<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection:</title>
  <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/312" />
  <subtitle />
  <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/312</id>
  <updated>2026-01-18T14:30:48Z</updated>
  <dc:date>2026-01-18T14:30:48Z</dc:date>
  <entry>
    <title>ความคงตัวและกิจกรรมการยับยั้งเอนไซม์เอซีอีของโปรตีนกากรำสกัด</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2594" />
    <author>
      <name>ยุพกนิษฐ์ พ่วงวีระกุล</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุวิมล สร้อยทองสุข</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2594</id>
    <updated>2024-10-11T02:36:42Z</updated>
    <published>2560-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ความคงตัวและกิจกรรมการยับยั้งเอนไซม์เอซีอีของโปรตีนกากรำสกัด
Authors: ยุพกนิษฐ์ พ่วงวีระกุล; สุวิมล สร้อยทองสุข
Abstract: ผงโปรตีนไฮโดรไลเสทที่ผลิตจากวัตถุดิบกากรําสกัดร่วมกับข้าวมอลต์จากวิธีสกัดด้วยอิน เนอร์เอนไซม์และวิธีสกัดด้วยอินเนอร์เอนไซม์เสริมด้วยเอนไซม์ทางการค้าโบรมีเลนมีปริมาณโปรตีน แตกต่างกันเท่ากับร้อยละ 6.33 และร้อยละ 9.06 ตามลําดับ เช่นเดียวกับปริมาณโปรตีน ผลการวิเคราะห์ค่า การละลาย ความสามารถในการเกิดโฟม และกิจกรรมต้านอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้นเมื่อมีการเพิ่มขึ้นของโปรตีน ที่ละลายน้ําจากได้จากวิธีสกัดด้วยอินเนอร์เอนไซม์เสริมด้วยเอนไซม์ทางการค้าโบรมีเลน อย่างไรก็ตาม พบว่าผงโปรตีน ไฮโดรไลเซทจากวิธีสกัดด้วนอินเนอร์เอนไซม์แสดงค่าความสามารถในการเกิดโฟมสูงกว่า ผงโปรตีนไฮโดรไลเซทจากวิธีสกัดด้วยอินเนอร์เอนไซม์เสริมด้วยเอนไซม์ทางการค้าโบรมีเลน ยิ่งไปกว่า นั้น ยังพบว่าผงโปรตีนไฮโดรไลเซทจากวิธีสกัดด้วยอินเนอร์เอนไซม์มีปริมาณวิตามินบี 1 บี 3 และบี 6 สูง กว่าผงโปรตีนไฮโดรไละซทจากวิธีสกัดด้วยอินเนอร์เอนไซม์เสริมด้วยเอนไซม์ทางการค้าโบรมีเลน สําหรับ ผลการวิเคราะห์ชนิดและปริมาณกรดแอมิโนองค์ประกอบในผงโปรตีนไฮโดรไลเซทจากวิธีสกัดที่แตกต่าง กันสองวิธี พบว่าเกือบทั้งหมดของกรดแอมิโนจําเป็นมีปริมาณอยู่ในระดับมาตรฐานความต้องการของเด็ก และผู้ใหญ่ที่แนะนําโดย FAO/WHO/UNU ผงโปรตีนไฮโดรไลเสทมีความสามารถในการละลายน้ํา ได้ดีเยี่ยมเท่ากับร้อยะ 92-98 ผลการศึกษาความคงตัวของผงโปรตีนไฮโดรไลเสท พบว่าปัจจัยทั้งสามชนิด ได้แก่ - ปริมาณน้ำตาลที่แปรผันความเข้มข้นไว้ 3 ระดับ อุณหภูมิที่แปรผันไว้ 3 ระดับ และความเป็นกรด ต่างที่แปรผันไว้ 4 ระดับ มีผลต่อการค่าร้อยละแสงส่องผ่านทําให้ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มจําลองที่เติมผงโปรตีน สกัดมีความใสที่แตกต่างกัน แต่ไม่มีผลต่อปริมาณโปรตีนที่ละลายน้ำ ผลการวิเคราะห์คุณสมบัติในการ ยับยั้งเอนไซม์เอซีอีพบว่ามีค่าเท่ากับ 26-28% และขนาดของโปรตีนซึ่งวิเคราะห์โดยวิธี SDS-PAGE พบว่า เต็มไปด้วยองค์ประกอบจํานวนมากที่มีขนาดเล็กกว่า 20 กิโลคาลตัน</summary>
    <dc:date>2560-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยการศึกษาความสามารถในการใช้น้ำหมักมูลแพะเพื่อการผลิตพอลิไฮดรอกซีอัลคาโนเอต</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2344" />
    <author>
      <name>ณัฐพล ถนัดช่างแสง</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2344</id>
    <updated>2024-04-22T08:03:59Z</updated>
    <published>2556-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยการศึกษาความสามารถในการใช้น้ำหมักมูลแพะเพื่อการผลิตพอลิไฮดรอกซีอัลคาโนเอต
Authors: ณัฐพล ถนัดช่างแสง
Abstract: ปัจจุบันการผลิตพลาสติกชีวภาพชนิดพอลิไฮดรอกซีอัลคาโนเอต (Polyhydroxyalkanoate; PHA) สามารถสังเคราะห์ได้จากสารอินทรีย์หลายชนิด เช่น น้ำตาล หรือน้ำมันพืช ด้วยกระบวนการหมักทางชีวภาพ และถูกสะสมไว้ภายในเซลล์จุลินทรีย์หลากหลายสายพันธุ์ เช่น Alcaligenes eutrophus Cupriavidus necator และ Pseudomonas olevorans เป็นต้น อย่างไรก็ตามกระบวนการผลิต PHA มีต้นทุนที่สูงกว่าต้นทุนที่ใช้ในการผลิตพลาสติกสังเคราะห์อย่างมาก เนื่องจากวัตถุดิบในการผลิตส่วนใหญ่เป็นผลผลิตจากกระบวนการผลิตน้ำตาล หรือน้ำมันพืช ซึ่งมีราคาแพงและยังมีความต้องการของตลาดเพื่อบริโภค ดังนั้นงานวิจัยนี จึงได้ศึกษาเกี่ยวกับการน้ำมูลแพะซึ่งเป็นของเสียจากโรงงานปศุสัตว์มาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตกรดอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile Fatty Acids, VFAs) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นที่สามารถใช้เป็นแหล่งอาหารและพลังงานที่สำคัญสำหรับการผลิต PHA จากการศึกษาความเป็นไปได้ในการเกิดกรดอินทรีย์ระเหยง่ายจากมูลแพะด้วยการหมักการหมักมูลแพะแบบไร้อากาศ พบว่าอัตราส่วนมูลแพะต่อน้ำ 1:2 สามารถผลิตกรดอินทรีย์ระเหยง่ายได้มากที่สุดคือ อะซิเตต 2.3 g/L ตามด้วย บิวทิเรต 2.1 g/L และ โพรพิโอเนต 0.3 g/L ซึ่งให้ผลผลิตต่อกรัมของปริมาณของแข็งมูลแพะที่ใส่เข้าไปในระบบ หรือ YVFA/TVS คือ 0.122 g-VFA/g-TVS โดยพิจารณาแล้วมีปริมาณเพียงพอเทียบเท่ากับการหมักมูลวัว ซึ่งมีปริมาณเพียงพอสามารถที่จะใช้เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญในการผลิตพลาสติกชีวภาพ PHA ได้ จากนั้นเพาะเลี้ยงเชื้อจุลินทรีย์ทั้ง 3 สายพันธุ์ที่ผ่านการปรับสภาพด้วยกรดอินทรีย์บริสุทธิ์ผสม 