<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection:</title>
  <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/43" />
  <subtitle />
  <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/43</id>
  <updated>2026-01-13T20:29:10Z</updated>
  <dc:date>2026-01-13T20:29:10Z</dc:date>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การพัฒนาสบู่ดินฮาลาล</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3063" />
    <author>
      <name>กมะริยะ ขันราม</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3063</id>
    <updated>2025-10-29T07:14:10Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การพัฒนาสบู่ดินฮาลาล
Authors: กมะริยะ ขันราม
Abstract: สบู่ดินฮาลาลพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ชาระล้างนายิสมูฆอลลาเซาะห์ (นายิสหนัก) ตามบัญญัติศาสนาอิสลาม ซึ่งต้องใช้น้ำดินในการชำระล้างครั้งแรกและล้างด้วยน้ำสะอาดอีก 6 ครั้ง การนำดินมาผสมในสบู่จะเป็นทางเลือกในการชำระล้างนายิสหนัก งานวิจัยนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ ความสะดวกในการชำระล้างนายิสหนัก โดยพัฒนาสบู่ที่ผสมดินสองชนิด ได้แก่สบู่ดินฮาลาลถูตัวและซักล้าง โดยศึกษาทั้งชนิดและปริมาณของดินที่เหมาะสมในการผลิตสบู่ ดินที่ใช้ทดสอบได้แก่ดินขาว ดินสอพอง ดินเบนโทไนท์ และดินเหนียว ทดลองเตรียมสบู่ที่สัดส่วนของดินต่าง ๆ ร่วมกับสบู่สูตรพื้นฐาน แล้วตรวจสอบสมบัติทางกายภาพและเคมี ผลการศึกษาในการเตรียมสบู่ผสมดิน ที่สัดส่วนร้อยละ 5 พบว่า ดินขาวให้สมบัติตรงตามความต้องการของสบู่ทั้งสองชนิดมากที่สุด ดังนั้นจึงทดลองส่วนผสมของดินขาวในสบู่ทั้งสองชนิด ที่สัดส่วนร้อยละ 10, 15, 20, 25 และ 30 ซึ่งพบว่าการเพิ่มปริมาณดินส่งผลให้ความแน่นของเนื้อสบู่ลดลง สำหรับสมบัติทางกายภาพ และเคมี ได้แก่ ลักษณะเนื้อสบู่ ค่าความเป็นกรด เบส ปริมาตรและความคงตัวของฟองสบู่ ความเป็นเมือก การสึกกร่อน ปริมาณไขมันที่ไม่ทาปฏิกิริยากับด่าง ปริมาณไฮดรอกไซด์อิสระ และปริมาณคลอไรด์ อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทั้งหมด อย่างไรก็ตามปริมาณไขมันทั้งหมดในสบู่น้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ในขณะที่สารที่ไม่ละลายในเอทานอลมีปริมาณมากกว่าเกณฑ์มาตรฐาน จากผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ พบว่า สบู่ทั้งสองชนิด ที่สัดส่วนดินขาวร้อยละ 20 มีระดับความ พึงพอใจมากที่สุดเฉลี่ย 4.82±0.29 และ 4.84±0.24 ตามลำดับ โดยมีค่าความเข้มข้นต่าสุดที่ฆ่าเชื้อได้ (MBC) ต่อเชื้อ S.aureus และ E.coli ของสบู่ถูตัว มีค่าเท่ากับ 16+0.0 mg/mL และ 32+0.0 mg/mL ตามลำดับ และสบู่ซักล้างมีค่า MBC ต่อเชื้อ S.aureus และ E.coli เท่ากับ 32+0.0 mg/mL และ &gt;32+0.0 mg/mL ตามลาดับ สรุปว่างานวิจัยนี้สามารถพัฒนาสบู่ดินฮาลาลถูตัวและซักล้างที่ผสมดินขาวร้อยละ 20 โดยสบู่ถูตัว มีความสามารถในการฆ่าเชื้อได้ดีกว่าสบู่ซักล้าง และสบู่ทั้งสองชนิด มีระดับความ พึงพอใจ ของกลุ่มตัวอย่างชาวมุสลิมจำนวน 66 คน พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด (4.73 ± 0.49) และ (4.78 ± 0.44) ตามลำดับ</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัย การสังเคราะห์พอลิไดเอซิลไฮดราไซด์ที่ย่อยสลายได้ด้วยสารออกซิไดซ์</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2550" />
