<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/139">
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/139</link>
    <description />
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2738" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2571" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2570" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2397" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-01-13T07:31:02Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2738">
    <title>การพัฒนาตัวบ่งชี้คุณค่าตราสินค้าแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมย่านชุมชนเก่า ในกรุงเทพฯ เพื่อประยุกต์ใช้ในการสื่อสารตราสินค้าแหล่งท่องเที่ยว</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2738</link>
    <description>Title: การพัฒนาตัวบ่งชี้คุณค่าตราสินค้าแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมย่านชุมชนเก่า ในกรุงเทพฯ เพื่อประยุกต์ใช้ในการสื่อสารตราสินค้าแหล่งท่องเที่ยว
Authors: พิทักษ์ ชูมงคล
Abstract: งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยแบบผสมผสานมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบจําลองตัวบ่งชี้คุณค่าตราสินค้า แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในมุมมองผู้บริโภคสําหรับแหล่งท่องเที่ยวย่านชุมชนเก่าในกรุงเทพฯ และเพื่อ ตรวจสอบความสอดคล้องของแบบจําลองตัวบ่งชี้คุณค่าตราสินค้าแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในมุมมอง ผู้บริโภคสําหรับแหล่งท่องเที่ยวย่านชุมชนเก่าในกรุงเทพ ฯ กับข้อมูลเชิงประจักษ์ ดําเนินการพัฒนาตัวบ่งชี้ โดยการทบทวนวรรณกรรมและการประยุกต์ใช้วิธีเดลฟายกับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม จากนั้นนําตัว ตัวบ่งชี้ไปทดสอบความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ที่รวบรวมด้วยแบบสอบถามจาก กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีอายุระหว่าง 18-74 ปี จํานวน 461 คน โดยใช้การวิเคราะห์แบบจําลองสมการเชิง โครงสร้าง จากนั้นนําแบบจําลองที่ผ่านการทดสอบไปดําเนินการจัดการสนทนากลุ่มเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากชุมชนและนักท่องเที่ยว&#xD;
ผลการศึกษาพบว่า ตัวบ่งชี้คุณค่าตราสินค้าแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในมุมมองผู้บริโภค ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ 14 ตัวบ่งชี้ ดังนี้ (1) การรู้จักตราสินค้าแหล่งท่องเที่ยว ประกอบไปด้วย 2 ตัว บ่งชี้ คือ (1.1) การรู้จักแบบระลึกได้ (1.2) การรู้จักแบบมีสิ่งกระตุ้น (2) ภาพลักษณ์ตราสินค้าแหล่งท่องเที่ยว ประกอบไปด้วย 3 ตัวบ่งชี้ คือ (2.1) สิ่งดึงดูดใจทางวัฒนธรรมของแหล่งท่องเที่ยว (2.2) โครงสร้างและ สภาพแวดล้อมของแหล่งท่องเที่ยว และ (2.3) บรรยากาศของแหล่งท่องเที่ยว (3) การรับรู้คุณภาพตราสินค้า แหล่งท่องเที่ยว ประกอบไปด้วย 3 ตัวบ่งชี้ คือ (3.1) ศักยภาพในการดึงดูดใจด้านการท่องเที่ยว (3.2) ศักยภาพ ในการรองรับด้านการท่องเที่ยว และ (3.3) การบริหารจัดการ (4) ประสบการณ์ต่อตราสินค้าแหล่งท่องเที่ยว ประกอบไปด้วย 4 ตัวบ่งชี้ คือ (4.1) ประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส (4.2) ประสบการณ์ทางอารมณ์ และ (4.3) ประสบการณ์ทางพฤติกรรม และ (4.4) ประสบการณ์ทางปัญญา และ (5) ความภักดีต่อตราสินค้าแหล่ง ท่องเที่ยว ประกอบไปด้วย 2 ตัวบ่งชี้ คือ (5.1) ความภักดีต่อตราสินค้าเชิงพฤติกรรม (5.2) ความภักดีต่อตรา สินค้าเชิงทัศนคติ&#xD;
