<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection:</title>
  <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/39" />
  <subtitle />
  <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/39</id>
  <updated>2026-01-13T22:45:33Z</updated>
  <dc:date>2026-01-13T22:45:33Z</dc:date>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การศึกษาคุณภาพน้ำและการจัดทำระบบติดตามคุณภาพน้ำอัตโนมัติในคลองเปรมประชากร</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3062" />
    <author>
      <name>รวิชญ์ ทวีทรัพย์</name>
    </author>
    <author>
      <name>มนภร กี้ประเสริฐทรัพย์</name>
    </author>
    <author>
      <name>แอนจิรา เจริญวงศ์</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3062</id>
    <updated>2025-10-29T07:07:30Z</updated>
    <published>2568-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การศึกษาคุณภาพน้ำและการจัดทำระบบติดตามคุณภาพน้ำอัตโนมัติในคลองเปรมประชากร
Authors: รวิชญ์ ทวีทรัพย์; มนภร กี้ประเสริฐทรัพย์; แอนจิรา เจริญวงศ์
Abstract: รายงานการวิจัย เรื่อง การศึกษาคุณภาพน้ำและการจัดทำระบบติดตามคุณภาพน้ำอัตโนมัติในคลองเปรมประชากร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มุ่งศึกษาให้ทราบคุณภาพน้ำในคลองเปรมประชากร โดยใช้การวิเคราะห์คุณภาพน้ำในรายการความเป็นกรดและด่าง อุณหภูมิ ออกซิเจนละลาย บีโอดี แอมโมเนียแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด แบคทีเรียกลุ่มฟีคอลโคลิฟอร์ม และดัชนีคุณภาพน้ำของกรมควบคุมมลพิษ โดยเก็บตัวอย่างน้ำในคลองเปรมประชากรในพื้นที่เทศบาลตำบลหลักหก จำนวน 4 จุด ความถึ่เดือนละ 1 ครั้ง จำนวน 12 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 ถึง 2565 และจัดทำระบบติดตามคุณภาพน้ำอัตโนมัติในรายการความเป็นกรดและด่าง อุณหภูมิ ออกซิเจนละลาย ที่มีความแม่นยำ สามารถนำไปติดตั้งใช้งานในบริเวณโครงการบ้านมั่นคงริมคลองเปรมประชากรผลจากการวิจัย พบว่า คลองเปรมประชากรมีค่าดัชนีคุณภาพน้ำอยู่ในระดับเสื่อมโทรมและเสื่อมโทรมมาก เทียบได้กับมาตรฐานแหล่งน้ำผิวดินประเภท 4 และ 5 ตามลำดับ คุณภาพน้ำในคลองมีความเสื่อมโทรมมากขึ้นจากด้านต้นน้ำไปท้ายน้ำ ในช่วงฤดูแล้งมีค่าดัชนีคุณภาพน้ำสูงกว่าฤดูฝน อาจเป็นผลมาจากการควบคุมระดับน้ำในคลองเพื่อการระบายน้ำ ระบบติดตามคุณภาพน้ำอัตโนมัติที่นำไปติดตั้งในใช้งานบริเวณทางระบายน้ำหน้าอาคารวิษณุรัตน์ มหาวิทยาลัยรังสิต สามารถทำงานและรายงานผลผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไปยังผู้ใช้งานได้ โดยผลการตรวจวัดมีความคลาดเคลื่อนต่ำกว่า 1% ในค่าความเป็นกรดและด่าง อุณหภูมิ และต่ำกว่า 1.5% ในค่าออกซิเจนละลาย</summary>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การพัฒนาชุดวัดแรงบิดชนิดไดนาโมมิเตอร์แบบสายพานด้วยโปรแกรมแลปวิว</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2573" />
    <author>
      <name>พงษ์ศิลป แก้วรัตนศรีโพธิ์</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2573</id>
    <updated>2024-09-18T02:03:25Z</updated>
    <published>2566-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การพัฒนาชุดวัดแรงบิดชนิดไดนาโมมิเตอร์แบบสายพานด้วยโปรแกรมแลปวิว
Authors: พงษ์ศิลป แก้วรัตนศรีโพธิ์
