<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection:</title>
  <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/260" />
  <subtitle />
  <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/260</id>
  <updated>2026-01-15T06:16:50Z</updated>
  <dc:date>2026-01-15T06:16:50Z</dc:date>
  <entry>
    <title>การสังเคราะห์และศึกษาคุณลักษณะของโครงเลี้ยงเซลล์จากโอลิโกเมอร์โดปามีน เมทาคริเลตและคอลลาเจนไฮโดรไลเซตสำหรับวิศวกรรมเนื้อเยื่อ</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2831" />
    <author>
      <name>กิติพงษ์ ปาสาณพงศ์</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2831</id>
    <updated>2025-09-15T06:38:28Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การสังเคราะห์และศึกษาคุณลักษณะของโครงเลี้ยงเซลล์จากโอลิโกเมอร์โดปามีน เมทาคริเลตและคอลลาเจนไฮโดรไลเซตสำหรับวิศวกรรมเนื้อเยื่อ
Authors: กิติพงษ์ ปาสาณพงศ์
Abstract: การศึกษานี้เป็นการสร้างโครงเลี้ยงเซลล์ ซึ่งประกอบด้วยการตรวจสอบโครงสร้างและ&#xD;
องค์ประกอบทางเคมีของ DMA ด้วยเทคนิค NMR และ FTIR เพื่อยืนยันความสำเร็จของการ&#xD;
สังเคราะห์ และตรวจสอบ DMA ด้วยเทคนิค DSC ก่อนที่จะเปลี่ยนไปเป็น ODMA จากนั้นนำ&#xD;
ODMAไปผสมกับ PEGDMA ที่ความเข้มข้นแตกต่างกันเพื่อปรับปรุงความสามารถในการพิมพ์&#xD;
โครงเลี้ยงเซลล์สามมิติด้วยเทคนิคการพิมพ์แบบ DLP จากนั้นนำไปตรวจสอบโครงเลี้ยงเซลล์&#xD;
ODMA/PEGDMA ด้วย SEM แล้วจึงตรวจสอบสมบัติของ CH หลังจากการทำให้ปราศจากเชื้อด้วยวิธีการต่าง ๆ โดยเทคนิค FTIR และ DSC จากนั้นตรวจสอบความมีชีวิตรอดของเซลล์ไฟโบรบลาสต์ในระดับ In Vitro ที่ 24 ชั่วโมง แล้วจึงนำ ODMA/PEGDMA/CH มาพิมพ์ร่วมกันแล้วนำมาทดสอบร่วมกับเซลล์คอนโดรไซต์ เพื่อตรวจสอบความมีชีวิตรอดและการเพิ่มจำนวนของเซลล์ที่24 48 และ 72 ชั่วโมง จากผลการทดทองพบว่าสามารถสังเคราะห์ DMA ได้สำเร็จจากการยืนยันด้วย NMR และ FTIR แล้วสามารถเปลี่ยนเป็น ODMA ได้ และเมื่อนำมาผสมกับ PEGDMA ที่ความเข้มข้นตั้งแต่ 1.25% - 10% (%w/v) ทำให้สามารถช่วยเพิ่มความสามารถในการพิมพ์ขึ้นรูปของPEGDMA ด้วยเทคนิคการพิมพ์แบบ DLP ให้ดีขึ้นได้ และหลังจากการทำให้ CH ปราศจากเชื้อในทุกวิธีนั้นจะไม่ทำให้ CH เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางเคมีและมีความเข้ากันได้กับเซลล์ไฟโบรบลาสต์ สุดท้ายเมื่อนำทั้งสามองค์ประกอบมาพิมพ์ขึ้นรูปร่วมกันแล้วนำมาทดสอบร่วมกับเซลล์คอนโดรไซต์ในระดับ In Vitro พบว่าเซลล์คอนโดรไซต์สามารถมีชีวิตรอดและเพิมจำนวนได้สูงสุด
Description: วิทยานิพนธ์ (วศ.ม. (วิศวกรรมชีวการแพทย์ )) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2566</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การออกแบบและสร้างเครื่องวัดค่าอัตราการไหลของอากาศ ปริมาตรของอากาศ และ เวลาจากอปกรณ์ BreatheMAX® ผ่านสมาร์ทโฟนแอพพลิเคชั่น</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2830" />
    <author>
      <name>อัสมา อัลซากิต</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2830</id>
    <updated>2025-09-15T06:29:59Z</updated>
