<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection:</title>
  <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/911" />
  <subtitle />
  <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/911</id>
  <updated>2026-01-15T07:56:02Z</updated>
  <dc:date>2026-01-15T07:56:02Z</dc:date>
  <entry>
    <title>การตรวจสอบความสามารถในการตรวจจับความดันในกะโหลกศีรษะตั้งแต่เริ่มต้น และการระบุปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเกิดความดันในกะโหลกศีรษะในผู้ป่วยบาดเจ็บที่สมองกลุ่มผู้ใหญ่</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3054" />
    <author>
      <name>มณฑิรา เหมือนจันทร์</name>
    </author>
    <author>
      <name>วิมล อิ่มอุไร</name>
    </author>
    <author>
      <name>มนพร ชาติชำนิ</name>
    </author>
    <author>
      <name>กานต์ ยงศิริวิทย์</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3054</id>
    <updated>2025-10-29T06:12:56Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การตรวจสอบความสามารถในการตรวจจับความดันในกะโหลกศีรษะตั้งแต่เริ่มต้น และการระบุปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเกิดความดันในกะโหลกศีรษะในผู้ป่วยบาดเจ็บที่สมองกลุ่มผู้ใหญ่
Authors: มณฑิรา เหมือนจันทร์; วิมล อิ่มอุไร; มนพร ชาติชำนิ; กานต์ ยงศิริวิทย์
Abstract: การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาความสามารถในการตรวจจับภาวะความดันในกะโหลกศีรษะตั้งแต่เริ่มต้น และ ระบุปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะความดันในกะโหลกศีรษะ ในผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองในกลุ่มผู้ใหญ่ โดยศึกษาผลลัพธ์ในด้านหลักคือ ผลลัพธ์ด้านผู้ป่วย กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ป่วยจำนวน 215 คน ที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสมุทรปราการ โดยการเก็บข้อมูลดำเนินการตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2566 ถึง 10 ตุลาคม 2567&#xD;
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกทางการพยาบาลอิเล็กทรอนิกส์, แบบประเมินความรุนแรงของการบาดเจ็บทางสมอง (Glasgow Coma Scale, GCS), และแบบประเมินผลลัพธ์การรักษาผู้ป่วยก่อนจำหน่าย (Glasgow Outcome Score) ข้อมูลถูกวิเคราะห์ด้วยสถิติ Chi-square, Pearson’s correlation, One-way ANOVA และ Logistic Regression เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูง&#xD;
ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับผลลัพธ์ของผู้ป่วย เช่น คะแนน GCS รวมถึงการลืมตา, การตอบสนองด้านการเคลื่อนไหว และการตอบสนองด้วยคำพูด แสดงให้เห็นความสัมพันธ์เชิงลบที่มีนัยสำคัญกับแรงดันในกะโหลกศีรษะ (p &lt; .01) ทั้งในขณะที่รับเข้ารักษาและเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของอาการ ผลลัพธ์ในโรงพยาบาล เช่น ระยะเวลาการนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลและค่าใช้จ่าย มีความสัมพันธ์เชิงบวกที่มีนัยสำคัญ (p &lt; .01) นอกจากนี้ สัญญาณชีพ (Cushing's reflex) โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงในอัตราการหายใจ มีความสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) ความแม่นยำในการทำนายการตรวจจับแรงดันในกะโหลกศีรษะอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่า AUC เท่ากับ 0.7401 (CI 0.54–0.93) ผลการวิจัยครั้งนี้จึงสรุปได้ว่า ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการตรวจจับแรงดันในกะโหลกศีรษะได้แก่คะแนน GCS และอัตราการหายใจ (Cushing's reflex) อย่างไรก็ตาม สัญญาณชีพอื่น ๆ เช่น ชีพจรและความดันโลหิต ไม่สามารถทำนายแรงดันในกะโหลกศีรษะได้ แต่สัญญาณชีพเหล่านี้มีนัยสำคัญทางสถิติในการทำนายอัตราการเสียชีวิตและผลลัพธ์ตาม GOS การศึกษาในอนาคตควรเพิ่มขนาดตัวอย่าง ความถูกต้อง และรวมปัจจัย เช่น ความอิ่มตัวของออกซิเจนเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตรวจจับแรงดันในกะโหลกศีรษะ</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ปัจจัยทำนายการฝากครรภ์ครั้งแรกล่าช้าของหญิงตั้งครรภ์ โรงพยาบาลปทุมธานี</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3018" />
    <author>
      <name>สุภางค์พิมพ์ รัตตสัมพันธ์</name>
    </author>
    <author>
      <name>นิธินันท์ ศิรบารมีสิทธิ์</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3018</id>