3 ชนิด พบว่า เชื้อแบคทีเรีย Cupriavidus necator สามารถสะสม PHA ได้มากที่สุดคือ 3.75 เปอร์เซ็นต์ และสามารถเจริญเติบโตได้ดีที่สุด โดยมีความหนาแน่นของเซลล์ที่ 2.14 g/L โดยจุลินทรีย์สายพันธุ์นี มีคุณสมบัติในการใช้กรดอินทรีย์ระเหยง่ายในการเจริญเติบโตและสะสมPHA ได้ทุกประเภท คือ Propionic acid (1.93 g/L DCW, 1.65%) ตามด้วย Butyric acid (1.75 g/L DCW, 2.75%) และ Acetic acid (1.12 g/L DCW, 1.55%) สุดท้ายเมื่อเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์ Cupriavidus necator ด้วยน้ำหมักมูลแพะที่ได้จากการหมักแบบไร้อากาศในปริมาณ 10%--80% ของอาหารเลี้ยงเชื้อ พบว่าที่ความเข้มข้นของน้ำหมักมูลแพะที่ 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นสภาวะที่เหมาะสำหรับการเพาะเลี้ยงเชื้อแบคทีเรียชนิดนี มากที่สุด โดยแบคทีเรียชนิดนี จะให้ผลผลิต PHA โดยเฉลี่ยที่ 5 mg/L/hr สามารถสะสม PHA ได้ 9.38% ที่ความหนาแน่นของเซลล์ 3.84 g/L และมีปริมาณโคมอนอเมอร์ 3-hydroxyvalerate ประมาณ 6.3% ซึ่งคำนวณแล้วให้ผลผลิต YPHA/VFA คือ 0.001 g-PHA/g-VFA ดังนั้นจากผลการทดลองนี้ แสดงให้เห็นเป็นครั้งแรกว่าเชื้อจุลินทรีย์ชนิดนี้สามารถสร้างพอลิไฮดรอกซีอัลคาโนเอต จากอาหารเลี้ยงเชื้อที่ใช้ของเหลือทิ้งจากฟาร์มปศุสัตว์แพะเป็นอาหารได้ โดยปริมาณผลผลิตและคุณสมบัติของพลาสติกชีวภาพที่ได้จากน้ำหมักมูลแพะในการทดลองนี มีแนวโน้มที่จะสามารถนำงานวิจัยนี ไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้ในอนาคต</summary>
    <dc:date>2556-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ การปรับปรุงคุณภาพการหมักแบบอาหารแข็งของปุ๋ยหมักจากขยะอินทรีย์ร่วมกับวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2343" />
    <author>
      <name>ยุพกนิษฐ์ พ่วงวีระกุล</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2343</id>
    <updated>2024-04-22T07:57:33Z</updated>
    <published>2553-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ การปรับปรุงคุณภาพการหมักแบบอาหารแข็งของปุ๋ยหมักจากขยะอินทรีย์ร่วมกับวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร
Authors: ยุพกนิษฐ์ พ่วงวีระกุล
Abstract: ในการนำขยะอินทรีย์หนักร่วมกับวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร โดยเตรียมให้มีสัดส่วนโดย น้ำหนักแห้งของวัตถุดิบชนิดแกลบ เศษอาหาร ใบไม้ มูลสุกร เท่ากับ 3-6 : 3-6 : 0.5-1.: 0.5-1.5 ช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์ได้ตรงตามวัตถุประสงค์เฉลี่ยร้อยละ 84 โดยพบว่าเมื่อใช้สัดส่วนวัตถุดิบ เท่ากับ 3 : 6 : 1.5 : 1.5 