<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection:</title>
  <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/639" />
  <subtitle />
  <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/639</id>
  <updated>2026-01-16T04:57:36Z</updated>
  <dc:date>2026-01-16T04:57:36Z</dc:date>
  <entry>
    <title>การลดความสูญเสียในกระบวนการให้บริการขอและออกเอกสารสำคัญทางการศึกษา</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2836" />
    <author>
      <name>สุพัฒนา นิรัคฆนาภรณ์</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2836</id>
    <updated>2025-09-15T07:22:08Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การลดความสูญเสียในกระบวนการให้บริการขอและออกเอกสารสำคัญทางการศึกษา
Authors: สุพัฒนา นิรัคฆนาภรณ์
Abstract: งานวิจัยนี้มุ่งหวังที่จะลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการให้บริการขอและออกเอกสารสำคัญทางการศึกษา โดยผู้วิจัยได้ประยุกต์ใช้แผนภูมิกระบวนการไหลเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ขั้นตอนในกระบวนการให้บริการและใช้เทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H และหลักการ ECRS เพื่อนำมาซึ่งลดขั้นตอนและปรับปรุงกระบวนการ ผู้วิจัยได้นำเสนอกระบวนการปรับปรุง 3 เฟส ซึ่งแต่ละเฟสมีการลดจำนวนขั้นตอน ระยะเวลา และระยะทางแตกต่างกันไป กระบวนการ (ปรับปรุงเฟส 1 2 และ 3) สามารถลดระยะเวลาในกระบวนการจาก ได้ 0.05% 46.7% และ 99.04% ตามลำดับโดยการกำจัดความสูญเปล่าในขั้นตอน รวบขั้นตอน ทำให้การดำเนินงานง่ายขึ้น และปรับรูปแบบการทำงาน โดยสามารถลดจำนวนขั้นตอนจาก 23 กิจกรรม ลงเหลือ 21 14 และ 8 กิจกรรมตามลำดับ คิดเป็น 65.22 % ในการปรับปรุงเฟส 3 และกำจัดระยะทางการเคลื่อนย้ายได้ 100% ทั้งนี้การนำผลวิจัยนี้ไปใช้ประโยชน์ หน่วยงานสามารถดำเนินการตามลำดับ หรือเลือกใช้เฟสใดเฟสหนึ่งตามความพร้อมและทรัพยากรในหน่วยงาน
Description: วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (การจัดการโลจิสติกส์)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2566</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การศึกษาเปรียบเทียบเพื่อการปรับปรุงประสิทธิภาพการพยากรณ์อะไหล่ซ่อมบำรุงคงคลังประเภทที่มีอายุการใช้งานที่จำกัด ด้วยเทคนิคการพยากรณ์อนุกรมเวลา 4 เทคนิค กรณีศึกษา บริษัทสายการบินขนาดกลาง</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2835" />
    <author>
      <name>ศรัญญา จันทรี</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2835</id>
    <updated>2025-09-15T07:11:57Z</updated>
    <published>2566-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การศึกษาเปรียบเทียบเพื่อการปรับปรุงประสิทธิภาพการพยากรณ์อะไหล่ซ่อมบำรุงคงคลังประเภทที่มีอายุการใช้งานที่จำกัด ด้วยเทคนิคการพยากรณ์อนุกรมเวลา 4 เทคนิค กรณีศึกษา บริษัทสายการบินขนาดกลาง
Authors: ศรัญญา จันทรี
Abstract: งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงเพื่อศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาของการสูญเสียอะไหล่หมดอายุ&#xD;
จากอะไหล่คงคลังที่มีอายุการใช้งานที่จำกัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดซื้ออะไหล่ซ่อมบำ รุงประเภทที่มีอายุการใช้งานจำกัด เพื่อหาตัวแบบจำลองที่เหมาะสมที่สุดในการพยากรณ์ เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ความต้องการสินค้าคงคลังที่มีความต้องการไม่แน่นอน ผู้วิจัยจึงได้ทำการการศึกษาเปรียบเทียบเพื่อการปรับปรุงประสิทธิภาพการพยากรณ์อะไหล่ซ่อมบำรุงคงคลังประเภทที่มีอายุการใช้งานที่จำกัด ด้วยเทคนิคการพยากรณ์อนุกรมเวลา 4 เทคนิค ได้แก่ วิธีค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ วิธีเอกซ์โพเนนเชียลแบบง่าย วิธีโฮล์ทและวิธีวินเทอร์ โดยศึกษาและรวบรวมข้อมูลอะไหล่ที่ซื้อและหมดอายุในปี พ.