    <updated>2025-10-24T08:26:59Z</updated>
    <published>2568-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ปัจจัยทำนายการฝากครรภ์ครั้งแรกล่าช้าของหญิงตั้งครรภ์ โรงพยาบาลปทุมธานี
Authors: สุภางค์พิมพ์ รัตตสัมพันธ์; นิธินันท์ ศิรบารมีสิทธิ์
Abstract: วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายการฝากครรภ์ครั้งแรกล่าช้าของหญิงตั้งครรภ์ ที่มาฝากครรภ์ โรงพยาบาลปทุมธานี วิธีการ: กลุ่มตัวอย่างเป็นหญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ครั้งแรก โรงพยาบาลปทุมธานี ในช่วงเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนตุลาคม 2567 จำนวน 330 ราย โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ หญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ครั้งแรกก่อนอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ และตั้งแต่อายุครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล ประวัติการตั้งครรภ์และการคลอด ความรู้ ทัศนคติ ความเชื่อเกี่ยวกับการตั้งครรภ์และการฝากครรภ์ สถานบริการ และการสนับสนุนทางสังคม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกต่างระหว่างปัจจัยที่ศึกษากับการฝากครรภ์ครั้งแรกล่าช้า โดยใช้สถิติไคสแควร์ และวิเคราะห์ปัจจัยทำนายการฝากครรภ์ครั้งแรกล่าช้า โดยใช้สถิติการถดถอยโลจิสติกแบบทวิ ผลการศึกษา: ปัจจัยทำนายการฝากครรภ์ครั้งแรกล่าช้าของหญิงตั้งครรภ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อายุ (OR = 3.63, 95%CI = 1.41-9.36) ความพร้อมในการตั้งครรภ์ (OR = 3.81, 95%CI = 1.72-8.46) ความรู้ (OR = 2.97, 95%CI = 1.35-6.50) ทัศนคติ (OR = 8.02, 95%CI = 3.65-17.59) การรับรู้ประโยชน์ของการฝากครรภ์ (OR = 5.91, 95%CI = 2.65-13.15) การรับรู้ภาวะเสี่ยงของการฝากครรภ์ครั้งแรกล่าช้า (3.34, 95%CI = 1.58-7.08) และการสนับสนุนทางสังคม (OR = 7.00, 95%CI = 3.29-14.91) สรุป: บุคลากรทางสุขภาพควรรณรงค์ให้หญิงตั้งครรภ์โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น ที่ไม่พร้อมในการตั้งครรภ์ มีความรู้ ทัศนคติ การรับรู้ประโยชน์ของการฝากครรภ์ ภาวะเสี่ยงของการฝากครรภ์ครั้งแรกล่าช้า การสนับสนุนทางสังคมและจัดกิจกรรมส่งเสริมให้หญิงตั้งครรภ์มาฝากครรภ์ครั้งแรกก่อนอายุครรภ์ 12 สัปดาห์</summary>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังสุขภาพจิตร่วมกับการสนับสนุนทางสังคมต่อพลังสุขภาพจิตในผู้สูงอายุที่เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จังหวัดปทุมธานี</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3017" />
    <author>
      <name>ฐิติชญาน์ ปิยภัทรธนัสไชย</name>
    </author>
    <author>
      <name>สุนิษา เชือกทอง</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3017</id>
    <updated>2025-10-24T08:23:27Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังสุขภาพจิตร่วมกับการสนับสนุนทางสังคมต่อพลังสุขภาพจิตในผู้สูงอายุที่เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จังหวัดปทุมธานี
Authors: ฐิติชญาน์ ปิยภัทรธนัสไชย; สุนิษา เชือกทอง
Abstract: ผู้สูงอายุต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโดยธรรมชาติด้านสรีระภาพของร่างกายที่เสื่อมถอยและปัญหาสุขภาพที่เรื้อรัง หากได้รับการสนับสนุนทางสังคมและส่งเสริมให้มีพลังสุขภาพจิตที่ดี ย่อมส่งผลให้ผู้สูงอายุสามารถปรับตัวและดำเนินชีวิตต่อไปอย่างปกติสุขท่ามกลางสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่ยากลำบาก การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังสุขภาพจิตร่วมกับการสนับสนุนทางสังคมต่อพลังสุขภาพจิตในผู้สูงอายุที่เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จังหวัดปทุมธานี เป็นการศึกษาแบบกึ่งทดลอง (quasi-experimental research) แบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง(two group pretest-posttest design) กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลส่งเสริม&#xD;
