<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Community:</title>
  <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/83" />
  <subtitle />
  <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/83</id>
  <updated>2026-05-21T21:03:54Z</updated>
  <dc:date>2026-05-21T21:03:54Z</dc:date>
  <entry>
    <title>การพัฒนาหนังสือ อัจฉริยะในยุค Next normal เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาระดับปริญญาตรี รายวิชา การบัญชีเพื่อการจัดการ เรื่อง การใช้ข้อมูลทางบัญชีในการตัดสินใจ</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3340" />
    <author>
      <name>วันฤดี สุขสงวน</name>
    </author>
    <author>
      <name>ภัทรณัชชา โชติคุณากิตติ</name>
    </author>
    <author>
      <name>พิมลวรรณ ตรีพัฒนสิทธิ์</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3340</id>
    <updated>2026-05-11T02:45:31Z</updated>
    <published>2565-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาหนังสือ อัจฉริยะในยุค Next normal เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาระดับปริญญาตรี รายวิชา การบัญชีเพื่อการจัดการ เรื่อง การใช้ข้อมูลทางบัญชีในการตัดสินใจ
Authors: วันฤดี สุขสงวน; ภัทรณัชชา โชติคุณากิตติ; พิมลวรรณ ตรีพัฒนสิทธิ์
Abstract: บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาหนังสืออัจฉริยะในยุค Next normal สําหรับการ เรียนรู้แบบผสมผสาน รายวิชา การบัญชีเพื่อการจัดการ เรื่องการใช้ข้อมูลทางบัญชีเพื่อการตัดสินใจ 2) เพื่อเปรียบเทียบอัตราการเปลี่ยนแปลงของคะแนนระหว่างเรียน และหลังเรียนของผู้เรียนด้วยตนเอง จากหนังสืออัจฉริยะ กับผู้เรียนที่เรียนแบบดั้งเดิม 3) เพื่อประเมินประสิทธิภาพของหนังสืออัจฉริยะ รายวิชาการบัญชีเพื่อการจัดการ เรื่อง การใช้ข้อมูลทางบัญชีเพื่อการตัดสินใจ 4) เพื่อประเมินความพึง พอใจของผู้เรียนที่มีต่อหนัง หนังสืออัจฉริยะ เพื่อการเรียนรู้แบบผสมผสาน รายวิชา การบัญชีเพื่อการจัดการ เรื่อง การใช้ข้อมูลทางบัญชีเพื่อการตัดสินใจ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเป็นงานวิจัยเชิงกึ่งทดลอง (Quasi-experimental Research) เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ หนังสืออัจฉริยะ หนังสือแบบ ดังเดิม แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบ และแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test for dependent samples ผลการวิจัยพบว่า 1) ได้หนังสือ อัจฉริยะที่ใช้งานได้จริง 2) อัตราการเปลี่ยนแปลงระหว่างเรียนและหลังเรียนของผู้เรียนด้วยหนังสือ อัจฉริยะ กับหนังสือแบบดั้งเดิมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยยะสําคัญทางสถิติ 3) หนังสืออัจฉริยะมี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และ 4) ค่าเฉลี่ยของความพึงพอใจของผู้เรียนอยู่ในระดับมากถึงมาก ที่สุด โดยให้ข้อเสนอแนะว่า ใช้สื่อการสอนดีมาก การ์ตูนสนุก เข้าใจง่าย น่าเรียนมาก ๆ และขอบคุณ สําหรับความรู้ที่เพิ่มขึ้นทั้งทางโลก และทางธรรม</summary>
    <dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนกระแสเงินสดกับราคาหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในช่วงสถานการณ์โคโรน่าไวรัส 2019</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3312" />
    <author>
      <name>นิรัชรา อิสรีย์ธัญชนก</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3312</id>
    <updated>2026-04-02T05:57:07Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนกระแสเงินสดกับราคาหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในช่วงสถานการณ์โคโรน่าไวรัส 2019
Authors: นิรัชรา อิสรีย์ธัญชนก
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานกับราคาหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในช่วงสถานการณ์โคโรนาไวรัส 2019 โดยเก็บข้อมูลงบการเงินในช่วงปี พ.ศ. 2560–2565 จำนวน 6 ปี จากฐานข้อมูลออนไลน์ SETSMART และ BLOOMBERG กลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,292 ปีบริษัท ตัวแปรอิสระที่ใช้ในการศึกษา คือ อัตราส่วนกระแสเงินสด จำแนกเป็น 6 อัตราส่วนกระแสเงินสด ได้แก่ 1) อัตราส่วนกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานต่อหนี้สินหมุนเวียน 2) อัตราส่วนกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานต่อหนี้สินรวม 3) อัตราส่วนกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานต่อสินทรัพย์รวม 4) อัตราส่วนกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานต่อรายได้รวม 5) อัตราส่วนกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานต่อกำไรสุทธิ และ 6) อัตราส่วนกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานต่อส่วนของผู้ถือหุ้น งานวิจัยนี้มีการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ด้วยวิธี Ordinary Least Square, Fixed Effect และ Random Effect Regression และใช้ Hausman Test ในการเลือกสมการที่มีความเหมาะสมที่สุด ผลการวิจัยพบว่า จากการใช้การทดสอบความสัมพันธ์ด้วยวิธี Ordinary Least Square ตัวแปรที่ศึกษาไม่มีความสัมพันธ์กับราคาหลักทรัพย์ในช่วงสถานการณ์โควิด แต่เนื่องจากข้อมูลเป็นลักษณะพาแนล และจากการทดสอบด้วย Hausman สมการที่เหมาะสมที่สุดคือ Fixed Effect Regression Model โดยพบว่า อัตราส่วนกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานต่อสินทรัพย์รวม และขนาดของธุรกิจ (วัดจากขนาดของรายได้) มีความสัมพันธ์ทางบวกกับราคาหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนในช่วงสถานการณ์โคโรนาไวรัส 2019