    <published>2566-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การออกแบบและสร้างเครื่องวัดค่าอัตราการไหลของอากาศ ปริมาตรของอากาศ และ เวลาจากอปกรณ์ BreatheMAX® ผ่านสมาร์ทโฟนแอพพลิเคชั่น
Authors: อัสมา อัลซากิต
Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและสร้างเครื่องวัดค่าอัตราการไหลของอากาศ&#xD;
ปริมาตรของอากาศ และเวลาจากอุปกรณ์ BreatheMAX® ผ่านสมาร์ทโฟนแอพพลิเคชั่นโดยใช้ โดยใช้หลักการเบอร์นูลี่ อิเลคทรอนิกส์ และการออกแบบแอพลิเคชัน ทำการวัดค่าความดันอากาศที่จุดสองจุดด้วยเซนเซอร์ความดันและประมวลผลด้วยไมโครคอนโทรเลอร์ตระกูล ESP32 และหาความสัมพันธ์ระหว่างความแตกต่างของความดันอากาศทั้งสองจุดและอัตราการไหลของอากาศทดสอบหาค่าความถูกต้องของอุปกรณ์ที่ออกแบบขึ้นเปรียบเทียบกับค่าจากอุปกรณ์มาตรฐาน(VT650 Gas Flow Analyzer) เพื่อวิเคราะห์ค่าความสัมพันธ์ ออกแบบอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับBreatheMAX® และการรับส่งค่าเพื่อไปประมวลผลที่แอพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน ผลการทดสอบพบว่าความสัมพันธ์ของความแตกต่างของความดันที่ทางเข้าและทางออกของ BreatheMAX® และอัตราการไหลของอากาศมีความสัมพันธ์เชิงเส้น เครื่องที่ออกแบบขึ้นสามารถวัดค่าความดันที่ทางเข้าและทางออกของ BreatheMAX® ได้ถูกต้องและสามารถรับส่งค่าไปยังแอพลิเคชันได้ โดยแอพลิเคชัน สามารถประมวลผลแสดงผลอัตราการไหลของอากาศ ปริมาตรของอากาศ และเวลาที่ใช้ในการฝึกได้ใกล้เคียงกับอุปกรณ์มาตรฐาน
Description: วิทยานิพนธ์ (วศ.ม. (วิศวกรรมชีวการแพทย์ )) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2566</summary>
    <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การออกแบบวิธีการหาคุณสมบัติเชิงกลของวัสดุแบบไม่ทำลาย โดยใช้ระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ร่วมกับปัญญาประดิษฐ์</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2829" />
    <author>
      <name>ธามัน ตู้บันเทิง</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2829</id>
    <updated>2025-09-15T06:21:02Z</updated>
    <published>2566-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การออกแบบวิธีการหาคุณสมบัติเชิงกลของวัสดุแบบไม่ทำลาย โดยใช้ระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ร่วมกับปัญญาประดิษฐ์
Authors: ธามัน ตู้บันเทิง
Abstract: การวิจัยในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อประยุกต์ใช้ระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ในการจำลอง&#xD;
ระยะการยุบตัวของวัสดุโฟมมาตรฐานที่ใช้สำหรับการทดสอบการทรงตัวทางคลินิก (CTSIB) และ ใช้ปัญญาประดิษฐ์ได้แก่ โครงข่ายประสาทเทียมและวิธีเชิงพันธุกรรมในการหาคุณสมบัติทางกลของวัสดุโฟมมาตรฐานเพื่อลดการสูญเสียวัสดุที่ถูกนำไปใช้ในการหาคุณสมบัติเชิงกลด้วยวิธีตามปรกติ โดยผลของงานวิจัยบ่งชี้ว่า โมเดลออกเดน มีความใกล้เคียงกับพฤติกรรมของโฟม มาตรฐานจึงถูกใช้ในการจาลองระยะการยุบตัว และข้อมูลจากการจำลองจะถูกใช้ในการสอนโครงข่ายประสาทเทียม การใช้โครงข่ายประสาทเทียมที่ผ่านการเรียนรู้มีความแม่นยำในการทำนายระยะการยุบตัวของวัสดุใกล้เคียงกับระยะการยุบตัวที่ถูกคำนวณจากการจำลองด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์และวิธีเชิงพันธุกรรมสามารถแสดงค่าคงที่ ซึ่งให้ผลลัพธ์การทำนายด้วยโครงข่ายประสาทเทียมมีระยะการยุบตัวของโฟมมาตรฐานที่ใกล้เคียงกับผลลัพธ์จากการทดสอบการกดบนวัสดุโฟมทางคลินิก อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบระยะการยุบตัวที่ได้จากการทดสอบการกดบนวัสดุจริงเทียบกับผลลัพธ์ระยะการยุบตัวที่ได้จากการชุดข้อมูลซึ่งมาจากวิธีเชิงพันธุกรรมพบว่ามีค่าความคลาดเคลื่อนเฉลี่ย ± 0.75 เซนติเมตร