Abstract: รายงานการวิจัย เรื่องการพัฒนาชุดวัดแรงบิดชนิดไดนาโมมิเตอร์แบบสายพานด้วยโปรแกรมแลปวิว เป็นการวิจัยและพัฒนาเชิงทดลอง มุ่งศึกษาเพื่อพัฒนาชุดวัดแรงบิด (Rope Dynamometer) ซึ่งประมวลผล และแสดงค่าบนคอมพิวเตอร์ด้วยโปรแกรม LabVIEW และวัดความพึงพอใจของผู้ใช้ที่มีต่อชุดวัดแรงบิดที่สร้างขึ้น โดยใช้การทดสอบชุดวัดแรงบิดที่สร้างขึ้น และแบบวัดความพึงพอใจของผู้ใช้ที่มีต่อชุดวัดแรงบิดวิธีดาเนินการวิจัย ผู้วิจัยได้นำชุดวัดแรงบิดที่สร้างขึ้นมาทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน ซึ่งเป็นนักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยรังสิต ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาการปฏิบัติงานช่างด้วยตนเอง โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงประกอบด้วยผู้ที่เรียนเก่ง ปานกลางและอ่อนอย่างละ 10 คนเมื่อทดลองใช้เสร็จแล้ว จึงให้กลุ่มตัวอย่าง ทำแบบสอบถามวัดความพึงพอใจของผู้ใช้ที่มีต่อชุดวัดแรงบิดที่สร้างขึ้น และนำมาวิเคราะห์ผลผลการวิจัยพบว่า ชุดวัดแรงบิดที่สร้างขึ้นใช้วัดแรงบิดได้ไม่เกิน 10 Nm โดยมีค่าผิดพลาดสูงสุด ±2.20% กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจเฉลี่ยต่อชุดวัดแรงบิด อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุดโดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.52 ที่ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเฉลี่ยเท่ากับ 0.52</summary>
    <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาระบบบริหารจัดการพลังงานของระบบปรับอากาศแบบปรับน้ำยาแปรผัน(VRF) ด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรมดิจิทัลแพลตฟอร์ม</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2572" />
    <author>
      <name>ญาณวุฒิ สุพิชญางกูร</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2572</id>
    <updated>2024-09-17T08:52:00Z</updated>
    <published>2563-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาระบบบริหารจัดการพลังงานของระบบปรับอากาศแบบปรับน้ำยาแปรผัน(VRF) ด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรมดิจิทัลแพลตฟอร์ม
Authors: ญาณวุฒิ สุพิชญางกูร
Abstract: ระบบปรับอากาศของ สำนักงาน ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์&#xD;
มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ มีการปรับเปลี่ยนมาใช้ เครื่องปรับอากาศแบบควบคุมปริมาณการจ่ายสารทำ&#xD;
ความเย็นแปรผัน ดังนั้น งานวิจัยนี้ได้ มีแนวคิดในการ ออกแบ บ และจัดทำ ดิจิทัลแพลตฟอร์มระบบจัดการพลังงาน ที่มี เชื่อมต่อ กับ ชุดส่งสัญญาณการเชื่อมต่ออัตโนมัติ ด้วยอุ ปกรณ์ตรวจวัดพลังงานดิจิตอลมิเตอร์ ที่สามารถตรวจสอบ ติดตามการใช้พลังงานของ ระบบปรับอากาศแบบปรับน้ำยาแปรผัน แบบทันที ตามเวลาจริง และ ประเมิน การใช้พลังงาน เทียบกับ เครื่องปรับอากาศ รุ่นเก่าที่เคยติดตั้ง พร้อมทั้งวิเคราะห์คาดการณ์การใช้พลังงานล่วงหน้า 3 ปี ด้วยสมการพยากรณ์การใช้พลังงาน รวมถึง การวิเคราะห์คุณภาพอากาศ เปรียบ เทียบกับเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพอากาศภายใน อาคาร&#xD;
ผลการ วิจัย พบว่า ดิจิทัลแพลตฟอร์ม ระบบบริหารจัดการพลังงานของระบบปรับอากา ศ แบบ&#xD;
ปรับน้ำยาแปรผัน สามารถประมวลผล และติดตามข้อมูลพลังงาน มาทำการวิเคราะห์ด้านต่างๆได้ตาม&#xD;