สามารถลดปริมาณขยะอินทรีย์ได้สูงสุดเท่ากับร้อยละ 90 ภายในเวลา 41 วัน ผลการติดตามการเปลี่ยนแปลงทางเคมีที่เกิดขึ้นในระหว่างการหมักปุ๋ย ประกอบด้วย ปริมาณความชื้น คาร์บอน อินทรียวัตถุ ไนเตรต ฟอสฟอรัส พบว่ามีแนวโน้มที่เหมือนกันทุกสูตรทดลอง โดยพบการ ลดลงของความชื้น คาร์บอน อินทรียวัตถุพร้อม ๆ กับการเพิ่มขึ้นของไนเตรตและฟอสฟอรัส สำหรับ ผลการติดตามการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ คือ อุณหภูมิและค่าพีเอช พบการเปลี่ยนแปลงสองช่วงคือ ใน 1 วันแรกของการหมักพบการลดลงของค่าพีเอชในขณะที่มีการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ จากนั้นพีเอช มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในขณะที่อุณหภูมิมีแนวโน้มลดลง จนค่าทั้งสองก็กลับเข้าสู่สภาวะสมดุลเท่าตอน เริ่มต้นในวันที่ 40-55 ของการหมัก คุณภาพของปุ๋ยหมักในสูตรที่มีแหล่งคาร์บอนและอินทรียวัตถุ จากสัดส่วนที่สูงสุดจะแสดงปริมาณธาตุอาหาร ไนโตรเจน และฟอสฟอรัสสูงกว่าสูตรอื่นๆ และ แสดงอัตราส่วน C/N แคบที่สุดเท่ากับ 13.38 ผลการตรวจสอบคุณภาพเปรียบเทียบระหว่างปุ๋ยหมัก สูตรต่าง ๆ ต่อการเจริญเติบโตในระยะเพิ่มน้ำหนักของต้นข้าวปทุมธานี 1 ที่ปลูกในกระถางในเรือน ทดลอง พบว่าการเจริญเติบโตทางลำต้นของต้นข้าวในวันที่ 91 ของการงอก มีความยาวเฉลี่ยของราก และยอดแตกต่างกันตามสูตรปุ๋ยหมักและมีความสอดคล้องกับคุณภาพทางเคมีของปุ๋ยหมักที่ผลิตได้</summary>
    <dc:date>2553-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ ศึกษาคุณค่าทางอาหารและสารต้านคุณค่าทางอาหารของถั่วเขียวงอกคลอโรฟิลล์สูง (4 สายพันธุ์) ในระยะเวลาการงอกต่างๆ</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2342" />
    <author>
      <name>เบ็ญจรัก วายุภาพ</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2342</id>
    <updated>2024-04-22T07:54:24Z</updated>
    <published>2553-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ ศึกษาคุณค่าทางอาหารและสารต้านคุณค่าทางอาหารของถั่วเขียวงอกคลอโรฟิลล์สูง (4 สายพันธุ์) ในระยะเวลาการงอกต่างๆ
Authors: เบ็ญจรัก วายุภาพ
Abstract: การศึกษาปริมาณคุณค่าทางโภชนาการและสารต้านโภชนาการในถั่วเขียวงอกเพิ่มคลอโรฟิลล์ชนิดผิว มันและชนิดผิวดํา เพื่อศึกษาความแตกต่างของคุณค่าโภชนาการและสารต้านโภชนาการที่เปลี่ยนแปลงไปใน ระหว่างการเพาะงอก 7 ระยะ ซึ่งใช้ถั่วเขียวจากศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาทจํานวน 4 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์ชัยนาท 72 และ MS-1(ชนิดผิวมัน) สายพันธุ์ชัยนาท 80 และ L3-8 (ชนิดผิวดํา) นําเมล็ดถั่วเขียวมาตรวจสอบคุณภาพ โดยการวัดเปอร์เซ็นต์การงอกจํานวน 