<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Community:</title>
  <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/240" />
  <subtitle />
  <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/240</id>
  <updated>2026-09-04T08:39:39Z</updated>
  <dc:date>2026-09-04T08:39:39Z</dc:date>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัย การพัฒนาตำรับอนุภาคนาโนสำหรับรักษาบาดแผลที่ผิวหนังจากสารสกัดเอทานอลของข้าวหักไรซ์เบอร์รี่</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3482" />
    <author>
      <name>ศราพร หริการภักดี</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3482</id>
    <updated>2026-09-03T03:27:04Z</updated>
    <published>2568-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัย การพัฒนาตำรับอนุภาคนาโนสำหรับรักษาบาดแผลที่ผิวหนังจากสารสกัดเอทานอลของข้าวหักไรซ์เบอร์รี่
Authors: ศราพร หริการภักดี
Abstract: รายงานการวิจัย เรื่อง การพัฒนาตำรับอนุภาคนาโนสำหรับรักษาบาดแผลที่ผิวหนังจากสารสกัดเอทานอลของข้าวหักไรซ์เบอร์รี่ เป็นการวิจัยทางห้องปฏิบัติการ เพื่อพัฒนาทรานสเฟอร์โซมที่บรรจุสารสกัดจากข้าวหักไรซ์เบอร์รี่ เพื่อเพิ่มความคงตัวให้กับสารสกัด และเพิ่มฤทธิ์ในการสมานบาดแผลของสารสกัด ข้าวหักไรซ์เบอร์รี่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จากกระบวนการสีข้าวอินทรีย์ในประเทศไทย ที่ผลิตได้หลายตันต่อปีและมีมูลค่าต่ำ มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ถึงสารอาหารอันทรงคุณค่าในสารสกัดข้าวหักไรซ์เบอร์รี่ (RBE) เช่น แกมมาโอไรซานอล ปริมาณกรดไขมัน สารฟีนอลิก และสารฟลาโวนอยด์ ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ สารอาหารเหล่านี้สามารถนำไปใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์ยาได้ แต่ยังไม่มีการใช้ประโยชน์จากกลไกนี้ในการสมานบาดแผล ในงานวิจัยนี้ ได้มีการพยายามพัฒนาทรานสเฟอร์โซมที่บรรจุสารสกัดจากข้าวหักไรซ์เบอร์รี่ (T-RBE) เพื่อเพิ่มความคงตัวให้กับสารสกัด และเพิ่มฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัด เทคโนโลยีสีเขียวถูกนำมาใช้ในการเตรียม T-RBE โดยเป็นรายแรกที่ใช้ลาโนลิน PEG-75 (สารลดแรงตึงผิวที่ไม่มีประจุ) ทำหน้าที่เป็นเอจแอคติเวเตอร์ ผ่านกระบวนการโฮโมจิไนเซชันด้วยความเร็วสูง โดยไม่ต้องใช้ตัวทำละลายอินทรีย์ ส่งผลให้ได้อนุภาคทรงกลมขนาด 256.60 ± 1.59 นาโนเมตร ศักย์ซีตาเชิงลบที่ 35.30 ± 1.26 ค่าดัชนีการกระจายตัวของอนุภาคต่ำกว่าหนึ่ง (0.25 ± 0.01 mV) และประสิทธิภาพการกักเก็บสารสำคัญคือ 65.30 ± 2.98% โดย T-RBE มีความคงตัวสูงในช่วงเวลา 3 เดือน ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ไฟโบรบลาสต์และเซลล์ HaCaT ของมนุษย์ และสามารถเพิ่มการสมานบาดแผล โดยผ่านเส้นทางการส่งสัญญาณ FAK/AKT ที่เกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของเซลล์ ลดระดับการผลิตไนไตรต์ และยับยั้งการเติบโตของเชื้อ S. aureus โดยเทียบกับสารสกัด สูตรตำรับ T-RBE ช่วยให้การปลดปล่อยสารสำคัญเป็นแบบต่อเนื่อง และเพิ่มการซึมผ่านสารสำคัญผ่านผิวหนังได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหนือกว่าสารสกัด ซึ่งชี้ให้เห็นถึงศักยภาพในการใช้ T-RBE ในระบบผิวหนังสำหรับการรักษาบาดแผลที่บกพร่องและหายช้า</summary>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การศึกษาลักษณะทางเภสัชเวทและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของฮางเย็น</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3481" />
    <author>
      <name>นิรันดร์ วิพันธุ์เงิน</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3481</id>
