<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Community:</title>
  <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/264" />
  <subtitle />
  <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/264</id>
  <updated>2026-08-03T09:06:09Z</updated>
  <dc:date>2026-08-03T09:06:09Z</dc:date>
  <entry>
    <title>การสร้างการ์ดเกมส์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ในรายวิชารังสีชีววิทยา สำหรับนักศึกษาระดับชั้นปีที่ 2 คณะรังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยรังสิต</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3347" />
    <author>
      <name>มานัส มงคลสุข.</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3347</id>
    <updated>2026-06-09T05:40:21Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การสร้างการ์ดเกมส์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ในรายวิชารังสีชีววิทยา สำหรับนักศึกษาระดับชั้นปีที่ 2 คณะรังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยรังสิต
Authors: มานัส มงคลสุข.
Abstract: การสอนแบบดั้งเดิมมักไม่สามารถดึงดูดความสนใจของนักศึกษาในหัวข้อที่ซับซ้อนของรังสีชีววิทยาได้ ส่งผลให้ความเข้าใจในแนวคิดสำคัญ เช่น ผลกระทบของรังสีต่อระบบชีวภาพและกลไกการซ่อมแซมดีเอ็นเอ ถูกจำกัด การศึกษานี้มุ่งประเมินประสิทธิภาพของเกมการ์ดในการเพิ่มพูนการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมในกลุ่มนักศึกษาสาขาเทคโนโลยีรังสีวิทยาชั้นปีที่ 2 โดยมีนักศึกษา 60 คนถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มทดลองที่ใช้เกมการ์ด และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการสอนแบบดั้งเดิม ทั้งสองกลุ่มทำการทดสอบก่อนและหลังการเรียนเพื่อวัดผลการเรียนรู้ โดยกลุ่มทดลองยังได้ประเมินความพึงพอใจและการมีส่วนร่วมผ่านแบบสอบถามด้วย ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มทดลองมีการปรับปรุงคะแนนหลังการทดสอบเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 24.72% เทียบกับกลุ่มควบคุมที่มีการปรับเพิ่มเพียง 0.87% นอกจากนี้ นักศึกษากลุ่มทดลองยังรายงานระดับความพึงพอใจที่สูงถึง 4.43 และการมีส่วนร่วมที่ 4.46 โดยลักษณะเชิงปฏิสัมพันธ์และการร่วมมือของเกมถูกเน้นว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างความเข้าใจในแนวคิดที่ซับซ้อน ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าการผนวกเครื่องมือ เช่น เกมการ์ด เข้ากับการเรียนการสอน สามารถเพิ่มพูนความเข้าใจและการจดจำเนื้อหาที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีศักยภาพในการประยุกต์ใช้ในหลากหลายสาขาวิชาเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การสร้างแบบจำลองเครื่องเร่งอนุภาคเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนในรายวิชาอุปกรณ์รังสีรักษา สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะรังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยรังสิต</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3346" />
    <author>
      <name>กัญจนพร โตชัยกุล</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3346</id>
    <updated>2026-06-09T05:36:44Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การสร้างแบบจำลองเครื่องเร่งอนุภาคเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนในรายวิชาอุปกรณ์รังสีรักษา สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะรังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยรังสิต
Authors: กัญจนพร โตชัยกุล
Abstract: การสอนเรื่องเครื่องมือการตรวจวินิจฉัยด้วยรังสีเป็นหัวข้อสำคัญในหลักสูตรระดับปริญญาตรีด้านรังสีเทคนิค แต่โอกาสที่นักศึกษาจะได้ฝึกปฏิบัติการทำงานกับเครื่องเร่งอนุภาคถูกจำกัดด้วยปัจจัยด้านการเงินและระยะเวลา ดังนั้น การศึกษานี้มีเป้าหมายเพื่อบูรณาการโมเดลการพิมพ์สามมิติและประเมินประสิทธิภาพในการสอนเรื่องเครื่องเร่งอนุภาคให้กับนักศึกษารังสีเทคนิคระดับปริญญาตรี โมเดลทางกายภาพของเครื่องเร่งอนุภาคถูกสร้างขึ้นโดยการใช้เครื่องพิมพ์สามมิติชนิด Fused Deposition Modeling (FDM) เพื่อเพิ่มความเข้าใจให้กับนักศึกษาจำนวน 114 คน โดยถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มควบคุมและกลุ่มใช้โมเดลสามมิติ ผลการทดสอบทางทฤษฎีของกลุ่มที่ใช้โมเดลสามมิติสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (p-value &lt; 0.05) อีกทั้ง การเพิ่มโอกาสในการฝึกปฏิบัติก่อนการฝึกงานทำให้นักศึกษาในกลุ่มใช้โมเดลสามมิติมีความกังวลลดลง และมีประสิทธิภาพมากขึ้นในสถานการณ์จริง และผลจากการตอบกลับระบุว่านักศึกษามากกว่า 94 เปอร์เซ็นต์เชื่อว่าการสอนแบบใหม่นี้เป็นประโยชน์ในการเพิ่มความเข้าใจและการปฏิบัติ</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานผลงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การประเมินรังสีกระเจิงที่เกิดขึ้นจริงระหว่างการตรวจจากเครื่องวัดความหนาแน่นมวลกระดูกในกระดูกสันหลังและกระดูกส่วนปลาย</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3050" />