100 เมล็ด พบว่าถั่วเขียวชนิดผิวดํา (พันธุ์ชัยนาท 80 และ L3-8) มี เปอร์เซ็นต์การงอกเฉลี่ย 99 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมากกว่าถั่วเขียวชนิดผิวมัน (พันธุ์ชัยนาท 72 และ MS-1) ที่มี เปอร์เซ็นต์การงอก 97 เปอร์เซ็นต์ เมื่อนําถั่วเขียวทั้ง 4 สายพันธุ์มาเพาะงอกแบบคอนโด เก็บตัวอย่างถั่วงอกที่ 7 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 (แช่น้ํา 6 ชั่วโมง) ระยะที่ 2 (งอกที่ 23 ชั่วโมง) ระยะที่ 3 (งอกที่ 47 ชั่วโมง) ระยะที่ 4 (งอก ที่ 71 ชั่วโมง มีใบเลี้ยง 2 ใบ) และระยะที่ 5 (งอกที่ 77 78 ชั่วโมง) ระยะที่ 6 นําถั่วเขียวงอกมาเพิ่มคลอโรฟิลล์ โดยนําออกฝั่งแดดร่มรําไรเป็นระยะเวลา 12 ชั่วโมง และระยะที่ 7 ฝั่งแดดร่มรําไรเป็นระยะเวลา 24 ชั่วโมง มา วิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการ ผลการศึกษาพบว่า ปริมาณโปรตีนในช่วงระยะฝั่งแดด 24 ชั่วโมง ถั่วเขียวพันธุ์ ชัยนาท 60 มีปริมาณโปรตีนสูงสุดเท่ากับ 35.47 % (น้ําหนักแห้ง) ปริมาณเส้นใยในช่วงฝั่งแตด 24 ชั่วโมง ของ ถั่วเขียวพันธุ์ชัยนาท 72 และ MS-1 มีปริมาณเส้นใยสูงสุดเท่ากับ 6 - 7 % (น้ําหนักแห้ง) ปริมาณน้ําตาลทั้งหมด ในชั่วโมงที่ 77 ของสายพันธุ์ MS-1 มีปริมาณน้ําตาลทั้งหมดสูงสุดเท่ากับ 11.12 กรัมต่อ 100 กรัม ปริมาณ น้ําตาลรีดิวซ์ของถั่วเขียวทั้ง 4 สายพันธุ์ในชั่วโมงที่ 71 ถึงการพึ่งแดดที่ 24 ชั่วโมง มีปริมาณน้ําตาลรีดิวซ์สูงสุด เท่ากับ 2.17 กรัมต่อ 100 กรัม ปริมาณสารกาบ้าในช่วงที่แช่เมล็ดถั่วเขียว 6 ชั่วโมง มีปริมาณสารกาบ้าสูงสุดทั้ง 4 สายพันธุ์ ปริมาณวิตามินซีสูงสุดที่ระยะฝั่งแดด 24 ชั่วโมง ของสายพันธุ์ชัยนาท 80 เท่ากับ 5.65 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม ปริมาณแร่ธาตุทั้งหมดและแร่ธาตุที่สกัดด้วยกรดไฮโดรคลอริด เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาการเพาะงอก คลอโรฟิลล์พบมากที่สุดในถั่วเขียวชนิดผิวมัน คือ พันธุ์ชัยนาท 72 เท่ากับ 8.99 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม และพันธุ์ MS-1 เท่ากับ 7.15 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม ซึ่งมากกว่าชนิดผิวดํา (พันธุ์ชัยนาท 80 และพันธุ์ L3-8) ที่ระยะฝั่งแดด ที่ 24 ชั่วโมง สารประกอบฟีนอล มีปริมาณมากที่สุดที่ระยะฝั่งแดด 24 ชั่วโมงในทุกๆ สายพันธุ์ไม่แตกต่างกัน สารต้านอนุมูลอิสระ มีปริมาณมากที่สุดที่ระยะฝั่งแดดที่ 12 และ 24 ชั่วโมง ของทุกสายพันธุ์ และสารต้าน โภชนาการที่วิเคราะห์คือ ปริมาณกรดไฟติกซึ่งจะมีปริมาณน้อยที่สุดที่ระยะฝั่งแดด 24 ชั่วโมงของทุกสายพันธุ์</summary>
    <dc:date>2553-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

