<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Community:</title>
  <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/247" />
  <subtitle />
  <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/247</id>
  <updated>2026-02-02T01:52:22Z</updated>
  <dc:date>2026-02-02T01:52:22Z</dc:date>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การพัฒนาวิธี polymerase chain reaction with confronting two-pair primers เพื่อตรวจวินิจฉัยพาหะแอลฟาบวกธาลัสซีเมียชนิดขาดหายไป 3.7 กิโลเบส</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3052" />
    <author>
      <name>สมพล แพรพันธ์</name>
    </author>
    <author>
      <name>อดุลย์ บุญเฉลิมชัย</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุพัตรา วัฒนสาธิตอาภา</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3052</id>
    <updated>2025-10-29T05:55:22Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การพัฒนาวิธี polymerase chain reaction with confronting two-pair primers เพื่อตรวจวินิจฉัยพาหะแอลฟาบวกธาลัสซีเมียชนิดขาดหายไป 3.7 กิโลเบส
Authors: สมพล แพรพันธ์; อดุลย์ บุญเฉลิมชัย; สุพัตรา วัฒนสาธิตอาภา
Abstract: ผู้ป่วยโรคโลหิตจางทางพันธุกรรมชนิดฮีโมโกลินเอช ได้รับการถ่ายทอดพันธุกรรมจากบิดาและมารดาที่ฝ่ายหนึ่งเป็นพาหะชนิดแอลฟาศูนย์ธาลัสซีเมียและอีกฝ่ายเป็นพาหะชนิดแอลฟาบวกธาลัสซีเมีย โดยแนวทางป้องกันการเกิดผู้ป่วยรายใหม่ที่มีประสิทธิภาพคือการตรวจวินิจฉัยพาหะแอลฟาธาลัสซีเมีย ในคู่สมรส ร่วมกับการวางแผนก่อนมีบุตร งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนาวิธีตรวจวินิจฉัยระดับยีน polymerase chain reaction with confronting two-pair primers (PCR-CTPP) เพื่อใช้ตรวจพาหะแอลฟาบวกธาลัสซีเมียชนิดขาดหายไป 3.7 กิโลเบสในประชากร การทดลองเริ่มจากนำตัวอย่างดีเอ็นเอจากบุคลากรและนักศึกษาคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่ทราบว่าเป็นพาหะแอลฟาบวกธาลัสซีเมียชนิดขาดหายไป 3.7 กิโลเบสจำนวน 3 ราย มาหาลำดับเบสแล้ววิเคราะห์ตำแหน่งที่ขาดหายไปของยีนแอลฟา 2 โกลบิน เพื่อออกแบบไพร์เมอร์ 1 เส้นให้จับได้อย่างจำเพาะกับนิวคลีโอไทด์ของพาหะแอลฟาบวกธาลัสซีเมีย และอีก 1 เส้นให้จับได้อย่างจำเพาะต่อนิวคลีโอไทด์ของคนปกติ เมื่อเพิ่มขยายยีนร่วมกับคู่ของไพรเมอร์จะเกิด PCR product ขนาด 670 เบสในผู้ที่มียีนแอลฟาบวกธาลัสซีเมีย และขนาด 491 เบสในผู้ที่มียีนแอลฟา 2 โกลบินปกติ การทดสอบประสิทธิภาพของวิธี PCR-CTPP ในเบื้องต้นกับตัวอย่างดีเอ็นเอพาหะแอลฟาบวกธาลัสซีเมียชนิดขาดหายไป 3.7 กิโลเบส จำนวน 7 ราย และคนปกติจำนวน 2 รายพบว่ามีค่าความจำเพาะและค่าความไวในการวินิจฉัยร้อยละ 100 ดังนั้นวิธี PCR-CTPP ที่ออกแบบและพัฒนาขึ้นนี้ น่าจะเป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับการตรวจวินิจฉัยพาหะแอลฟาบวกธาลัสซีเมียชนิดขาดหายไป 3.7 กิโลเบสในประชากรได้</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การตรวจการดื้อยาโคลิสตินในเชื้อ Escherichia coli ที่ก่อโรคทางเดินปัสสาวะที่ดื้อยา กลุ่ม third generation cephalosporin หรือ carbepenem</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3051" />
    <author>
      <name>ศิริพร โควบุตร</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3051</id>
    <updated>2025-10-29T05:51:10Z</updated>
    <published>2566-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การตรวจการดื้อยาโคลิสตินในเชื้อ Escherichia coli ที่ก่อโรคทางเดินปัสสาวะที่ดื้อยา กลุ่ม third generation cephalosporin หรือ carbepenem
Authors: ศิริพร โควบุตร