ศ. 2563 และคัดเลือก 7 รายการ ได้แก่ อะไหล่ซ่อมบำรุงรหัส EC3524A-B,V04-018, PR1440B1-2, PS870B1-2, PR1784B1-2, PR1826B1-2 และ P0LY-KIT และนำข้อมูลการเบิกจ่ายจริงตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ 2564 - มิถุนายน พ.ศ. 2566 จำนวน 30 ค่า มาทา การพยากรณ์ทั้ง 4 เทคนิค โดยเปรียบค่าความแม่นยำ ของการพยากรณ์ ด้วยวิธี MAD และ MAPE ผลการศึกษาวิจัย พบว่าการพยากรณ์ด้วยวิธีค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 6 periods ให้ผลลัพธ์จากการพยากรณ์ที่ดีที่สุด ด้วยค่าความมคลาดเคลื่อนจากวิธี MAPE ของอะไหล่ซ่อมบำรุงรหัส PR1440B1-2 ต่ำที่สุดที่ 22.869 และค่าความคลาดเคลื่อนวิธี MAD ของอะไหล่ซ่อมบำรุงรหัส P0LY-KIT เข้าใกล้ 0 มากที่สุด ที่ 1 ดังนั้นการพยากรณ์วิธีค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เหมาะที่จะนำไปประยุกต์ใช้กับการพยากรณ์กับอะไหล่ซ่อมบำรุงประเภทมีอายุการใช้งานที่จำกัด รายการอื่นๆ
Description: วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (การจัดการโลจิสติกส์)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2566</summary>
    <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การจัดการโลจิสติกส์การท่องเที่ยวในอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2834" />
    <author>
      <name>วธูสิริ ปานงาม</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2834</id>
    <updated>2025-09-15T07:07:26Z</updated>
    <published>2566-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การจัดการโลจิสติกส์การท่องเที่ยวในอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: วธูสิริ ปานงาม
Abstract: การวิจัยการจัดการโลจิสติกส์การท่องเที่ยวในอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี&#xD;
มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการจัดการโลจิสติกส์การท่องเที่ยวในอำเภอเกาะสมุย จังหวัด&#xD;
สุราษฎร์ธานี 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการจัดการโลจิสติกส์การท่องเที่ยวในอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำแนกตามลักษณะประชากรศาสตร์ และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการท่องเที่ยวกับการจัดการโลจิสติกส์การท่องเที่ยวในอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยดำเนินการเก็บข้อมูลในรูปแบบของการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ด้วยแบบสอบถามออนไลน์ (Questionnaire) เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลกลุ่มประชากรเป็นนักท่องเที่ยว ซึ่งเข้าไปท่องเที่ยวในพื้นที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน400 ราย เมื่อได้รับแบบสอบถามกลับมาจะดำเนินการนำข้อมูลไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติเชิงพรรณนา(Descriptive Statistics) และสถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics)&#xD;
ผลการวิจัยเชิงพรรณนา พบว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มตัวอย่างส่วนมากเป็นเพศหญิง อายุ 31-40 ปี&#xD;
มีการศึกษาระดับปริญญาตรี อาชีพพนักงานเอกชน มีรายได้ มากกว่า 30,000 บาท และใช้&#xD;
งบประมาณในการท่องเที่ยวต่ำ กว่า 15,000 บาทต่อครั้ง ตามลำดับ ส่วนด้านพฤติกรรมการท่องเที่ยวพบว่า นักท่องเที่ยวส่วนมากมีผู้ร่วมเดินทางในการท่องเที่ยวอำเภอเกาะสมุย 2-3 คน, โดยมีเป้าหมายการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนในวันหยุด, ใช้เว็บไซต์และสังคมออนไลน์ เป็นแหล่งข้อมูลที่สืบค้น, ใช้ระยะเวลาการท่องเที่ยว 2-7 วัน มีประสบการณ์ในการท่องเที่ยว 2-3 ปี ตามลำดับ และด้านองค์ประกอบด้านการจัดการโลจิสติกส์ พบว่า การจัดการโลจิสติกส์การท่องเที่ยวก่อนและหลังการเดินทาง มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ 3.79 ส่วนผลการวิจัยเชิงอนุมาน พบว่า ลักษณะของประชากรศาสตร์ที่แตกต่างกันมีผลต่อการจัดการโลจิสติกส์การท่องเที่ยวที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่แตกต่างกันไม่มีความสัมพันธ์กับการจัดการโลจิสติกส์การท่องเที่ยวที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