    <author>
      <name>กานดา ว่องไวลิขิต</name>
    </author>
    <author>
      <name>บุณยรัศมี สุขเขียว</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2550</id>
    <updated>2024-09-17T02:54:47Z</updated>
    <published>2564-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัย การสังเคราะห์พอลิไดเอซิลไฮดราไซด์ที่ย่อยสลายได้ด้วยสารออกซิไดซ์
Authors: กานดา ว่องไวลิขิต; บุณยรัศมี สุขเขียว
Abstract: งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาการสังเคราะห์พอลิเอไมด์ที่สามารถย่อยสลายได้ด้วยสารออกซิไดซ์ งานวิจัยเริ่มจากการสังเคราะห์พอลิเอไมด์ที่มีองค์ประกอบไดเอซีลไฮดราไซด์ได้ โดยแบ่งขั้นตอนการ สังเคราะห์เป็น 1) การสังเคราะห์สารตั้งต้น Terephthaloyl bis(leucine methyl ester) 2) การ สังเคราะห์มอนอเมอร์ชอง Diacylhydrazide โดยการทําปฏิกิริยาระหว่าง Terephthaloyl bis (leucine methyl ester) และ Hydrazine 3) การสังเคราะห์พอลิเมอร์โดยใช้ปฏิกิริยาออกซิเดทีฟคัปปลิง โดยใช้ สารโอโซนเป็นสารออกซิไดซ์ ซึ่งพอลิเมอร์ที่สังเคราะห์ได้มีสีขาวใส ลักษณะมีความเหนียวยืดหยุ่นตาม ลักษณะทั่วไปของโพลิเอไมด์ พิสูจน์เอกลักษณ์ของพอลิเมอร์ด้วยเครื่องมือ นิวเคลียร์แมกเนติกเรโซแนนซ์ เทคนิคแมสสเปกโตรสโคปี และฟูเรียร์ทรานสฟอร์มอินฟราเรดสเปกโตรโฟโตมิเตอร์ รวมทั้งทดสอบการ กระจายมวลโมเลกุลของพอลิเมอร์ด้วยเทคนิคเจลเพอร์มิเอชันโครมาโตกราฟี และเครื่องดิฟเฟอร์เชียลสแกนนิ่งคาโรลิมิเตอร์ ซึ่งสรุปได้ว่าสามารถสังเคราะห์สารพอลิเมอร์ไดเอซีลไฮดราไซด์ได้ตามเป้าหมายสําหรับการทดสอบการเสื่อมสภาพของพอลิเมอร์ ใช้สารออกซิไดซ์สองชนิด โดยเมื่อใช้สารโซเดียมไฮโปคลอไรต์พบว่าพอลิเมอร์สามารถเสื่อมสภาพสลายตัวได้สารกลุ่มกรดคาร์บอกซิลิกที่ละลายน้ํา ได้ร่วมกับแก๊สไนโตรเจน และเมื่อทดลองการเสื่อมสภาพด้วยแก๊สไนโตรเจนไดออกไซด์ พบว่าการเปลี่ยนสภาพเป็นสารออกซาโซลิโนนที่มีขนาดใหญ่ ดังนั้นสารโซเดียมไฮโปคลอไรต์จึงมีความเหมาะสมสําหรับ เป็นสารย่อยสลายพอลิเมอร์มากกว่า&#xD;
สรุปว่างานวิจัยนี้สามารถสังเคราะห์พอลิเมอร์ตระกูลพอลิเอไมด์ที่สามารถย่อยสลายได้ด้วยสาร ออกซิไดซ์ได้สําเร็จ ซึ่งสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการผลิตพอลิเมอร์ที่ย่อยสลายได้เพื่อใช้ทดแทนพอลิเมอร์ ในปัจจุบัน โดยสามารถพัฒนาเพื่อเป็นทางเลือกสําหรับการลดขยะพอลิเมอร์ในอนาคตได้</summary>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ผลของการฝึกออกกำลังกายต่อความสามารถในการสร้างหลอดเลือดใหม่และภาวะเครียดออกซิเดชันในสมองของหนูในช่วงสูงวัย</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2549" />
