<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Community:</title>
  <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/244" />
  <subtitle />
  <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/244</id>
  <updated>2026-06-14T07:23:08Z</updated>
  <dc:date>2026-06-14T07:23:08Z</dc:date>
  <entry>
    <title>การพัฒนาและประสิทธิผลของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การตรวจร่างกายระบบหัวใจและหลอดเลือด สำหรับนักศึกษาพยาบาล</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3349" />
    <author>
      <name>ปรางค์ทิพย์ อุจะรัตน</name>
    </author>
    <author>
      <name>วิลาวัลย์ อุดมการเกษตร</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3349</id>
    <updated>2026-06-09T06:05:44Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาและประสิทธิผลของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การตรวจร่างกายระบบหัวใจและหลอดเลือด สำหรับนักศึกษาพยาบาล
Authors: ปรางค์ทิพย์ อุจะรัตน; วิลาวัลย์ อุดมการเกษตร
Abstract: การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและทดสอบประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เรื่อง การตรวจร่างกายระบบหัวใจและหลอดเลือด 2) ทดสอบประสิทธิผลของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ โดยเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้และทักษะการตรวจร่างกายระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และศึกษาความพึงพอใจของกลุ่มทดลองต่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์  ดำเนินการวิจัย 2 ระยะ ได้แก่ 1) พัฒนาและทดสอบประสิทธิภาพของหนังสือ และ 2) ทดสอบประสิทธิผลของหนังสือ กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยรังสิต จำนวน 102 คน สุ่มเป็น 2 กลุ่ม ระยะที่ 1 จำนวน 42 คน และระยะที่ 2 จำนวน 60 คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ แบบประเมินทักษะการตรวจร่างกาย และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา Mann-Whitney test, Independent t-test และ One-sample t-test  ผลวิจัยพบว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เรื่อง การตรวจร่างกายระบบหัวใจและหลอดเลือด มีประสิทธิภาพ 82.5/84.5 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองไม่แตกต่างกัน ขณะที่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะการตรวจร่างกายของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) และความพึงพอใจของนักศึกษาต่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์สูงกว่าร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05)  ผลการศึกษานี้เสนอแนะให้นำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไปใช้เป็นสื่อเสริมการเรียนการตรวจร่างกายในชั้นเรียนและการศึกษาด้วยตนเอง</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การประเมินคัดกรองภาวะสุขภาพผู้สูงอายุที่รับบริการที่ศูนย์ส่งเสริมสวัสดิการผู้สูงอายุ จังหวัดปทุมธานี</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3342" />
    <author>
      <name>เกศรา เสนงาม</name>
    </author>
    <author>
      <name>ปราณี ทัดศรี</name>
    </author>
    <author>
      <name>วิมลรัตน์ บุญเสถียร</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3342</id>
    <updated>2026-05-11T03:01:03Z</updated>
    <published>2555-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การประเมินคัดกรองภาวะสุขภาพผู้สูงอายุที่รับบริการที่ศูนย์ส่งเสริมสวัสดิการผู้สูงอายุ จังหวัดปทุมธานี
Authors: เกศรา เสนงาม; ปราณี ทัดศรี; วิมลรัตน์ บุญเสถียร
Abstract: วัยสูงอายุเป็นวัยที่มีความเสื่อมในการทําหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะสุขภาพผู้สูงอายุที่รับบริการที่ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคม ผู้สูงอายุ จังหวัดปทุมธานี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือ ผู้สูงอายุที่รับบริการที่ศูนย์ส่งเสริม สวัสดิการผู้สูงอายุ จังหวัดปทุมธานีระหว่างเดือนกรกฎาคม 2555 เดือนกุมภาพันธ์ 2556 จํานวน 50 คน มีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กําหนด มีการพิทักษ์สิทธิกลุ่มตัวอย่างตลอดขั้นตอนการวิจัย เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบประเมินสุขภาวะของผู้สูงอายุ และ แบบบันทึกการตรวจร่างกายเพื่อประเมินคัดกรองภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุ มีการตรวจสอบความ ตรงตามเนื้อหา และความเป็นไปได้ในการนําเครื่องมือไปใช้ในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ เชิงพรรณนา ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุ ร้อยละ 60 เคยได้รับการตรวจสุขภาพมาก่อน ปัญหาสุขภาพของ ผู้สูงอายุที่พบได้บ่อยคือ ความผิดปกติของระบบหัวใจหลอดเลือด (ร้อยละ 64) ความผิดปกติของ ระบบประสาท กล้ามเนื้อและกระดูก (ร้อยละ 42) ปัญหาด้านการมองเห็น (ร้อยละ 34) ความ ผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ(ร้อยละ 28) และ ความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารและการ (ร้อยละ 22) โดยผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 58 มีความผิดปกติในการทํางานของระบบเผาผลาญร่างกายมากกว่า 1 ระบบ</summary>
    <dc:date>2555-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ การวิจัยพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูง : เปรียบเทียบระหว่างผู้ที่ควบคุมระดับความดันโลหิตได้กับผู้ที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3258" />
    <author>
      <name>ปราณี ทัดศรี</name>
    </author>
    <author>
      <name>ยุภาพร นาคกลิ้ง</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3258</id>
    <updated>2026-03-10T08:05:38Z</updated>
    <published>2562-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ การวิจัยพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูง : เปรียบเทียบระหว่างผู้ที่ควบคุมระดับความดันโลหิตได้กับผู้ที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้
