<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection:</title>
  <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/254" />
  <subtitle />
  <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/254</id>
  <updated>2026-04-28T14:55:05Z</updated>
  <dc:date>2026-04-28T14:55:05Z</dc:date>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลของการฝังเข็มที่จุดโฮ่วซี (后溪) จงจู่ (中渚) ล่าวเจิ่น (落枕) กับ การฝังเข็มหูบริเวณจุดจิ่ง (颈) จุดเจิ่น(枕) จุดเจียน (肩) และ จุดเสินเหมิน(神门) ในการบรรเทาอาการปวดคอ บ่า ไหล่ : การทดลองเปรียบเทียบแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3056" />
    <author>
      <name>ภาสกิจ วัณนาวิบูล</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3056</id>
    <updated>2025-10-29T06:23:45Z</updated>
    <published>2566-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลของการฝังเข็มที่จุดโฮ่วซี (后溪) จงจู่ (中渚) ล่าวเจิ่น (落枕) กับ การฝังเข็มหูบริเวณจุดจิ่ง (颈) จุดเจิ่น(枕) จุดเจียน (肩) และ จุดเสินเหมิน(神门) ในการบรรเทาอาการปวดคอ บ่า ไหล่ : การทดลองเปรียบเทียบแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม
Authors: ภาสกิจ วัณนาวิบูล
Abstract: บทนำและวัตถุประสงค์: อาการปวดคอ บ่า ไหล่เป็นปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในวัยทำงาน เนื่องจากการนั่งทำงานหรือทำกิจกรรมเดิมซ้ำ ๆ ต่อเนื่อง ปัจจุบันมีการรักษาอาการปวดด้วยยา กายภาพบำบัด การนวด การครอบกระปุกสูญญกาศ รวมถึงการฝังเข็ม เช่น การฝังเข็มที่บริเวณต้นต้นคอ หัวไหล่ มือ และเท้า นอกจากนี้ การฝังเข็มหูยังมีรายงานว่าสามารถบรรเทาอาการปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลของการฝังเข็มบริเวณจุดจิ่งจุย จุดเจิ่น จุดเจียน และจุดเสินเหมินกับการฝังเข็มที่จุดโฮ่วซี จุดจงจู่ และจุดล่าวเจิ่นแบบกระตุ้นไฟฟ้า&#xD;
วิธีการศึกษา: การทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมในผู้ป่วย 40 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 คน รับการบำบัด 3 ครั้ง ประเมินอาการปวดด้วยแบบสอบถาม McGill แบบย่อและ Neuropathy Pain Scale (NPS) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติแบบ ANOVA&#xD;
ผลการศึกษา: การรักษาทั้งสองวิธีสามารถลดอาการปวดได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการรักษาด้วยฝังเข็มหูมีค่าเฉลี่ยความปวดต่างกันก่อน-หลังการรักษา 10.45 หน่วย ค่าเบี่ยงเบนเฉลี่ย 0.978 ส่วนการฝังเข็มที่มือ3 ตำแหน่งมีค่าเฉลี่ยความปวดต่างกัน 10.25 หน่วย ค่าเบี่ยงเบนเฉลี่ย 1.33&#xD;
อภิปรายผล: แม้ผลการรักษาทั้งสองวิธีมีประสิทธิผล แต่ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ&#xD;
ข้อสรุปและข้อเสนอแนะ: การฝังเข็มหูและการฝังเข็มที่จุดโฮ่วซี จุดจงจู่ และจุดล่าวเจิ่นเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเหมาะสมสำหรับการบรรเทาอาการปวดคอ บ่า ไหล่ในเวชปฏิบัติ&#xD;
คำสำคัญ: ฝังเข็มหู, จุดโฮ่วซี,จุดจงจู่ ,จุดล่าวเจิ่น ,ปวดคอ บ่า ไหล่</summary>