    <author>
      <name>ชีพสุมน วิบูลย์วรกุล</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2549</id>
    <updated>2024-09-17T02:49:33Z</updated>
    <published>2566-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ผลของการฝึกออกกำลังกายต่อความสามารถในการสร้างหลอดเลือดใหม่และภาวะเครียดออกซิเดชันในสมองของหนูในช่วงสูงวัย
Authors: ชีพสุมน วิบูลย์วรกุล
Abstract: ความหนาแน่นของหลอดเลือดจุลภาคสมองลดลงช่วงสูงวัยเป็นปัจจัยสำคัญให้สมองได้รับ&#xD;
เลือดไม่เพียงพอและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะสมองขาดเลือดได้ โดยการกำซาบของสมองที่ลดลงช่วง&#xD;
สูงวัยมีความสัมพันธ์กับความสามารถในการสร้างหลอดเลือดใหม่และภาวะเครียดออกซิเดชัน การฝึก&#xD;
ออกกำลังกายสามารถกระตุ้นกระบวนการสร้างหลอดเลือดใหม่และลดภาวะเครียดออกซิเดชันใน&#xD;
เนื้อเยื่อต่าง ๆ อย่างไรก็ตามกลไกของการฝึกออกกำลังกายต่อความสามารถในการสร้างหลอดเลือด&#xD;
ใหม่และภาวะเครียดออกซิเดชันในสมองช่วงสูงวัยยังไม่ทราบแน่ชัด งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ&#xD;
ศึกษาผลของการฝึกออกกำลังกายต่อการป้องกันการลดลงของความหนาแน่นของหลอดเลือดจุลภาค&#xD;
และการเปลี่ยนแปลงของโปรตีนวีอีจีเอฟ (VEGF) เอ็นอาร์เอฟทู (Nrf2) และเอชโอวัน (HO-1) ในสมองของหนูแรทช่วงสูงวัย วิธีวิจัยใช้หนูแรท 3 กลุ่ม คือ กลุ่มอายุ 16 สัปดาห์ที่ไม่ได้ออกกำลังกาย (SY),กลุ่มอายุ 52 สัปดาห์ที่ไม่ได้ออกกำลังกาย (SA) และกลุ่มอายุ 52 สัปดาห์ที่ได้รับการฝึกออกกำลังกาย(EA) โดยสมองของหนูทั้ง 3 กลุ่มถูกนำไป 1) ตรวจหาความหนาแน่นของหลอดเลือดจุลภาค และปริมาณโปรตีน VEGF และNrf2 และ 2) แยกสกัดหลอดเลือดจุลภาค เพื่อนำไปตรวจหาปริมาณโปรตีนNrf2 และ HO-1 ผลการวิจัยพบว่าสมองของกลุ่ม SA มีความหนาแน่นของหลอดเลือดจุลภาค ปริมาณโปรตีน VEGF และปริมาณโปรตีน Nrf2 ลดลงเมื่อเทียบกับกลุ่ม SY ส่วนหลอดเลือดจุลภาคแยกสกัดจากสมองของกลุ่ม SA มีปริมาณโปรตีน Nrf2 และ HO-1 ลดลงเมื่อเทียบกับกลุ่ม SY เช่นกัน อย่างไรก็ตามความหนาแน่นของหลอดเลือดจุลภาค ปริมาณโปรตีน VEGF และปริมาณโปรตีน Nrf2 เพิ่มขึ้นในสมองของกลุ่ม EA เมื่อเทียบกับกลุ่ม SA ส่วนหลอดเลือดจุลภาคแยกสกัดจากสมองของกลุ่ม EA มีปริมาณโปรตีน Nrf2 และ HO-1 เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่ม SA เช่นกัน นอกจากนี้ยังพบความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างความหนาแน่นของหลอดเลือดจุลภาค ปริมาณโปรตีน VEGF และปริมาณโปรตีน Nrf2ในสมองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าการฝึกออกกำลังกายสามารถป้องกันการลดลงของความสามารถในการสร้างหลอดเลือดใหม่และภาวะเครียดออกซิเดชันในสมองช่วงสูงวัย ซึ่งส่วนหนึ่งมีความเกี่ยวข้องกับกลไกการเปลี่ยนแปลงของโปรตีน VEGF Nrf2 และ HO-1</summary>