    <updated>2026-09-03T03:23:25Z</updated>
    <published>2566-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การศึกษาลักษณะทางเภสัชเวทและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของฮางเย็น
Authors: นิรันดร์ วิพันธุ์เงิน
Abstract: โรคเบาหวานเป็นหนึ่งในโรคเรื้อรังที่ไม่ติดต่อที่ทำให้มีอัตราผู้ป่วยและเสียชีวิตสูงสุด ในปัจจุบันแนวโน้มการเกิดโรคเบาหวานในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกิดการสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาเป็นจำนวนมาก ทำให้มีการเลือกใช้สมุนไพรเป็นทางเลือกในการรักษาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในทางเหนือของประเทศไทยมีพืชชนิดหนึ่งคือ “ฮางเย็น” หรือ “รางเย็น” ชื่อวิทยาศาสตร์ Millettia kityana Craib วงศ์ Fabaceae ข้อมูลจากหมอพื้นบ้านพบว่ามีการใช้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดดีขึ้น แต่ยังขาดข้อมูลทั่วไปทางพฤกษศาสตร์และเภสัชเวทของพืชชนิดนี้ งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางพฤกษศาสตร์และลักษณะทางเภสัชเวท พบว่าลักษณะทั่วไปเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง เปลือกเถาด้านนอกสีน้ำตาล มีร่องลึกตามยาว เปลือกในสีชมพูอมแดง เนื้อไม้สีขาวอมเหลือง น้ำยางสีแดง เนื้อเยื่อประกอบด้วยชั้นเปลือกต้นที่มีเนื้อเยื่อคอร์ก ชั้นคอร์เทกซ์ที่ประกอบด้วยเนื้อเยื่อพาเรนไคมาและสเคลอรีด ชั้นแก่นไม้ประกอบด้วยเนื้อเยื่อลำเลียงน้ำที่มีเวสเซลขนาดใหญ่ ส่วนผงยาของฮางเย็นพบเนื้อเยื่อของคอร์ก สเคลอรีด ท่อลำเลียงน้ำแบบรูที่มีขอบหนา ผลึกรูปปริซึม และเม็ดแป้งขนาดเล็ก การศึกษาทางเภสัชเวทตามหัวข้อใน Thai Herbal Pharmacopoeia โดยเก็บตัวอย่างฮางเย็นจากแหล่งธรรมชาติ 3 แหล่ง ได้แก่ จังหวัดน่าน เชียงราย และเชียงใหม่ ซึ่งได้ผลดังนี้ foreign matter, loss on drying, total ash, acid-insoluble ash, ethanol-soluble extractive และ water-soluble extractive มีค่าเท่ากับ 0.027 ± 0.02 %w/w, 4.25 ± 0.09 %w/w, 6.47 ± 0.14 %w/w, 2.33 ± 0.50 %w/w, 3.56 ± 0.70 %w/w และ 6.70 ± 1.24 %w/w ตามลำดับ การทดสอบเบื้องต้นทางพฤกษเคมีพบสารกลุ่ม alkaloid, tannin, saponin และ flavonoid ผลการยับยั้งอนุมูลอิสระของสารสกัดฮางเย็นที่ทำการสกัดด้วยน้ำและเอทานอลด้วยวิธี ABTS assay พบว่ามีค่า IC50 เท่ากับ 21.06 ± 0.54 และ 11.64 ± 0.54 μg/mL ตามลำดับ และค่า IC50 ของสารสกัดฮางเย็นที่ทำการสกัดด้วยน้ำและเอทานอลด้วยวิธี FRAP assay พบว่ามีค่า IC50 เท่ากับ 17.79 ± 5.80 และ 17.70 ± 4.97 μg/mL ตามลำดับ และเมื่อทำการเปรียบเทียบผลในการต้านอนุมูลอิสระเทียบกับสารมาตรฐาน Trolox พบว่าสารสกัดฮางเย็นด้วยน้ำและเอทานอลมีค่า TEAC เท่ากับ 164.90 ± 7.14 และ 298.25 ± 7.72 ตามลำดับ เมื่อทำการทดสอบด้วยวิธี ABTS assay และมีค่า TEAC เท่ากับ 65.66 ± 6.91 และ 68.37 ± 7.05 ตามลำดับ เมื่อทำการทดสอบด้วยวิธี FRAP assay ผลการทดสอบการชะลอวัยของสารสกัดฮางเย็นที่ทำการสกัดด้วยน้ำและเอทานอล พบว่ามีคุณสมบัติในการชะลอวัยด้วยการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ collagenase, elastase, hyaluronidase และ tyrosinase ที่ความเข้มข้นต่าง ๆ กัน โดยสารสกัดด้วยน้ำมีค่า IC50 อยู่ระหว่าง 26.28 - 291.87 μg/mL และสารสกัดด้วยเอทานอลมีค่า IC50 อยู่ระหว่าง 18.79 – 128.60 μg/mL</summary>
    <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย เจลสมุนไพรห้ามเลือดและสมานแผลที่ใช้ในทางทันตกรรม</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3480" />
    <author>
      <name>สุชารัตน์ ลิ้มสิทธิชัยกุล</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3480</id>