สุขภาพตำบลบางพูน1เป็นกลุ่มทดลอง และผู้สูงอายุที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางพูน2เป็นกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมพัฒนาพลังสุขภาพจิต จำนวน 8 ครั้งติดต่อกัน สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ระยะเวลา 4 สัปดาห์ กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือแบบสอบถาม ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้ทรงคุณวุฒิค่าความเชื่อมั่น0.90 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย และสถิติทดสอบที (t-test) ผลการวิจัย พบว่า 1) ค่าเฉลี่ยคะแนนพลังสุขภาพจิตผู้สูงอายุของกลุ่มทดลองหลังเข้ารับโปรแกรมการเสริมสร้างพลังสุขภาพจิตฯสูงกว่าก่อนเข้าโปรแกรมโปรแกรมการเสริมสร้างพลังสุขภาพจิตฯอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t= 16.73, p&lt;.001) 2) ค่าเฉลี่ยคะแนนพลังสุขภาพจิตผู้สูงอายุ หลังได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างพลังสุขภาพจิตฯของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการดูแลปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=16.21, p&lt;.001)</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ประสบการณ์การจัดการทางการพยาบาลในผู้ป่วยที่ติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพโรงพยาบาลสิงห์บุรี</title>
    <link rel="alternate" href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3016" />
    <author>
      <name>ณัฐพล ยุวนิช</name>
    </author>
    <author>
      <name>มนพร ชาติชำนิ</name>
    </author>
    <author>
      <name>ทองเปลว ชมจันทร์</name>
    </author>
    <id>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3016</id>
    <updated>2025-10-24T08:19:44Z</updated>
    <published>2565-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ประสบการณ์การจัดการทางการพยาบาลในผู้ป่วยที่ติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพโรงพยาบาลสิงห์บุรี
Authors: ณัฐพล ยุวนิช; มนพร ชาติชำนิ; ทองเปลว ชมจันทร์
Abstract: การศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อศึกษาการจัดการทางการพยาบาลในผู้ป่วยที่ติดเชื้อดื้อยา&#xD;
ในโรงพยาบาลสิงห์บุรี การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง พยาบาลวิชาชีพในหอผู้ป่วยหนัก หอผู้ป่วยอายุรกรรมและหอผู้ป่วยศัลยกรรม โรงพยาบาลสิงห์บุรี ตามเกณฑ์รวมทั้งสิ้น 14 คน โดยเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณืเชิงลึก ระหว่างเดือนกรกฎาคม - ตุลาคม พ.ศ. 2565 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา โดยการใช้เทคนิคการวิเคราะห์เหตุการณ์สำคัญ และยึดหลักการแบบอุปนัยผลวิจัยจากประสบการณืของกลุ่มตัวอย่างอายุ อยู่ระหว่าง 24 – 55 ปี (Mean 37.71, SD 9.38) ประสบการณืการทำงานอยู่ระหว่าง 1 – 35 ปี (Mean 17.08, SD 10.00) พยาบาลกลุ่มตัวอย่างทุกคนมีประสบการณ์การดูแลผูู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาแต่ไม่ได้รับการอบรมเฉพาะทางในการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยา พยาบาลแสดงให้เห็นถึงประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาที่ได้ใช้แนวทางปฏิบัติการรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ สามารถจัดได้เป็น 3 เหตุการณ์และแบ่งเป็น 12 sub-categories ได้แก่ 1) มีความสำเร็จในการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยา ประกอบด้วยมีการใช้แนวทางปฏิบัติและแนวทางการรักษา รับทราบสถานะผู้ป่วยที่ติดเชื้อดื้อยาชัดเจน ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงาน และปฏิบัติตามแนวทางฯ อย่างเคร่งครัด 2) อุปสรรคในการดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อดื้อยา ประกอบด้วย ปัจจัย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ ด้านการสื่อสารและประสานงานของทีมไม่มีประสิทธิภาพ การปฏิบัติที่ซับซ้อนและภาระงานที่มากเกินจากการขาดอัตรากำลัง คู่มือที่เป็นแนวทางปฏิบัติฯไม่ชัดเจน ข้อจำกัดของสถานที่ในการแยกผู้ป่วย ขาดความตระหนักรู้ในการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยา และ 3) แนวทางในการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อดื้อยา ได้แก่ การจัดการด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อม การจัดการเชิงระบบและนโยบาย และการจัดการด้านความรู้ของผู้ปฏิบัติสรุปและข้อเสนอแนะ ควรมีการพัฒนาระบบการคัดกรอง คัดแยกกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ และระบบการการสื่อสารและประสานงานของทีม รวมถึงควรที่จะจัดตั้งคณะกรรมการในการร่วมกันพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อดื้อยา การจัดการด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อม และระบบการให้ความรู้ของผู้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง</summary>
    <dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

