<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection:</title>
  <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/75" />
  <subtitle />
  <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/75</id>
  <updated>2026-01-15T12:33:50Z</updated>
  <dc:date>2026-01-15T12:33:50Z</dc:date>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การบริหารจัดการธุรกิจในภาวะวิกฤติ : สถานการณ์การระบาดของโควิค 19</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2743" />
    <author>
      <name>วิภาดา คุปตานนท์</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2743</id>
    <updated>2025-04-04T02:28:02Z</updated>
    <published>2563-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การบริหารจัดการธุรกิจในภาวะวิกฤติ : สถานการณ์การระบาดของโควิค 19
Authors: วิภาดา คุปตานนท์
Abstract: การศึกษาวิจัย เรื่อง การบริหารจัดการธุรกิจในภาวะวิกฤติ: สถานการณ์การระบาดของโควิด 19 มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาผลกระทบที่เกิดจากวิกฤตการณ์การเกิดโรคระบาดไวรัสโควิด-19 ต่อภาค ธุรกิจ และ 2) เพื่อศึกษาวิธีการบริหารจัดการองค์การในภาวะวิกฤต การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิง คุณภาพ (Qualitative Research) โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เช่น Website, ข้อมูลจากสํานักงานสถิติและข้อมูลจากองค์กรระหว่างประเทศ และเก็บข้อมูลปฐมภูมิ จากการสัมภาษณ์ กลุ่มตัวอย่างจากธุรกิจ 7 ประเภท คือ ธุรกิจการเกษตร, ธุรกิจการผลิต, ธุรกิจการพาณิชย์, ธุรกิจการก่อสร้าง และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์, ธุรกิจการเงิน, ธุรกิจการให้บริการ และธุรกิจอาหาร โดยมีวิธีการเก็บข้อมูล จากการสัมภาษณ์เชิงลึก (Dept interview) ผู้วิจัยใช้เวลาในการเก็บข้อมูลทั้งสิ้น 10 เดือน จํานวน 15 องค์กร จากประเภทธุรกิจทั้งหมด 7 ประเภท ที่กล่าวข้างต้น&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า ธุรกิจทุกประเภทได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ธุรกิจที่ได้รับ ผลกระทบมากที่สุด โดยต้องหยุดกิจการ ได้แก่ ธุรกิจอาหาร และธุรกิจการให้บริการ ธุรกิจการให้บริการ คือ โรงแรม ได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากการไม่มีนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจการผลิตสินค้าประเภทเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ในครัวเรือน ไม่ได้รับผลกระทบ แต่ กลับมียอดขายและความต้องการของลูกค้ามากขึ้น เนื่องจากการที่จะต้อง lock down และใช้เวลาในบ้านมาก ขึ้น ลูกค้าจึงใช้เวลาอยู่ในบ้านมากขึ้น ความต้องการเฟอร์นิเจอร์จึงมีมากขึ้น นอกจากนี้พบว่า ผลกระทบ ของสถานการณ์โควิด-19 มีผลดีต่อธุรกิจ online ในส่วนการกําหนดกลยุทธ์เพื่อบริหารสถานการณ์วิกฤตโควิค 19 นี้ ธุรกิจแต่ละประเภท เลือกใช้ กลยุทธ์ที่แตกต่างกันไปตามสถานการณ์และบริบทขององค์กร ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีการ บริหารงานตามแนวคิด Contingency Perspective ข้อเสนอแนะจากการวิจัยในครั้งนี้ในการบริหารธุรกิจในสถานการณ์วิกฤตโควิด 19 คือ 1. รักษาฐานลูกค้าเดิม โดยการสื่อสารทางตรงและการรักษาคุณภาพของสินค้าและบริการจะทําให้อยู่รอดในภาวะวิกฤต&#xD;
2. การรักษาพันธมิตรทางธุรกิจ เช่น Supplier หรือแหล่งเงินทุน จะช่วยให้เกิดการ ประนีประนอม เช่น การขอผ่อนปรนค่าปรับ การขอยืดเวลาส่งเงินให้กับ Supplier จะช่วยบรรเทาความเดือน ร้อนจากภาวะวิกฤติได้ สมาคมหรือองค์กรที่ธุรกิจเป็นสมาชิกอยู่&#xD;
3. การรักษากําลังคน การเอาใจใส่และดูแลคนงานเป็นอย่างดีและต่อเนื่อง จะช่วยให้เกิด ความสัมพันธ์ที่ดี เมื่อเกิดภาวะวิกฤตกําลังคนเหล่านี้ก็จะเข้าใจและสามารถช่วยเหลือองค์กรในลักษณะ พึ่งพิงซึ่งกันและกันได้&#xD;
4. การมีข้อมูลรอบด้าน ในสถานการณ์วิกฤตองค์กรย่อมเกิดการชะงักงัน การตัดสินใจ ดําเนินการเป็นค่อนข้างยาก จึงต้องอาศัยการมีข้อมูลรอบด้านที่เป็นข้อมูลที่ผ่านการคัดกรองให้เป็นข้อมูลที่ดี ที่ถูกต้อง เพื่อนํามาใช้ในการตัดสินใจ&#xD;