Authors: ปราณี ทัดศรี; ยุภาพร นาคกลิ้ง
Abstract: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยายแบบเปรียบเทียบ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูงระหว่างผู้ที่ควบคุมระดับความดันโลหิตได้กับผู้ที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคความความ ดันโลหิตสูง จํานวน 226 คน แบ่งเป็นคุมระดับความดันโลหิตได้ 113 คน คุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ 113 คน ที่มารับบริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลหลักหก 1, หลักหก 2, บางพูน1, และบางพูน 2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์ข้อมูลส่วนบุคคลและแบบสัมภาษณ์พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพตามแนวคิดของเพนเดอร์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยายและ Independent t-test ผลการศึกษาพบว่าผู้เป็นความดันโลหิตสูงทั้ง 2 กลุ่มมีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพโดย รวมอยู่ในระดับปานกลาง สําหรับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพรายด้านพบว่า 1) กลุ่มที่ควบคุมความ ดันโลหิตได้ มีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมสุขภาพในระดับดี 3 ด้าน ได้แก่ ด้านสัมพันธภาพระหว่าง บุคคล, ด้านการเจริญทางจิตวิญญาณ และด้านการจัดการความเครียด และมีคะแนนเฉลี่ยในระดับ ปานกลาง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านความรับผิดชอบต่อสุขภาพ, ด้านกิจกรรมทางกาย และด้านโภชนาการ 2) กลุ่มที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ มีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมสุขภาพในระดับดี 2 ด้าน ได้แก่ ด้านการเจริญทางจิตวิญญาณ และด้านการจัดการความเครียด และมีคะแนนเฉลี่ยในระดับปานกลาง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านความรับผิดชอบต่อสุขภาพ, ด้านกิจกรรมทางกาย, ด้านโภชนาการ และด้าน สัมพันธภาพระหว่างบุคคลเมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของทั้ง 2 กลุ่มพบว่า ผู้เป็น โรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับความดันโลหิตได้มีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพโดยรวมและรายด้าน 2 ด้าน ได้แก่ ด้านความรับผิดชอบ และด้านสัมพันธภาพระหว่างบุคคล มีค่าคะแนนเฉลี่ยสูง กว่าผู้ที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้อย่าง งมีนัยสําคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) ผลการวิจัย ช่วยให้แนวทางในการส่งเสริมพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพในด้านที่จําเป็น เพื่อช่วยให้ผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูงสามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ</summary>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ผลของแนวปฏิบัติการจัดการความปวดและเพิ่มการเคลื่อนไหวของลำไส้ในผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปิดช่องท้องแบบเร่งด่วน</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3094" />
    <author>
      <name>รัตติยากร สุวรรณมงคล</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3094</id>
    <updated>2025-11-20T07:50:01Z</updated>
    <published>2568-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ผลของแนวปฏิบัติการจัดการความปวดและเพิ่มการเคลื่อนไหวของลำไส้ในผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปิดช่องท้องแบบเร่งด่วน
Authors: รัตติยากร สุวรรณมงคล
Abstract: การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการนำแนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นสำหรับการจัดการความปวดและเพิ่มการเคลื่อนไหวของลำไส้ในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปิดช่องท้องแบบเร่งด่วน กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วย ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไส้ติ่งแตก กระเพาะอาหารหรือลำไส้ทะลุ และลำไส้อุดตัน ซึ่งจำเป็นต้องผ่าตัดเปิดช่องท้องแบบเร่งด่วนครั้งแรก โดยผู้ป่วยได้รับการรักษาในหอผู้ป่วยศัลยกรรมชาย 1 โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช รวมทั้งสิ้น 56 ราย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละ 28 ราย ได้แก่ กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามแนวปฏิบัติมาตรฐานของโรงพยาบาล และกลุ่มทดลองได้รับการดูแลตามแนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นใหม่ ชุดข้อมูลที่เก็บรวบรวมประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคล คะแนนความปวด การเคลื่อนไหวของลำไส้หลังผ่าตัด จำนวนวันนอนในโรงพยาบาล และค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้รับการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา อยู่ในช่วง 0.79 ถึง 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นสำหรับแบบบันทึกคะแนนความปวดและการเคลื่อนไหวของลำไส้หลังผ่าตัดเท่ากับ 0.92 และ 0.95 ตามลำดับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ร่วมกับการทดสอบแมน-วิทนีย์ ยู การทดสอบของฟรีดแมน การวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนความปวดต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) และมีการเคลื่อนไหวของลำไส้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วง 24, 48 และ 72 ชั่วโมงหลังผ่าตัด เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม อย่างไรก็ตามไม่พบความแตกต่างทางสถิติในด้านจำนวนวันนอนในโรงพยาบาลและค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลระหว่างสองกลุ่ม (p &gt; .05) ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นสำหรับการจัดการความปวดและการฟื้นฟูการทำงานของลำไส้ในผู้ป่วย เพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวของร่างกายและเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลรักษา
Description: วิทยานิพนธ์ (พ.ม. (การพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</summary>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

