความคงตัว ความหนืด ขนาดของอนุภาคและค่าศักษ์ไฟฟ้าซีต้า เมื่อทดสอบด้วย Small angle X-ray scattering พบว่า ตำรับที่ FPM7 และ 8 มีการจัดเรียงอนุภาคแบบ hexagonal micelle ในทุกๆ อุณหภูมิ การปลดปล่อยฟลูโอซิโนโลนอะซิโตไนด์จากตำรับเป็นแบบ zero-order kinetic และการซึมผ่านเยื่อกั้นเป็นแบบ Higuchi model ตำรับ FPM7 และ 8 ถูกนำมาศึกษาต่อในด้านความคงตัวทางความร้อนและลักษณะของอนุภาค ด้วยวิธี DSC TGA XRD และ FTIR ซึ่งพบว่า อนุภาคขอฟลูโอซิโนโลนอะซิโตไนด์ ถูกพบอยู่รอบๆ พอลิเมอร์ริกไมเซลล์ และมีอนุภาคระดับนาโนเมตร มีการยึดเกาะกับเยื่อเมือกที่ดี การซึมผ่านเยื่อกั้นของหลอดอาหารหมู ที่เวลา 5, 15 และ 30 นาที พบว่า FPM7 ซึมผ่านได้ไวและกักเก็บอยู่ในชั้น epithelium ตั้งแต่ 5 นาทีแรก และสะสมที่เนื้อเยื่อตลอด 30 นาที ในขณะที่ FPM8 ฟลูโอซิโนโลนอะซิโตไนด์ มีการซึมผ่านเยื่อกั้นได้ดี แต่ไม่ถูกกักเก็บที่ชั้นของเนื้อเยื่อ จากการศึกษานี้ได้ข้อสรุปว่า FPM7 มีการเกาะกับเนื้อเยื่อได้ทำให้เพิ่มระยะเวลาที่ยาสัมผัสกับเนื้อเยื่อและเพิ่มการซึมผ่านและการกักเก็บของยาที่ชั้นเนื้อเยื่อและควรนำไปศึกษาเพิ่มเติมในสัตว์ทดลองและในมนุษย์ต่อไป</summary>
    <dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