วัตถุประสงค์ การใช้พลังงานระบบปรับอากาศ ประกอบด้วย กำลังไฟฟ้า , กระแสไฟฟ้า , แรงดันไฟฟ้า , ความถี่ , หน่วยไฟฟ้าและตัวประกอบกำลังไฟฟ้า โดยแสดงผลไปยังดิจิทัลแพลตฟอร์ม และ สามารถจัดเก็บเป็น ฐานข้อมูลการใช้พลังงาน ที่ มหาวิทยาลัยได้ ทั้งแสดงผล หน่วยการใช้พลังงานไฟฟ้า ปัจจุบันและย้อนหลัง เป็นแบบ ทันที ตามเวลาจริง , รายวัน , รายเดือน และ รายปี และแสดง ผลปริมาณการใช้พลังงาน สะสมและผลประหยัดพลังงาน พร้อมทั้ง สามารถ นำข้อมูลออก ไปใช้ประมวลผลด้านอื่นๆ ได้ส่วน ด้านการ ประเมินผลประหยัดพลังงาน ระหว่าง เครื่องปรับอากาศแบบควบคุมปริมาณการจ่ายสารทำความเย็นแปรผัน และ เครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วน ในปัจจุบัน และเครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนรุ่นเก่าที่เคยติดตั้ง พบว่า เครื่องปรับอากาศ แบบควบคุมปริมาณการจ่ายสารทำความเย็นแปรผันสามารถประหยัดพลังงานไฟฟ้ามากกว่า เครื่องปรับอากาศ แบบแยกส่วนรุ่นเก่าที่เคยติดตั้ง เป็นจำนวน 6666,427.97 kWh/ปี และเปอร์เซ็นต์ประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานไฟฟ้า เท่ากับ 76.94% มีระยะเวลาคืนทุน 2 ปี 3 เดือน และความคุ้มค่าของการเปลี่ยนมา ใช้เครื่องปรับอากาศ แบบควบคุมปริมาณการจ่ายสารทำความเย็นแปรผัน มี อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อเงินลงทุน ( B/C) เท่ากับ 3.08 แสดงได้ ว่า สามารถ ตัดสินใจในการลงทุน ได้ และ ผลการ ประเมิน คุณภาพอากาศ ภายในห้อง อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพอากาศภายในอาคาร ของ มาตรฐาน ASHRAE 55 และ มาตรฐาน ASHRAE62.1 และ จาก ข้อมูลการใช้พลังงานรายเดือนย้อนหลัง 2 ปี 6 เดือน สามารถ วิเคราะห์คาดการณ์ค่าการใช้พลังงานล่วงหน้า 3 ปี ได้ สมการพยากรณ์การใช้พลังงาน ดังนี้ y = 0.4301x2 - 7.1906x + 1266.4 โดยมีค่าความคลาดเคลื่อน การใช้พลังงานไฟฟ้า เท่ากับ 2.8 % และค่าความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยสัมบูรณ์เท่ากับ 1.31 % แสดงว่า การพยากรณ์ การใช้ พลังงานไฟฟ้า ในอนาคต สามารถเชื่อมั่นได้</summary>
    <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การสร้างและหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนระบบมัลติมีเดีย เรื่อง ภาพตัด (Section View)</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2280" />
    <author>
      <name>ชนัฏตา สินธนพงศ์</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2280</id>
    <updated>2024-03-27T08:36:33Z</updated>
    <published>2550-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การสร้างและหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนระบบมัลติมีเดีย เรื่อง ภาพตัด (Section View)
Authors: ชนัฏตา สินธนพงศ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนและหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องภาพตัด (section view)โดยมีสมมุติฐานการวิจัยว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่สร้างขึ้นสามารถใช้ในการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสูงกว่าก่อนเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่องภาพตัด (section view) แบบทดสอบก่อนและหลังเรียน กลุ่มทดลองเป็นนักศึกษาชั้นปี่ที่ 1 ของวิทยาลัยวิศวกรรม- ศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ปีการศึกษา 2552  ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 36 คน โดยการสุ่มแบบเจาะจง จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาทำการวิเคราะห์เพื่อหาค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ด้วยสูตรคำนวณทางสถิติ &#xD;
ผลการวิจัยพบว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 82.67/84.78  ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานของการวิจัย และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</summary>
    <dc:date>2550-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