ทั้งนี้แบบจําลองตัวบ่งชี้ที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ โดยมีค่าสถิติผ่านเกณฑ์ความสอดคล้อง 7 ดัชนี RMR=.026, GFI = .900, NFI= .927, IFI= .938, TLI = 919, CFI= .938 และ PNFI= 713 จึงสามารถสรุปได้ว่าแบบจําลองที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นนั้นมีความสอดคล้องกับ ข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นไปตามสมมติฐานที่กําหนดไว้</description>
    <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2571">
    <title>รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์เรื่อง การเล่าเรื่องเกี่ยวกับความตายบนภาพจิตรกรรมฝาผนังอีสานในประเทศไทย</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2571</link>
    <description>Title: รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์เรื่อง การเล่าเรื่องเกี่ยวกับความตายบนภาพจิตรกรรมฝาผนังอีสานในประเทศไทย
Authors: ณชรต อิ่มณะรัญ; กฤษณ์ ทองเลิศ
Abstract: การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เข้าใจถึงเนื้อหา วิธีการสื่อความหมายและวิธีการเล่าเรื่องเกี่ยวกับความตายที่สื่อสารบนภาพจิตรกรรมฝาผนังอีสานในประเทศไทยโดยใช้แนวคิดเกี่ยวกับ ฮูบแต้มบนสิมอีสาน วรรณกรรมเนื่องในพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวกับความตายและหลักธรรมเรื่องมรณานุสติ การเล่าเรื่อง แนวทางงการรศึกษาเชิงสัญภาณศาสตร์และการรสร้างสัมพันธบท เป็นแนวทางงในการรวิเคราะห์ข้อมูล การรวิจัยเป็นการรวิจัยเชิงคุณภาพโดยการรวิเคราะห์ภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดภาคอีสานจำนวน 16 วัด ผลจากการรวิจัยดังนี้&#xD;
1) เนื้อหาเกี่ยวกับความตายจำแนกได้ 4 กลุ่มคือ สาเหตุการตาย การรจัดการรพิธีศพ ความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย และเนื้อหาบริบทที่เกี่ยวกับความตาย&#xD;
2) วิธีการรสื่อความหมายได้แก่ การรสร้างสัมพันธบทกับวรรณกรรมเนื่องในพุทธศาสนา การรใช้รหัสภาพจิตรกรรม การจัดองค์ประกอบเชิงพื้นที่ การรใช้สัญลักษณ์ในเชิงพิธีกรรม การรสร้างความเป็นคู่ตรงข้ามและการรใช้รหัสสัญรูปภาษาท่าทางเพื่อสื่อเนื้อหาเชิงอารมณ์&#xD;
3) วิธีการรเล่าเรื่อง พบว่าองค์ประกอบของเรื่องเล่า 7 ประการรดังนี้ ก) ตัวเรื่องได้แก่ เรื่องชีวิตและความตายตามแนววิถีโลก เรื่องวัฏฏะการรเกิด แก่ เจ็บ ตาย เรื่องการรจัดการรพิธีศพ เรื่องการรรับผลกรรมจากบาปบุญของผู้ตาย ข) โครงเรื่อง การรเริ่มเรื่องด้วยการรเห็นนรกเป็นปฐม การรพัฒนาเหตุการรณ์ว่าทุกชีวิตเดินทางงสู่ความตาย ขั้นภาวะวิกฤตเมื่อถึงวันพิพากษา ขั้นภาวะคลี่คลายว่าด้วยสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม การรปิดเรื่องด้วยห้วงคำนึงถึงมรณานุสติ ค) แก่นเรื่อง พบประเด็นแก่นเรื่องที่โดดเด่นคือ แก่นเรื่องเกี่ยวกับศีลธรรม แก่นเรื่องรองเป็นเรื่องปัญหาทางสังคมเป็นเหตุปัจจัยเบื้องหลัง ง) ตัวละคร จำแนกได้ 2 ประเภทคือ มนุษย์ สามารถจำแนกได้เป็นมนุษย์สามัญชนกับมนุษย์ผู้มีพลังวิเศษ อมนุษย์ จำแนกได้เป็นสามกลุ่มคือ กลุ่มเทพเทวดา กลุ่มผู้ปฏิบัติงานในยมโลก และกลุ่มสัตว์นรก ลักษณะบุคลิกตัวละครทั้งหมดเป็นตัวละครที่ไม่ซับซ้อน จ)ความขัดแย้งพบว่ามีความขัดแย้งระหว่างสภาวะความเป็นมนุษย์กับมัจจุมาร ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับกฎธรรมชาติ ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสังคม ฉ) มุมมองการรเล่าเรื่อง เป็นการรเล่าในมุมมองแบบผู้รอบรู้ ช)ฉาก พบว่า มีฉาก 3 ประเภทคือ ฉากธรรมชาติ ฉากที่เป็นการรดำเนินชีวิตของตัวละคร และฉากที่เป็นสภาพแวดล้อมเชิงนามธรรม&#xD;