Abstract: ปัจจุบันมีรายงานการติดเชื้อดื้อยาที่เพิ่มมากขึ้น สาเหตุสำคัญมาจากการใช้ยาต้านจุลชีพที่มากเกินความจำเป็นทำให้เชื้อเกิดการดื้อต่อยา โดยมีรายงานพบการดื้อยาโคลิสตินในเชื้อวงศ์ Enterobacterales ที่ดื้อยากลุ่ม third generation cephalosporins, carbapenems งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและความสัมพันธ์ของยีน mcr-1 และ int-1 ในเชื้อ uropathogenic E. coli (UPEC) ที่ดื้อยาในกลุ่ม third generation cephalosporins และ carbapenems ที่แยกได้จากผู้ป่วยในโรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานีปี 2560 จำนวน 83 ตัวอย่าง มาทดสอบหาค่า minimal inhibitory concentration (MIC) ต่อโคลิสติน โดยใช้วิธี broth microdilution และตรวจหายีน mcr-1 และ int-1 ด้วยวิธี polymerase chain reaction (PCR) จากการศึกษาพบว่า ในเชื้อ uropathogenic E. coli มีค่า MIC = 1 μg/ml ร้อยละ 4.8 และเชื้อที่มีค่า MIC = 2 μg/ml ร้อยละ 95.2 ซึ่งแปลผลได้ว่ามีความไวต่อยาโคลิสติน ในการศึกษาครั้งนี้ตรวจไม่พบยีน mcr-1 แต่พบยีน int-1 ร้อยละ 67.5 โดยยีน int-1 พบในเชื้อ UPEC ที่มีการดื้อยาหลายขนาน (multidrug resistance) ซึ่งยีน int-1 มีบทบาทสำคัญในการแพร่กระจายยีนดื้อยา</summary>
    <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การศึกษาการปลอมปนสารเสตียรอยด์ในยาแผนโบราณจากตลาดและศูนย์การค้าบริเวณใกล้เคียงมหาวิทยาลัยรังสิต จังหวัดปทุมธานี ด้วยเทคนิค Thin-layer chromatography</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2739" />
    <author>
      <name>นิตติญา ชาวชายโขง</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2739</id>
    <updated>2025-02-07T07:12:27Z</updated>
    <published>2565-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การศึกษาการปลอมปนสารเสตียรอยด์ในยาแผนโบราณจากตลาดและศูนย์การค้าบริเวณใกล้เคียงมหาวิทยาลัยรังสิต จังหวัดปทุมธานี ด้วยเทคนิค Thin-layer chromatography
Authors: นิตติญา ชาวชายโขง</summary>
    <dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การตรวจหายีน PMQR และการทำงานของปั๊มขับยาในเชื้อ Escherichia coli ก่อโรคทางเดินปัสสาวะที่ดื้อยาฟลูออโรควิโนโลน</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2524" />
    <author>
      <name>นิภาพร เทวาวงค์</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2524</id>
    <updated>2024-09-16T03:47:19Z</updated>
    <published>2566-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การตรวจหายีน PMQR และการทำงานของปั๊มขับยาในเชื้อ Escherichia coli ก่อโรคทางเดินปัสสาวะที่ดื้อยาฟลูออโรควิโนโลน
Authors: นิภาพร เทวาวงค์
Abstract: Fluoroquinolones (FQs) ถูกใช้อย่างแพร่หลายในการรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (UTIs) ประเทศไทยมีรายงานความชุกของการดื้อยา FQs ในเชื้อ Escherichia coli ที่ก่อโรคทางเดินปัสสาวะ (UPEC) ที่เพิ่มมากขึ้น จุดประสงค์ของงานวิจัยนี้เพื่อตรวจสอบความชุกของยีน PMQR และตรวจหาฟีโนไทป์และจีโนไทป์ของปั๊มขับยาในเชื้อ UPEC ที่ดื้อต่อ FQs วิเคราะห์เชื้อ E. coli ที่ดื้อต่อยา FQs จำนวน 131 สายพันธุ์ ที่แยกได้จากผู้ป่วย UTI ผลทดสอบความไวต่อยาในอาหารเหลว พบเชื้อดื้อยา CIP ในระดับสูงคิดเป็นร้อยละ 82.5 ของเชื้อที่แยกได้ 37 สายพันธุ์ของเชื้อที่แยกได้มียีน PMQR อย่างน้อยหนึ่งยีน: aac(6')lb-cr (ร้อยละ 22.9), qnrS (ร้อยละ 7.6) และ qnrB (ร้อยละ 0.8) อย่างไรก็ตามไม่พบยีน qnrA qnrC qnrD oqxAB และ qepA ในเชื้อ UPEC ที่ทดสอบ พบความชุกของยีน acc(6’)-lb-cr ร่วมกับยีน qnrS มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 8.1 ของเชื้อที่แยกได้ทั้งหมด ตรวจ PCR เพื่อหายีน acrA, acrB และ TolC พบว่าเชื้อที่ดื้อต่อ ciprofloxacin ทั้งหมดมียีนเหล่านี้ซึ่งจะเข้ารหัสเป็นโปรตีนของปั๊มขับยาชนิด AcrAB/TolC จากเชื้อ UPEC ทั้งหมดพบ 33 สายพันธุ์ (ร้อยละ 25.2) มีค่า MICs ต่อยา CIP ลดลง 4 ถึง 64 เท่าหลังจากเติมสารยับยั้งการทำงานของปั๊มขับยา CCCP หรือ PAβN โดยสรุป ยีน aac(6’)-Ib-cr เป็นยีน PMQR ที่พบมากที่สุด ยีน qnr ที่พบมากที่สุดคือ qnrS และไม่มีสายพันธุ์ใดที่มียีน qnrA qnrC และ qnrD ปั๊มขับยาชนิด AcrAB/TolC เป็นหนึ่งในกลไกหลักที่มีส่วนในการดื้อต่อยา ciprofloxacin ในกลุ่ม UPEC ที่แยกได้ในงานวิจัยนี้ การดื้อยาแบบ PMQR และ การขับยาออกโดยปั๊มชนิด AcrAB/TolC อาจไม่ใช่กลไกหลักของการดื้อยาในกลุ่ม FQs ดังนั้นการศึกษาเพิ่มเติมจึงจำเป็นต้องตรวจสอบการกลายพันธุ์ที่ตำแหน่งเป้าหมายของเอนไซม์ DNA gyrase หรือ topoisomerase IV</summary>
    <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