    <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การพัฒนาสูตรตำรับยาน้ำมันมหาจักรในรูปแบบยาพ่นละอองฝอยแบบก่อฟิล์มที่ผิวหนังสำหรับยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3055" />
    <author>
      <name>สมพร ผลกระโทก</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3055</id>
    <updated>2025-10-29T06:19:14Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การพัฒนาสูตรตำรับยาน้ำมันมหาจักรในรูปแบบยาพ่นละอองฝอยแบบก่อฟิล์มที่ผิวหนังสำหรับยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย
Authors: สมพร ผลกระโทก
Abstract: ยาน้ำมันมหาจักรเป็นตำรับยาน้ำมันในตำราพระโอสถพระนารายณ์ ถูกใช้รักษาแผลเรื้อรัง แก้เปื่อยคัน และทาแก้ปวดเมื่อย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาผลิตภัณฑ์จากตำรับยาน้ำมันมหาจักรในรูปแบบยาพ่นละอองฝอยแบบก่อฟิล์มที่ผิวหนังเพื่อฆ่าเชื้อก่อโรคที่ผิวหนัง โดยทำการออกการทดลองแบบ Full-factorial design (23) ทำการเตรียม 24 ตำรับ ประเมินผลค่าความหนืด ค่าแรงตึงผิว และค่าสัมผัสที่ผิว จากการศึกษาพบว่าตำรับ MJ2 มีคุณสมบัติที่ดี ประกอบด้วย 3% MJOil, 5%Eudragit S100 เป็นสารก่อฟิล์มPEG400 และ 1,3-butelene glycol (3:1) เป็นพลาสติไซเซอร์ และใช้ EtOH:Acetone (4:1) เป็นตัวทำละลาย ให้สารละลายก่อฟิล์มใสสีเหลืองอ่อน มีค่าแรงตึงผิว 19.49±0.04 และค่าสัมผัสที่ผิว 14.2±0.42 มีลักษณะการกระจายตัวบนพื้นผิวได้ดี ให้ลักษณะแผ่นฟิล์มใส มีความยืดหยุ่นและล้างออกได้ง่าย เมื่อสเปรย์ลงบนผิวสามารถแห้งภายในระยะเวลา 5.58±0.39 นาที มีค่าความเป็นกรด ด่าง 4.78±0.159 การศึกษาเสถียรภาพของผลิตภัณฑ์ที่อุณหภูมิ 4 และ 45 ◦C จำนวน 6 ซ้ำ พบว่า มีค่าความเป็นกรด ด่าง ในช่วง 4.78±0.159 โดยที่ 4 ◦C เกิดตะกอนสีขาวขุ่น เขย่าไม่คืนตัว และที่ 45 ◦C เมื่อเก็บเป็นระยะเวลานานความหนืดเพิ่มขึ้น การศึกษาการซึมผ่านของตำรับยาน้ำมันมหาจักรรูปแบบยาพ่นละอองฝอยแบบก่อฟิล์ม ด้วยวิธี Franz diffusion cell เปรียบการซึมผ่านผ่านหนังหมูแรกเกิดและ cellulose acetate membrane ที่เวลา 24 hr มีค่าการซึมผ่านของสาร piperine ต่อพื้นที่หน้าตัด 0.0612 μg/cm2 และ 0.4798 μg/cm2 ตามลำดับ</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การพัฒนาสารไดไฮโดรออกซีเรสเวอราทรอลจากแก่นมะหาดเป็นผลิตภัณฑ์ครีมเพิ่มความขาวของผิวในรูปแบบแอลฟาเเจล</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2562" />
    <author>
      <name>ประสาน ตั้งยืนยงวัฒนา</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2562</id>
    <updated>2024-09-17T06:48:50Z</updated>
    <published>2566-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การพัฒนาสารไดไฮโดรออกซีเรสเวอราทรอลจากแก่นมะหาดเป็นผลิตภัณฑ์ครีมเพิ่มความขาวของผิวในรูปแบบแอลฟาเเจล
Authors: ประสาน ตั้งยืนยงวัฒนา