Description: วิทยานิพนธ์ (บ.ม. (บัญชี)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ประสิทธิภาพการดำเนินงานของบริษัทกลุ่มธุรกิจการเงินหลังนโยบายประเทศไทย 4.0</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3311" />
    <author>
      <name>รัตนา บัวบาน</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3311</id>
    <updated>2026-04-02T05:54:08Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ประสิทธิภาพการดำเนินงานของบริษัทกลุ่มธุรกิจการเงินหลังนโยบายประเทศไทย 4.0
Authors: รัตนา บัวบาน
Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการวัดประสิทธิภาพการดำเนินงานของบริษัทกลุ่มธุรกิจการเงิน หมวดธนาคาร และหมวดเงินทุนและหลักทรัพย์ ระหว่างปี พ.ศ. 2556–2565 โดยวิธี Data Envelopment Analysis (DEA) และกำหนดปัจจัยการผลิต (Input) คือ เงินรับฝาก ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย และที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ ปัจจัยผลผลิต (Output) คือ รายได้ดอกเบี้ย จำนวนเงินให้สินเชื่อ และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ การวิเคราะห์ประสิทธิภาพการดำเนินงานของบริษัทหมวดธนาคาร และหมวดเงินทุนและหลักทรัพย์ ในช่วงระยะเวลา 10 ปี ก่อนและหลังประกาศนโยบายประเทศไทย 4.0 พบว่า บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทที่มีค่าคะแนนประสิทธิภาพการดำเนินงานสูงสุด โดยมีค่าเฉลี่ยประสิทธิภาพการดำเนินงานเท่ากับ 1.000 ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) มีค่าเฉลี่ยประสิทธิภาพการดำเนินงานเท่ากับ 0.996 และ 0.995 เป็นลำดับที่ 2 และ 3 ค่าประสิทธิภาพการดำเนินงานก่อนประกาศนโยบายประเทศไทย 4.0 พบว่า ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บริษัท อะมานะฮ์ ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีค่าคะแนนประสิทธิภาพการดำเนินงานสูงสุดที่ 1.000 โดยธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) และบริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มีค่าคะแนนประสิทธิภาพการดำเนินงานสูงสุดเท่ากับ 1.000 ภายหลังการประกาศใช้นโยบายประเทศไทย 4.0
Description: วิทยานิพนธ์ (บ.ม. (บัญชี)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างผู้ถือหุ้นกับความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มธุรกิจการเงิน</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3310" />
    <author>
      <name>อัญชลี ปัญญามัง</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3310</id>
    <updated>2026-04-02T05:50:59Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างผู้ถือหุ้นกับความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มธุรกิจการเงิน
Authors: อัญชลี ปัญญามัง
Abstract: วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างของผู้ถือหุ้นกับความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มธุรกิจการเงิน โดยใช้สัดส่วนการถือหุ้นสามัญตามโครงสร้างผู้ถือหุ้น 10 อันดับแรกของบริษัท งานวิจัยนี้ได้นำขนาดของกิจการ และความเสี่ยงทางการเงิน เข้ามาในแบบจำลองความสัมพันธ์เชิงเส้นตรงในฐานะตัวแปรควบคุม ศึกษาข้อมูลทางการเงินจาก SETSMART รายงานประจำปี และแบบแสดงรายการ 56-1 ศึกษาข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี (พ.ศ. 2556–2565) กลุ่มตัวอย่างจำนวน 41 บริษัท และใช้กระบวนการวิเคราะห์การถดถอย ที่ช่วงความเชื่อมั่น 95%  ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างผู้ถือหุ้นวัดจากสัดส่วนการถือหุ้นสามัญโดยนักลงทุนปัจเจกบุคคล สัดส่วนการถือหุ้นสามัญโดยนักลงทุนสถาบัน และสัดส่วนการถือหุ้นสามัญโดยนักลงทุนต่างชาติ ของบริษัทจดทะเบียนกลุ่มธุรกิจการเงิน ไม่มีความสัมพันธ์และผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไร ที่วัดด้วยอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) และอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) ในขณะที่สัดส่วนการถือหุ้นสามัญโดยนักลงทุนสถาบันมีความสัมพันธ์และผลกระทบในทิศทางเดียวกันกับอัตราส่วนมูลค่าทางการตลาด Tobin’s Q กล่าวคือ การมีสัดส่วนการถือหุ้นสามัญโดยนักลงทุนสถาบันยิ่งสูงจะส่งผลดีต่อมูลค่าทางการตลาดของกิจการ ทำให้มูลค่าทางการตลาดยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้ ตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อความสามารถในการทำกำไร คือ ขนาดของกิจการ (SIZE) และความเสี่ยงทางการเงิน (LEV) มีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามกับความสามารถในการทำกำไร
Description: วิทยานิพนธ์ (บ.ม. (บัญชี)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