Description: วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (การจัดการโลจิสติกส์)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2566</summary>
    <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>องค์ประกอบที่สำคัญของการพัฒนาบรรจุภัณฑ์โลจิสติกส์ในธุรกิจ E-COMMERCE ของผู้ประกอบการขนาดย่อมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2114" />
    <author>
      <name>นัทดี ลำเต๊ะ</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2114</id>
    <updated>2023-11-30T03:38:20Z</updated>
    <published>2565-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: องค์ประกอบที่สำคัญของการพัฒนาบรรจุภัณฑ์โลจิสติกส์ในธุรกิจ E-COMMERCE ของผู้ประกอบการขนาดย่อมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
Authors: นัทดี ลำเต๊ะ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อการพัฒนาบรรจุภัณฑ์&#xD;
โลจิสติกส์ในธุรกิจ e-commerce ของผู้ประกอบการขนาดย่อมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้&#xD;
และเพื่อศึกษาแนวคิดและองค์ประกอบสาคัญในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์โลจิสติกส์ในธุรกิจ&#xD;
e-commerce ของผู้ประกอบการขนาดย่อมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน&#xD;
การวิจัย ได้แก่ ผู้ประกอบการขนาดย่อมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 400 คน&#xD;
วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ&#xD;
เชิงอนุมาน ได้แก่ สถิติวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis)&#xD;
ผลการศึกษา พบว่า&#xD;
1) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็น เพศหญิง อายุ 20-30 ปี รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ต่ำกว่า 15,000&#xD;
บาท ระดับการศึกษา ปริญญาตรีและมีประสบการณ์ในธุรกิจ e-commerce 2-4 ปี&#xD;
2) ปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาบรรจุภัณฑ์โลจิสติกส์ในธุรกิจ&#xD;
e-commerce ของผู้ประกอบการขนาดย่อมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีระดับความสำคัญ&#xD;
ในระดับมากที่สุด คือ ด้านฉลากหรือมีเครื่องหมายฮาลาล มีค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&#xD;
( X = 4.64, S.D. = 0.046)&#xD;
3) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับส่วนประสมทางการตลาด (7p) ในธุรกิจ e-commerce ของ&#xD;
ผู้ประกอบการขนาดย่อมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในภาพรวม มีระดับความสาคัญใน&#xD;
ระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( X = 4.34, S.D. = 0.014)&#xD;
4) ปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกันมีความสัมพันธ์เชิงเหตุ-ผลต่อการพัฒนาบรรจุภัณฑ์&#xD;
โลจิสติกส์ในธุรกิจ e-commerce ของผู้ประกอบการขนาดย่อมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้&#xD;
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และแนวคิดของส่วนประสมทางการตลาดที่แตกต่างกันมี&#xD;
ความสัมพันธ์เชิงเหตุ-ผลกับการพัฒนาบรรจุภัณ ฑ์โลจิสติกส์ในธุรกิจ e-commerce ของ&#xD;
ผู้ประกอบการขนาดย่อมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
Description: วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (การจัดการโลจิสติกส์)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2565</summary>
    <dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