    <author>
      <name>มานัส มงคลสุข</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3050</id>
    <updated>2025-10-29T05:44:44Z</updated>
    <published>2566-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานผลงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การประเมินรังสีกระเจิงที่เกิดขึ้นจริงระหว่างการตรวจจากเครื่องวัดความหนาแน่นมวลกระดูกในกระดูกสันหลังและกระดูกส่วนปลาย
Authors: มานัส มงคลสุข
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการใช้หุ่นจาลองในการวัดปริมาณรังสีจากเครื่อง DXA และ pBMD โดยเปรียบเทียบกับการไม่ใช้หุ่นจาลอง ผลการทดลองพบว่าปริมาณรังสีที่วัดได้เมื่อใช้หุ่นจาลองสูงกว่าการไม่ใช้หุ่นจาลองเล็กน้อย โดยเฉพาะที่ระยะ 0 และ 25 เซนติเมตร ซึ่งเป็นระยะที่มีปริมาณรังสีสูงสุด การเพิ่มขึ้นของปริมาณรังสีนี้เกิดจากรังสีกระเจิงที่เพิ่มขึ้นเมื่อมีวัตถุอยู่ในเส้นทางของรังสี การทดลองนี้เน้นย้าถึงความสาคัญของการเลือกวัสดุและตาแหน่งของหุ่นจาลองที่เหมาะสม เพื่อให้การวัดมีความแม่นยาและถูกต้อง นอกจากนี้ การวางแผนและการป้องกันรังสีมีความสาคัญในการลดความเสี่ยงจากรังสีที่ไม่จาเป็น ซึ่งอาจส่งผลต่อผู้ปฏิบัติงาน ข้อมูลที่ได้จากการวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงเครื่องมือวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกและเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานเครื่องมือทางการแพทย์ในอนาคต อีกทั้งยังช่วยให้การตรวจผู้ป่วยมีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น</summary>
    <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสบูรณ์ โครงการวิจัย การพัฒนาอุปกรณ์ควบคุมคุณภาพระบบเลเซอร์ภายในห้องฉายรังสี</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2745" />
    <author>
      <name>กฤษณะ อุทาพรม</name>
    </author>
    <author>
      <name>ธนพัฒน์ ช่องสาร</name>
    </author>
    <author>
      <name>ศิวพล หมันสิงห์</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2745</id>
    <updated>2025-04-04T02:48:17Z</updated>
    <published>2565-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสบูรณ์ โครงการวิจัย การพัฒนาอุปกรณ์ควบคุมคุณภาพระบบเลเซอร์ภายในห้องฉายรังสี
Authors: กฤษณะ อุทาพรม; ธนพัฒน์ ช่องสาร; ศิวพล หมันสิงห์
Abstract: รายงานวิจัยเรื่องพัฒนาอุปกรณ์ควบคุมคุณภาพระบบเลเซอร์เพื่อการจัดตําแหน่งของผู้ป่วยสําหรับเครื่องเร่งอนุภาคทางการแพทย์ เป็นการพัฒนาให้อุปกรณ์ดังกล่าวสามารถจัดตําแหน่งได้ง่ายขึ้นและลดเวลาในการทํางานที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมคุณภาพเครื่องเร่งอนุภาคทางการแพทย์ การออกแบบอุปกรณ์ควบคุมคุณภาพเลเซอร์ภายในห้องฉายรังสีถูกแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ฐานที่สามารถปรับสมดุลได้และส่วนทดสอบ การสร้างชิ้นงานผลิตขึ้นโดยใช้การพิมพ์สามมิติด้วยเส้น พลาสติกชนิด PLA และ ABS จากนั้นทดสอบคุณสมบัติเบื้องต้น ได้แก่ ความถูกต้องของการพิมพ์สาม มิติและความสามารถในการชดเชยพื้นเอียง และทดสอบคุณสมบัติในการใช้งาน ได้แก่ความสามารถ ในการจัดตําแหน่ง ความถูกต้องในการจัดตําแหน่งและวิเคราะห์ประสิทธิภาพของการทํางานจาก เวลาที่ใช้ในการจําตําแหน่งอุปกรณ์ พบว่าอุปกรณ์ควบคุมคุณภาพระบบเลเซอร์ที่พัฒนาในงานวิจัยนี้ มีความสามารถชดเชยพื้นเอียงได้อย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ โดยสามารถชดเชยความเอียงของ อุปกรณ์ที่เกิดจากการวางบนพื้นลาดเอียง 2 องศา ให้เหลือความลาดเอียงน้อยกว่า 0.001 5 องศา มี ความสามารถในการจัดตําแหน่ง โดยมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานน้อยกว่า 0.3 ในทุก ๆ แนวการ เคลื่อนที่ มีความถูกต้องในการจัดตําแหน่งไปยังจุดหมุนร่วมของเครื่องเร่งอนุภาคโดยมีความ คลาดเคลื่อนน้อยกว่า 0.5 มิลลิเมตร และใช้เวลาในการจัดตําแหน่ง(ประสิทธิภาพ) โดยเฉลี่ยประมาณ 41.23 วินาที &#xD;
อุปกรณ์ควบคุมคุณภาพเลเซอร์ภายในห้องฉายรังสีที่พัฒนาในงานวิจัยนี้ สามารถชดเชยพื้น เอียงได้อย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติและมีประสิทธิภาพในการใช้งาน ขณะที่ยังมีระดับความถูกต้องใน การจัดตําแหน่งและความสามารถในการทําซ้ำอยู่ในระดับที่ยอมรับได้</summary>
    <dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