Description: วิทยานิพนธ์ (วศ.ม. (วิศวกรรมชีวการแพทย์ )) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2566</summary>
    <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการบริหารจัดการเครื่องมือแพทย์ในโรงพยาบาล ตามกระบวนการรับรองคุณภาพโรงพยาบาลระดับสากลเจซีไอ</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2828" />
    <author>
      <name>พัชรกมล เวชวินิจ</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2828</id>
    <updated>2025-09-15T06:05:45Z</updated>
    <published>2566-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการบริหารจัดการเครื่องมือแพทย์ในโรงพยาบาล ตามกระบวนการรับรองคุณภาพโรงพยาบาลระดับสากลเจซีไอ
Authors: พัชรกมล เวชวินิจ
Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการบริหารจัดการเครื่องมือแพทย์&#xD;
ในโรงพยาบาลตามกระบวนการรับรองคุณภาพโรงพยาบาลระดับสากลเจซีไอ กลุ่มตัวอย่าง คือ&#xD;
บุคลากรผู้เกี่ยวข้องกับการได้รับการรับรองคุณภาพโรงพยาบาลส่วนของเครื่องมือแพทย์ ที่&#xD;
ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากลเจซีไอ จำนวน 200 คน ใช้&#xD;
แบบสอบถามออนไลน์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยโครงการนี้ได้ผ่านการพิจารณาจาก&#xD;
คณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในคน สำนักงานจริยธรรมการวิจัย มหาวิทยาลัยรังสิต รหัสโครงการ RSU-ERB2023.104.3105 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าการแจกแจง ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติ Mann- Whitney U Test สถิติ Kruskal–Wallis Test สถิติค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์สเปียร์แมน และการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยด้านบุคคล ปัจจัยด้านวัสดุอุปกรณ์ ปัจจัยด้านงบประมาณ และปัจจัยด้านวิธีการ มีอิทธิพลต่อการบริหารจัดการเครื่องมือแพทย์ในโรงพยาบาลตามกระบวนการรับรองคุณภาพโรงพยาบาลระดับสากลเจซีไอ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยเรียงลา ดับตามอิทธิพลจากมากไปน้อย ได้แก่ ปัจจัยด้านวัสดุอุปกรณ์ ปัจจัยด้านบุคคล ปัจจัยด้านวิธีการ และปัจจัยด้านงบประมาณ ตามลำดับ จากผลการวิจัยครั้งนี้ ทำให้ทราบถึงความสำคัญของปัจจัย ซึ่งสามารถนำปัจจัยเหล่านี้มาเป็นข้อมูลในการบ่งชี้ถึงจุดแข็งจุดอ่อน และข้อบกพร่อง นำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาระบบการบริหารจัดการเครื่องมือแพทย์ในโรงพยาบาล ให้เป็นไปตามกระบวนการรับรองคุณภาพโรงพยาบาลระดับสากลเจซีไอ
Description: วิทยานิพนธ์ (วศ.ม. (วิศวกรรมชีวการแพทย์ )) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2566</summary>
    <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

