<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection:</title>
  <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/66" />
  <subtitle />
  <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/66</id>
  <updated>2026-08-14T19:02:26Z</updated>
  <dc:date>2026-08-14T19:02:26Z</dc:date>
  <entry>
    <title>แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของครู ในโรงเรียนขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3444" />
    <author>
      <name>เพ็ญประภา สุคนธี</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3444</id>
    <updated>2026-08-10T06:49:50Z</updated>
    <published>2568-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของครู ในโรงเรียนขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง
Authors: เพ็ญประภา สุคนธี
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของครูโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง และ 2) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของครูในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างคือ ครูโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง จำนวน 201 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประเมินค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการหาค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI modified) และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน โดยการวิเคราะห์เนื้อหา  ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของครูในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล และความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ด้านความยืดหยุ่น มีค่าดัชนีสูงที่สุด (PNI modified = 0.066) และ 2) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของครูในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง ประกอบด้วย 4 ด้าน รวม 13 แนวทาง ได้แก่ 1) ด้านความยืดหยุ่น มี 3 แนวทาง 2) ด้านการมีวิสัยทัศน์ มี 4 แนวทาง 3) ด้านการมีจินตนาการ มี 3 แนวทาง และ 4) ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล มี 3 แนวทางพัฒนา
Description: วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม. (การบริหารการศึกษา)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</summary>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>แนวทางการเสริมสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานครูกลุ่มเมืองฉะเชิงเทรา 1 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทราเขต 1</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3443" />
    <author>
      <name>ลลิดา ปุญญะประสิทธิ์</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3443</id>
    <updated>2026-08-10T06:38:27Z</updated>
    <published>2568-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: แนวทางการเสริมสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานครูกลุ่มเมืองฉะเชิงเทรา 1 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทราเขต 1
Authors: ลลิดา ปุญญะประสิทธิ์
Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นด้านแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ตลอดจนแนวทางการเสริมสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูกลุ่มเมืองฉะเชิงเทรา 1 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยนี้ คือ ครูโรงเรียนในกลุ่มเมือง 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากการใช้ตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie &amp; Morgan, 1970) ได้ขนาดตัวอย่าง 152 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ คือ แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ของแนวทางการเสริมสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู และในขั้นตอนที่ 2 ใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้างนำไปสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ร้อยละ (Percentile) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และใช้เทคนิค Modified Priority Needs Index (PNI modified) ในการจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น  ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนสภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาความต้องการจำเป็นในการพัฒนา พบว่า 5 อันดับแรก ได้แก่ ด้านเงินเดือนและสวัสดิการ ด้านความรับผิดชอบ ด้านความก้าวหน้า ด้านสถานภาพทางอาชีพ และด้านความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา และ 2) แนวทางการพัฒนาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ การยอมรับและยกย่อง ความมั่นคงและความก้าวหน้าในอาชีพ สภาพแวดล้อมในการทำงาน การมีส่วนร่วมและการสื่อสาร และการพัฒนาตนเองและการเรียนรู้ในวิชาชีพ
Description: วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม. (การบริหารการศึกษา)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</summary>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>แรงจูงใจในการเรียนสาขาวิชาภาษาไทยของนักศึกษาจีนในมหาวิทยาลัยคุนหมิง</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3442" />
    <author>
      <name>หยิน หยาง</name>
    </author>
    <author>
      <name>Ying Yan</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3442</id>
    <updated>2026-08-10T06:31:27Z</updated>
    <published>2568-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: แรงจูงใจในการเรียนสาขาวิชาภาษาไทยของนักศึกษาจีนในมหาวิทยาลัยคุนหมิง
Authors: หยิน หยาง; Ying Yan
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับแรงจูงใจทั้งภายใน ภายนอก และภาพรวมในการเรียนสาขาวิชาภาษาไทยของนักศึกษาจีนในมหาวิทยาลัยคุนหมิง และ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยภายในและภายนอกที่มีผลต่อแรงจูงใจในการเรียนสาขาวิชาภาษาไทยของนักศึกษาจีนในมหาวิทยาลัยคุนหมิง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักศึกษาจีนในมหาวิทยาลัยคุนหมิง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม (Questionnaire) ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นโดยศึกษาจากแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง สถิติที่ใช้ประกอบด้วย ค่าร้อยละ (Percentage) ความถี่ (Frequency) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis)  ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยแรงจูงใจภายในและภายนอกโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ 2) ปัจจัยภายในและภายนอกที่มีผลต่อแรงจูงใจในการเรียนสาขาวิชาภาษาไทยของนักศึกษาจีนในมหาวิทยาลัยคุนหมิง โดยใช้การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบคัดเลือกเข้า (Enter Multiple Regression Analysis) พบว่า ปัจจัยภายในที่มีอำนาจพยากรณ์ดีที่สุดคือ ปัจจัยด้านความต้องการส่วนบุคคล มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 61.8 (R² = 0.618) รองลงมาคือ ปัจจัยด้านความสนใจส่วนบุคคล สำหรับปัจจัยภายนอก ตัวแปรอิสระที่มีอำนาจพยากรณ์ดีที่สุดคือ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยมีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 66.0 (R² = 0.66) รองลงมาคือ ปัจจัยด้านครอบครัว ส่วนปัจจัยด้านสถานศึกษาและปัจจัยด้านสังคม ไม่สามารถร่วมพยากรณ์แรงจูงใจในการเรียนสาขาวิชาภาษาไทยของนักศึกษาจีนในมหาวิทยาลัยคุนหมิงได้
Description: วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม. (การบริหารการศึกษา)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</summary>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>แนวทางการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3441" />
    <author>
      <name>เพ็ญนภา อารีวงษ์</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3441</id>
    <updated>2026-08-10T06:06:27Z</updated>
    <published>2568-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: แนวทางการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก
Authors: เพ็ญนภา อารีวงษ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก และ 2) ศึกษาแนวทางการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก จำนวน 352 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง โดยการวิเคราะห์เนื้อหาและการหาค่าดัชนีความต้องการจำเป็น  ผลการศึกษา พบว่า 1) สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง คือ ด้านการเอาชนะหรือการแข่งขัน สภาพที่พึงประสงค์ คือ ด้านการประนีประนอม และความต้องการจำเป็นมากที่สุด คือ ด้านการประนีประนอม มีค่าดัชนี (PNI modified = .70) และ 2) แนวทางการบริหารความขัดแย้งของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก ประกอบด้วย ด้านการประนีประนอม 7 แนวทาง ด้านการยอมให้ 8 แนวทาง ด้านการร่วมมือ 6 แนวทาง ด้านการหลีกเลี่ยง 6 แนวทาง และด้านการเอาชนะหรือการแข่งขัน 4 แนวทาง
Description: วิทยานิพนธ์ (ศษ.ม. (การบริหารการศึกษา)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</summary>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