5. การเปิดธุรกิจบน platform online จะเป็นช่องทางในการดําเนินธุรกิจในสภาวการณ์ที่เกิด โรคระบาดจากคนสู่คน การทําธุรกิจ online จะเป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารได้สะดวกและปลอดภัยจาก การแพร่เชื้อโรคระบาดโควิด-19&#xD;
6. การลดขนาดองค์กร Down Sizing โดยมุ่งเป้าหมายเฉพาะเจาะจงกับกลุ่มลูกค้าขนาดเล็กลง และพยายามรักษาฐานลูกค้าไว้เพื่อให้ผ่านพ้นภาวะวิกฤตไป</summary>
    <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย แนวทางเพิ่มสมรรถนะด้านโลจิสติกส์ สำหรับผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของไทย หลังจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2742" />
    <author>
      <name>ชนะเกียรติ สมานบุตร</name>
    </author>
    <author>
      <name>มานะ เงินศรีสุข</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2742</id>
    <updated>2025-04-04T02:23:30Z</updated>
    <published>2558-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย แนวทางเพิ่มสมรรถนะด้านโลจิสติกส์ สำหรับผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของไทย หลังจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
Authors: ชนะเกียรติ สมานบุตร; มานะ เงินศรีสุข
Abstract: การศึกษาวิจัย เรื่อง แนวทางเพิ่มสมรรถนะด้านโลจิสติกส์สําหรับผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ของไทย หลังจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ประกอบของไทยได้มีความตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่ออุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์หลังจากการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน พร้อมทั้งทราบถึงแนวทางที่เหมาะสมและการปรับตัวเพื่อเร่งการ พัฒนาการจัดการโลจิสติกส์ขององค์กร ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาด้านโลจิสติกส์ของภาครัฐ รวมทั้งกําหนดตัวชี้วัดสมรรถนะด้านโลจิสติกส์ (Logistic KPIs) ซึ่งผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของไทย สามารถนําไปใช้เพื่อพัฒนางานโลจิสติกส์ได้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือกลุ่ม บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของไทย จํานวนทั้งสิ้น 15 บริษัท คือบริษัทสัญชาติไทย 5 บริษัท บริษัทสัญชาติญี่ปุ่น 7 บริษัท และบริษัทสัญชาติอื่น 3 บริษัทการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งเป็นการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับ ผู้บริหารของบริษัท โดยคําถามที่ใช้การสัมภาษณ์จะเป็นคําถามเกี่ยวกับแนวทางในทางปฏิบัติที่ บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของไทย จะสามารถสนับสนุนการพัฒนาการจัดการโลจิสติกส์หลัง การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไร โดยคําตอบที่ได้จากคําถามจะนําไปสู่ 1) แสดงถึง ผลกระทบของบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2) แนะนําแนวทางในการปรับปรุงการจัดการโลจิสติกส์สําหรับบริษัทของไทย ซึ่งแนวทางเหล่านี้จะ สอดคล้องกับแผนการพัฒนาของรัฐบาล 3) การกําหนดตัวชี้วัดสมรรถนะด้านโลจิสติกส์ของ บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ชั้นนําลําดับที่ 2 และลําดับ 3 คือผู้จัดหาวัตถุดิบทางอ้อม ให้กับบริษัทผู้ประกอบรถยนต์&#xD;
ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างให้ความสําคัญกับถามข้อที่ 1 คือ “ปัจจัยหลักในด้านใดบ้าง ที่จะช่วยให้บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ มีสมรรถนะด้านการจัดการโลจิสติกส์ (KPI) สูงขึ้น” ในด้านลักษณะองค์กร กลุ่มตัวอย่างมีความเห็นว่า มีการทํางานเป็นทีมมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ มีการ กระจายอํานาจมากที่สุด โดยมีบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นให้ความสําคัญมากที่สุด ส่วนปัจจัยในด้านตัว ผู้บริหารและหลักการบริหารงาน กลุ่มตัวอย่างมีความเห็นว่า การกระจายเป้าหมาย KPI จากระดับ บนลงสู่ระดับล่าง มีความสําคัญมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ ใช้ระบบการขนส่งแบบ Milk Run สําหรับคําถามข้อที่ 2 คือ “เมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ตัวชี้วัดสมรรถนะ (KPI) ด้านโลจิสติกส์ใดบ้าง ที่ควรถูกให้ความสําคัญ” โดยคําถามด้านงานคลังสินค้าและสินค้าคงคลัง กลุ่มตัวอย่างมีความเห็นว่า KPI ได้แก่มูลค่าของวัตถุดิบและสินค้าในคลัง และต้นทุนดําเนินงาน คลังสินค้า ส่วนด้านการจัดส่ง ได้แก่ตรงเวลามากที่สุด ด้านการจัดซื้อจัดจ้าง ได้แก่ ต้นทุนการ จัดซื้อ และด้านการจัดการทั่วไป ได้แก่ จํานวนหลักสูตรอบรม สําหรับตัวชี้วัดสมรรถนะ (KPI) ด้านโลจิสติกส์ที่กลุ่มตัวอย่างให้ความสําคัญเรียงตามลําดับความสําคัญใน 3 อันดับได้แก่ KPI การ จัดส่ง ด้านตรงเวลา KPI การจัดการทั่วไป ด้านจํานวนหลักสูตรอบรม และKPI การจัดการทั่วไป ด้านสมรรถนะการทํางานของพนักงาน</summary>
    <dc:date>2558-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย กุญแจความสําเร็จของการบริหารธุรกิจ coworking spaces ในประเทศไทย</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2653" />
    <author>
      <name>ปิยะรัตน์ จันทรยุค</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2653</id>
    <updated>2024-11-28T02:30:14Z</updated>
    <published>2564-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย กุญแจความสําเร็จของการบริหารธุรกิจ coworking spaces ในประเทศไทย
Authors: ปิยะรัตน์ จันทรยุค
Abstract: การศึกษาเรื่อง กุญแจความสําเร็จของการบริหารธุรกิจCoworking Spaces ในประเทศไทย เพื่อมุ่ง ศึกษาสภาพแวดล้อมภายในธุรกิจ และนํามาซึ่งการวิเคราะห์หากุญแจที่ส่งถึงความสําเร็จของการบริหารธุรกิจ Coworking spaceในประเทศไทย งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยเก็บรวบรวบข้อมูลโดยการทบทวน วรรณกรรม การสังเกตอย่างมีส่วนร่วม และสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ก่อตั้งหรือผู้บริหาร โดยกลุ่มตัวอย่าง คือ Coworking spaceที่ตั้งอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ขอนแก่น และภูเก็ต จํานวน 12 แห่ง การวิเคราะห์เนื้อหาและตรวจสอบข้อมูลโดยใช้วิธีการตรวจสอบสามเส้าด้านข้อมูลจากสถานที่และ แหล่งข้อมูล การศึกษาอยู่ภายใต้แนวคิด McKinsey 7S Framework ศึกษาองค์ประกอบสภาพแวดล้อมภายใน ผลการวิจัยพบประเด็นที่สําคัญเกี่ยวกับธุรกิจCoworking space จะมีสภาพแวดล้อมภายในที่มีส่วนประสมของ ลักษณะการใช้ร่วมและทํางานร่วมกัน คือ 6C+M เพื่อให้เกิดการจัดการที่ประสิทธิภาพ และนําไปสู่ความสําเร็จ ของการบริหารธุรกิจCoworking space ข้อค้นพบจากปรากฏการณ์และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสามารถจําแนก หัวข้อเรื่องที่สําคัญได้ 6 ประเด็น แนวคิดร่วมของการกําหนดเป้าหมายธุรกิจและการคํานึงถึงชุมชนและสังคม (Common Business and CSR concepts) การรวมตัวของผู้ก่อตั้งธุรกิจที่มีคุณลักษณะและทักษะหลากหลาย ที่ส่งเสริมกัน (Co-Founders) การจัดองค์กรร่วม การใช้และแลกเปลี่ยนพนักงานภายในกลุ่มธุรกิจ (Co- Structure and Workers) ความร่วมมือกับภาคธุรกิจและรัฐ เพื่อนําไปสู่การจัดกิจกรรมต่างๆร่วมกัน (Cooperation with business sectors and governments) การเชื่อมโยงหรือการสร้างความสัมพันธ์ของผู้มาใช้บริการ (Connection) การประสมพื้นที่หรือการจัดสรรพื้นที่การทํางาน และพื้นที่บริการเครื่องดื่มและเบเกอรี (Space Mixed -Workspace and Café) และความสะดวกสบายในการใช้พื้นที่ (Comfortable)</summary>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การศึกษาความพร้อมของผู้ประกันตนต่อการประกันสังคมกรณีว่างงาน ศึกษาเฉพาะผู้ประกันตน (ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานจัดหางาน จังหวัดปทุมธานีและไม่สามารถหางานได้) ที่มาติดต่องานกับสำนักงานประกันสังคม จัดหวัดปทุมธานี</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2337" />
    <author>
      <name>ประไพศรี ธรรมวิริยะวงศ์</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2337</id>
    <updated>2024-04-22T07:04:42Z</updated>