    <updated>2026-09-03T03:18:03Z</updated>
    <published>2569-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย เจลสมุนไพรห้ามเลือดและสมานแผลที่ใช้ในทางทันตกรรม
Authors: สุชารัตน์ ลิ้มสิทธิชัยกุล
Abstract: การพัฒนาไฮโดรเจลเพื่อใช้ในทางทันตกรรม ในปัจจุบัน การใช้ผลิตภัณฑ์เจลในช่องปากมักเผชิญปัญหาด้านการยึดเกาะกับเนื้อเยื่อ ส่งผลให้เจลหลุดออกจากบริเวณที่ต้องการใช้งานได้ง่าย ซึ่งลดประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ การพัฒนาไฮโดรเจลที่มีการยึดเกาะที่ดีขึ้นจึงเป็นแนวทางสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและพัฒนาไฮโดรเจลสำหรับใช้ในช่องปาก โดยมุ่งเน้นการศึกษาผลของพอลิเมอร์ชนิดต่าง ๆ ต่อการพัฒนาตำรับ พอลิเมอร์ที่ศึกษาประกอบด้วย เจลแลนกัม ไฮยาลูโรนิคแอซิด และพอลอกซาเมอร์ 407 พบว่า อัตราส่วนของพอลอกซาเมอร์ 407 มีผลต่อการเปลี่ยนสถานะเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ขณะที่อัตราส่วนของเจลแลนกัมส่งผลต่อการเกิดเจลในสภาวะที่มีอิเล็กโทรไลต์ นอกจากนี้ การเพิ่มปริมาณไฮยาลูโรนิคแอซิดช่วยเพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำและการยึดเกาะกับเนื้อเยื่อ การเปลี่ยนสถานะเริ่มต้นที่อุณหภูมิ 33 องศาเซลเซียส โดยใช้เวลา 5–30 วินาที ในกรณีที่มีอิเล็กโทรไลต์ เจลสามารถเปลี่ยนสถานะได้ภายใน 1–5 วินาที นอกจากนี้ ตำรับไฮโดรเจลที่พัฒนาขึ้นสามารถยึดเกาะได้ยาวนานกว่า 30 นาที และใช้เวลาสลายตัวตั้งแต่ 1–8 ชั่วโมง ทั้งนี้ อัตราส่วนของพอลิเมอร์ที่สูงขึ้นส่งผลต่อระยะเวลาการสลายตัวของเจล ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของไฮโดรเจลที่มีคุณสมบัติด้านการยึดเกาะสำหรับการใช้งานในช่องปาก ซึ่งสามารถนำไปพัฒนาต่อโดยเติมสารออกฤทธิ์ เช่น ยาชา ยาแก้ปวดอักเสบ เพื่อประยุกต์ใช้ทางทันตกรรมในอนาคต</summary>
    <dc:date>2569-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase จากเปลือกหรือเมล็ดของพืชเศรษฐกิจบางชนิด</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3425" />
    <author>
      <name>ปิยนุช ทองผาสุก</name>
    </author>
    <author>
      <name>ธนภัทร ทรงศักดิ์</name>
    </author>
    <author>
      <name>กรองกาญจน์ อภิกมลกุล</name>
    </author>
    <author>
      <name>อภิญญา สันธนภรณ์</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3425</id>
    <updated>2026-07-24T02:54:44Z</updated>
    <published>2546-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase จากเปลือกหรือเมล็ดของพืชเศรษฐกิจบางชนิด
Authors: ปิยนุช ทองผาสุก; ธนภัทร ทรงศักดิ์; กรองกาญจน์ อภิกมลกุล; อภิญญา สันธนภรณ์
Abstract: การศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระโดยวิธี DPPH และฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสจากสารสกัด ชั้นเอทิลอะซิเตตและสารสกัดชั้นเอทานอลของเมล็ดทุเรียน, ขนุน, มะม่วง และ ส้ม และเปลือกของ ส้มโอ, ส้ม และ มะนาว ผลที่ได้พบว่า สารสกัดทุกชนิดแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ สารสกัดของเมล็ด มะม่วงมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุด พบว่าสารสกัดตัวอย่างบางชนิดแสดงฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase สารสกัดชั้นเอทิลอะซิเตตของเปลือกส้มเขียวหวาน และ สารสกัดชั้นเอทิลอะซิเตตของ มะม่วงแรด แสดงฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสสูงที่สุด ที่ความเข้มข้น 5 mg/ml และ 10 mg/ml ตามลําดับ</summary>
    <dc:date>2546-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