    <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย บทบาทของจำนวนชุดดีเอ็นเอของยีน MDR1 และ ABCG2 ต่อการพยากรณ์โรคในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมชาวไทยที่รักษาด้วยเคมีบำบัด</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2548" />
    <author>
      <name>ธเนศ โสภณนิธิประเสริฐ</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2548</id>
    <updated>2024-09-17T02:47:04Z</updated>
    <published>2565-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย บทบาทของจำนวนชุดดีเอ็นเอของยีน MDR1 และ ABCG2 ต่อการพยากรณ์โรคในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมชาวไทยที่รักษาด้วยเคมีบำบัด
Authors: ธเนศ โสภณนิธิประเสริฐ
Abstract: ยีน MDR1 และ ABCG2 มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการขนส่งสิ่งแปลกปลอมออกนอกเซลล์ รวมไปถึงยาเคมีบำบัดสาหรับโรคมะเร็งเต้านม งานวิจัยนี้สนใจความหลากหลายจำนวนชุดของยีน MDR1 และ ABCG2 ที่เกี่ยวข้องต่อการเกิดโรคและพยาธิสภาพทางคลินิกของโรคมะเร็งเต้านม ทาการศึกษาจากตัวอย่างดีเอ็นเอในกลุ่มควบคุมและกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งเต้านมจำนวน 162 ราย และ 126 ราย ตามลำดับ ทดสอบจานวนชุดของยีนด้วยเทคนิค realtime PCR วิเคราะห์จานวนชุดของยีนด้วยวิธี ΔCt ทาการวิเคราะห์ทางสถิติเปรียบเทียบความแปรผันกับพยาธิสภาพทางคลินิกของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมโดยใช้สถิติทดสอบ Chi-square และหาความสัมพันธ์ต่ออัตราการอยู่รอดของผู้ป่วยโดยใช้สถิติทดสอบ Kaplan-Meier survival ผลการทดสอบความหลากหลายจานวนชุดของยีนพบว่า ความหลากหลายของยีน ABCG2 แบบ &gt;1/1 ในกลุ่มควบคุม เป็นปัจจัยป้องกันในการเกิดโรคมะเร็งเต้านม (OR = 0.32; P value = 0.000) โดยที่ความหลากหลายของยีน MDR1 ไม่มีความสัมพันธ์แบบมีนัยสำคัญทางสถิติ ในกลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านม พบว่าความหลากหลายยีน MDR1 แบบ &gt;1/1 มีความสัมพันธ์ต่อขนาดก้อนมะเร็งที่มากกว่า 3 เซนติเมตร และสัมพันธ์ต่อการแพร่กระจายของมะเร็ง ในขณะที่ความหลากหลายยีน ABCG2 แบบ &gt;1/1 มีความสัมพันธ์ต่อชนิดตัวรับฮอร์โมนโพรเจสเตอโรนบนเซลล์มะเร็ง และสัมพันธ์ต่อการแพร่กระจายของมะเร็งด้วย การวิเคราะห์อัตราการรอดชีวิตชี้ให้เห็นว่าความหลากหลายยีน MDR1 แบบ &gt;1/1 ไม่มีผลต่ออัตราการรอดชีวิต ในขณะที่หลากหลายยีน ABCG2 แบบ &gt;1/1 สัมพันธ์ต่ออัตราการรอดชีวิตที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยเหตุนี้ การตรวจความหลากหลายจำนวนชุดของยีน MDR1 และ ABCG2 จึงสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการพยากรณ์ความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งเต้านม และพยากรณ์ลักษณะทางพยาธิสภาพทางคลินิก รวมถึงอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมได้</summary>
    <dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