    <published>2548-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การศึกษาความพร้อมของผู้ประกันตนต่อการประกันสังคมกรณีว่างงาน ศึกษาเฉพาะผู้ประกันตน (ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานจัดหางาน จังหวัดปทุมธานีและไม่สามารถหางานได้) ที่มาติดต่องานกับสำนักงานประกันสังคม จัดหวัดปทุมธานี
Authors: ประไพศรี ธรรมวิริยะวงศ์
Abstract: จากสภาพปัญหาการว่างงานและผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ทำให้รัฐบาลต้องดำเนินการประกันสังคมกรณีว่างงานขึ้น การดำเนินการประกันสังคมกรณีว่างงานจะให้บรรลุผลได้ดีนั้น ความรู้ ความเข้าใจ และความพร้อมของผู้ประกันตนมีส่วนสำคัญที่จะทำให้การประกันสังคมกรณีว่างงานประสบความสำเร็จ ดังนั้นจึงได้ทำการวิจัยศึกษา เรื่อง “ความพร้อมของผู้ประกันตนต่อการประกันสังคมกรณีว่างงาน : ศึกษาเฉพาะกรณีผู้ประกันตน (ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานจัดหางานจังหวัดปทุมธานีและไม่สามารถหางานได้) ที่มาติดต่องานกับสำนักงานประกันสังคมจังหวัดปทุมธานี”  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ ความเข้าใจ และความพร้อมของผู้ประกันตนต่อการประกันสังคมกรณีว่างงาน กลุ่มประชากรที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ ผู้ประกันตน (ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานจัดหางานจังหวัดปทุมธานีและไม่สามารถหางานได้)  ที่มาติดต่องานกับสำนักงานประกันสังคมจังหวัดปทุมธานี จำนวน 300 คน  โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือใน      การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS (Statistic Package for the Social Sciences) ในการคำนวณและวิเคราะห์สถิติพื้นฐาน คือ ความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) การทดสอบค่าสถิติที (t-test) หรือค่าสถิติเอฟ (F-test) โดยวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ANOVA (One-way Analysis of Variance) เพื่อทดสอบความมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยกำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05  &#xD;
ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้ ผู้ประกันตนเป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย มีอายุเฉลี่ย 29.5 ปี  การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช.  เป็นส่วนใหญ่ มีสถานสภาพสมรสมากที่สุด มีรายได้ต่อเดือนเฉลี่ย 7,500 บาท  อายุการทำงานในสถานประกอบการปัจจุบันเฉลี่ยน้อยกว่า 2 ปี  โดยส่วนใหญ่เคยใช้บริการสำนักงานประกันสังคม 5-6 ครั้ง ผู้ประกันตนมีความรู้  ความเข้าใจต่อการประกันสังคมกรณีว่างงานในภาพรวมระดับปานกลาง  โดยมีความเข้าใจมากที่สุดด้านความต้องการการประกันสังคมกรณีว่างงาน และมีความพร้อมต่อการประกันสังคมกรณีว่างงานในภาพรวมอยู่ใน ระดับสูงมาก แต่ผู้ประกันตนมีความพร้อมน้อยที่สุดในเรื่องความสามารถในการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน และพบว่าผู้ประกันตนมีระดับความต้องการเกี่ยวกับการประกันสังคมกรณีว่างงานมากที่สุดในเรื่องความต้องการข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการใช้บริการและการใช้สิทธิจากการประกันสังคมกรณีว่างงาน รวมทั้งการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อต่างๆ นอกจากนี้ ยังคาดหวังว่าจะได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเป็น เงินชดเชยรายเดือนในช่วงที่ว่างงานมากที่สุด อย่างไรก็ตามผู้ประกันตนที่มีความแตกต่างทางด้านสถานภาพสมรสและการใช้บริการสำนักงานประกันสังคม โดยเฉพาะผู้ที่มีสถานภาพสมรสมีความรู้ ความเข้าใจและ  ความพร้อมต่อการประกันสังคมกรณีว่างงานมากกว่า&#xD;
ข้อเสนอแนะจากการศึกษาควรมีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ความรู้ด้านการประกันสังคมกรณีว่างงานให้เป็นไปอย่างแพร่หลาย ให้เข้าถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้มากที่สุด  ควรกำหนดนโยบายด้านการประชาสัมพันธ์ให้เป็นไปในเชิงรุก เพื่อพัฒนาการประชาสัมพันธ์ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้มากที่สุด</summary>
    <dc:date>2548-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