Abstract: งานวิจัยนี้ได้ทําการเตรียมสารสกัดจากแก่นมะหาดโดยทําการเก็บตัวอย่างแก่นมะหาดจากร้านขายสมุนไพร 5 แหล่งในเขตกรุงเทพมหานคร ทําการตรวจสอบความถูกต้องของตัวอย่างด้วยการ ส่องจุลทัศน์ลักษณะของผงแก่นมะหาด พบว่าทั้ง 5 ตัวอย่างผ่านเกณฑ์ จากนั้นนําแก่นมะหาดมาหมัก ด้วยเอทานอลเป็นเวลา 7 วัน กรองสารสกัดและระเหยตัวทําละลายออกด้วยเครื่อง Rotary evaporator ทํา การวิเคราะห์หาน้าหนักสารสกัดและปริมาณไดไฮโดรออกซีเรสเวอราทรอลในแต่ละแหล่งด้วยเทคนิคHPTLC โดยพบว่าแก่นมะหาดจาก 4 แหล่ง ให้ปริมาณสารออกซีเรสเวอราทรอลมีปริมาณโดยน้ําหนัก จากสารสกัด (%W/W) ในช่วง 6.70 ± 0.09 ถึง 14.32 ± 0.12 อีกหนึ่งแหล่งไม่พบสารดังกล่าว จากนั้น ทําการสังเคราะห์สาร ไดไฮโดรออกซีเรสเวอราทรอลจากสารออกซีเรสเวอราทรอล โดยใช้สาร แอมโมเนียมฟอร์เมตเป็นสารปลดปล่อยแก๊สไฮโดรเจน โดยมี Parc เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาโดยทําการรีฟ ลักซ์ในเมทานอล ได้ผลผลิตที่สูงสุดคิดเป็นร้อยละ 55.62 (55.62 % Yield) โดยใช้อัตราส่วนของ แอมโมเนียมฟอร์เมต กับ Pd/C เท่ากับ 0.54 : 0.01 กรัม (10.8 eq : 1 eq) และทําการส่งตรวจสอบ โครงสร้างทางเคมีด้วย UV, IR, NMR และ MS สารไดไฮโดรออกซิเรสเวอราทรอลที่ได้ถูกนําาไป ทดสอบความเป็นพิษของสารต่อเซลล์ไลน์ Vero โดยมีค่าเฉลี่ยของฤทธิ์ยับยั้งที่ระดับ IC เท่ากับ 934.5143.51 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ซึ่งถือได้ว่าไม่มีความเป็นพิษต่อเซลล์ไฟโบบลาสของผิวหนัง จากนั้นทําการทดสอบการระคายเคืองของสารต่อผิวหนัง โดยได้ทําการทดสอบโดยใช้แบบจําลอง เนื้อเยื่อผิวหนัง (Reconstructed Human Epidermis, RHE) ที่มีความคล้ายคลึงทางกายภาพและการ ตอบสนองทางชีวภาพเช่นเดียวกับหนังกําพร้า (epidermis) พบว่าสาร ไดไฮโดรออกซิเรสเวอราทรอลมี ระดับความเข้มข้น 349.5 มิลลิกรัมใน 1.25 มิลลิลิตร โดยมีร้อยละการรอดชีวิตของเซลล์เท่ากับ 109.38+1.84 ในขณะที่สารควบคุมลบและสารควบคุมบวกมีค่าเท่ากับร้อยละ100.00±0.94 และ 1.03+0.08 สรุปได้ว่าพบว่าสาร ไดไฮโดรออกซิเรสเวอราทรอลไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง (Non-irritant) ผลการเตรียมครีมพื้นในรูปแบบแอลฟาเจล จํานวน 4 สูตร พบว่าได้ตํารับครีมมีลักษณะ ทางกายภาพแตกต่างกัน รวมทั้งลักษณะโครงสร้างเฉพาะแอลฟาเจลที่ส่องผ่านกล้องจุลทรรศน์ภายใต้ แสงโพลาไรซ์มีความแตกต่างกัน พบว่าสูตรที่ใช้ shea butter ให้ลักษณะเนื้อครีมที่ดี สีขาว เนื้อเนียน มี การซึมผ่านผิวเมื่อทาได้ดี มีลักษณะของแอลฟาเจล โดยพบ maltess cross มากกว่าสูตรอื่น ๆ ส่วนสูตรที่ ใช้ lanolin ไม่ให้ลักษณะของ maltess cross เลย และมีความหนืดสูง เมื่อนําสูตรที่ใช้ shea butter มาผสมกับสารไดไฮโดรออกซิเรสเวอราทอลก็ได้เนื้อครีมที่มีสีเหลืองอ่อนๆ ยังคงมีลักษณะและคุณสมบัติเหมือนเดิม</summary>
    <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การเปรียบเทียบประสิทธิผลของการรักษาด้วยการฝังเข็มศีรษะกับการฝังเข็ม ที่จุดปวดเอว (เยาโท่งเตี่ยน) ที่มือแบบกระตุ้นไฟฟ้าในผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง : การทดลองเปรียบเทียบแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2561" />
    <author>
      <name>ภาสกิจ วัณนาวิบูล</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2561</id>
    <updated>2024-09-17T06:45:46Z</updated>
    <published>2565-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การเปรียบเทียบประสิทธิผลของการรักษาด้วยการฝังเข็มศีรษะกับการฝังเข็ม ที่จุดปวดเอว (เยาโท่งเตี่ยน) ที่มือแบบกระตุ้นไฟฟ้าในผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง : การทดลองเปรียบเทียบแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม
Authors: ภาสกิจ วัณนาวิบูล
Abstract: รายงานวิจัยเรื่อง" การเปรียบเทียบประสิทธิผลของการรักษาด้วยการฝังเข็มศีรษะกับการฝังเข็มที่จุดปวดเอว(เยาโท่งเตี่ยน) ที่มือ แบบกระตุ้นไฟฟ้า ในผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง : การทดลองเปรียบเทียบแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 40 คน จากผู้ใช้บริการสหคลินิกการแพทย์แผนตะวันออก(ไทย-จีน) มหาวิทยาลัยรังสิต ทำการเก็บบันทึกการรักษาจากข้อมูลจากกลุ่มผู้ป่วยแบบสุ่ม แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมรวม 2 กลุ่มๆละ 20 คน โดยใช้การประเมินข้อมูลด้วยแบบสอบถามความปวดแบบแมคกิลล์แบบย่อ(Shortform McGill Pain Questionnaire) และ Neuropathy Pain Scale (NPS) และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐานได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D)&#xD;
ประสิทธิผลของการรักษาอาการปวดหลังส่วนล่างด้วยการฝังเข็มศีรษะแบบกระตุ้นด้วยไฟฟ้า จากการเก็บข้อมูลที่แสดงร้อยละความแตกต่างของผลการทดสอบก่อนและหลังการรักษาไฟฟ้าของอาสาสมัคร 20 คน เป็นจำนวน 3 ครั้ง พบว่า ค่าความต่างของค่าเฉลี่ยก่อนและหลังการรักษาครั้งแรกเท่ากับ 2.37 ครั้งที่สองเท่ากับ 1.5 และ ครั้งที่สามเท่ากับ 1.83 กล่าวได้ว่าผลของการรักษาสามครั้ง มีค่า t-stat มากกว่า t-table ทุกตัว หมายความว่าความเจ็บปวดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งมีค่าความผิดพลาด (Sig) น้อยกว่าร้อยละ 0.05 ส่วนผลการฝังเข็มที่จุดปวดเอว(เยาโท่งเตี่ยน) ที่มือแบบกระตุ้นไฟฟ้า ของอาสาสมัคร 20 คน เป็นจำนวน 3 ครั้ง พบว่า ค่าความต่างของค่าเฉลี่ยก่อนและหลังการเท่ากับ 2.35 ครั้งที่สองเท่ากับ 2.12 และครั้งที่สามเท่ากับ 1.45 กล่าวได้ว่าผลของการรักษาทั้งสามครั้ง มีค่า t-stat มากกว่า t-table ทุกตัว หมายความว่าความเจ็บปวดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งมีค่าความผิดพลาด(Sig) น้อยกว่าร้อยละ 0.05&#xD;
สรุปได้ว่าความแตกต่างระหว่างก่อนรักษาและหลังรักษาของทั้ง 2แบบมีผลเชิงบวก การรักษามีผลดีในเชิงสถิติการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของผลการรักษาระหว่างการฝังเข็มศีรษะด้วยไฟฟ้า กับการฝังเข็มที่จุดปวดเอว(เยาโท่งเตี่ยน) ที่มือ แบบกระตุ้นไฟฟ้า ค่าเฉลี่ย (Mean) ก่อนการรักษาครั้งแรกและหลังการรักษาครั้งที่สามของการรักษาด้วยการฝังเข็มศีรษะแบบกระตุ้นด้วยไฟฟ้า จะมีค่าเฉลี่ยต่างกันเท่ากับ 5.6 และมีค่าเบี่ยงเบนจากค่าเฉลี่ย (Mean) เท่ากับ 1.29 เมื่อเปรียบเทียบแบบเดียวกันของการฝังเข็มที่จุดปวดเอว(เยาโท่งเตี่ยน) ที่มือ มีค่าเฉลี่ยต่างกันเท่ากับ 4.97 และมีค่าเบี่ยงเบนจากค่าเฉลี่ย (Mean) เท่ากับ 1.25 สรุปได้ว่า ระดับความแตกต่างของผลการรักษาทั้งสามครั้งของการกระตุ้นทั้งสองวิธีนั้นไม่แตกต่างกัน และระดับความแตกต่างของความเจ็บปวดก่อนรักษาครั้งแรกและหลังรักษาครั้งที่สามของการกระตุ้นทั้งสองวิธีได้ผลที่ดีขึ้นไม่แตกต่างกัน</summary>
    <dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