ในส่วนของวิธีการรเล่าเรื่องเกี่ยวกับความตาย พบว่ามีวิธีการรเล่าเรื่อง 3 ลักษณะคือ ก) การรเล่าเรื่องผ่านสัมพันธบท ข) การรเล่าเรื่องความตายในเชิงบูรณาการรทั้งรูปแบบตามลำดับและไม่ลำดับเวลา ค) การรเล่าเรื่องความตายแบบไม่ต่อเนื่อง ด้วยลักษณะดังกล่าวทางให้การรเล่าเรื่องเน้นการรเล่าเพื่อสนองตอบอารมณ์ที่น่ากลัวหรืออารมณ์สงบเพื่อการรเข้าถึงสัจธรรมมรณานุสติ</description>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2570">
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การพัฒนาคอนเทนต์และแพลตฟอร์มเพื่อสร้างสังคมแห่งการทำความดี ในชุมชนเทศบาลหลักหก</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2570</link>
    <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การพัฒนาคอนเทนต์และแพลตฟอร์มเพื่อสร้างสังคมแห่งการทำความดี ในชุมชนเทศบาลหลักหก
Authors: สมเกียรติ รุ่งเรืองวิริยะ; วุฒิพงษ์ ชินศรี; อครพล กฤตฤานนท์วงศ์
Abstract: รายงานการวิจัย เรื่องการพัฒนาคอนเทนต์ และแพลตฟอร์มเพื่อสร้างสังคมแห่งการทาความดีในชุมชนเทศบาลหลักหก มุ่งศึกษาศึกษาแนวทางการพัฒนาความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและชุมชนโดยอาศัยดิจิทัลแพลตฟอร์มที่มีการสร้างแรงจูงใจเชิดชูการทาความดี นามาพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มสาหรับสร้างแรงจูงใจภายใต้ชื่อว่า “หลักหกสปิริต (Lakhok Spirit)” โดยสร้างแพลตฟอร์ม อาทิ เวปไซต์ เฟซบุ๊ก และ Line Official เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างชุมชนและมหาวิทยาลัย โดยการประยุกต์ใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์ม กลุ่มตัวอย่างพื้นที่การวิจัยเน้นประชากรที่อาศัยอยู่เขตชุมชนชุมชนเทศบาลหลักหก จังหวัดปทุมธานี กลุ่มแรก ได้แก่ นักศึกษา บุคลากร ประชาชนทั่วไป ที่มีใจจิตอาสาและทำความดี และกลุ่มที่สอง ได้แก่ ผู้ประกอบการ ร้านค้า ขนาดเล็กและขนาดใหญ่ในชุมชนเทศบาลหลักหก และพื้นที่อื่นที่มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการทำความดี&#xD;
ปัจจัยเกิดที่เกิดจากกิจกรรมจิตอาสาทำความดีเป็นตัวกระตุ้นไปยังกลุ่มประชากรทั้งสองกลุ่ม และส่งผลให้เกิดกระบวนการบนดิจิทัลแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงระหว่างชุมชนและมหาวิทยาลัย ผลการทดสอบนำแพตฟอร์มไปใช้พบว่า Line Official มีผลทำให้กลุ่มเป้าหมายสามารถเชื่องโยงไปยังแพตฟอร์มเวปไซต์และเฟซบุ๊กจากการทดลองนำไปใช้ ณ ศูยน์บริการฉีดวัคซีนเพื่อประชาชน มหาวิทยาลัยรังสิต หัวใจสำคัญของการวิจัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในกิจกรรมอาสาสมัครอย่างยั่งยืน ประการแรก ทั้งสามแพลตฟอร์มสามารถนำไปใช้และจูงใจให้คนมาเป็นกลุ่มอาสาสมัครทำความดี ประการที่สองโครงการที่จิตอาสาทำด้วยความสมัครใจสามารถขับเคลื่อนการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยและชุมชนได้ ประการสุดท้าย แพลตฟอร์ม “หลักหกสปิริต” เป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการสร้างสังคมแห่งการทำความดี การเสียสละ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จากการการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในชุมชนในการรับรู้ข่าวสาร การแบ่งปันประสบการณ์ การดูแลซึ่งกันและกัน การทำความดี การทำงานจิตอาสา รวมถึงส่งผลให้เกิดการยกระดับจิตใจ ของคนในชุมชนให้กลายเป็นพลเมืองที่ดี ช่วยเหลือชุมชน สังคม และประเทศ</description>
    <dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2397">
    <title>กลยุทธ์ในการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศของนักศึกษาจีนในหลักสูตรจีน อังกฤษ วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2397</link>
    <description>Title: กลยุทธ์ในการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศของนักศึกษาจีนในหลักสูตรจีน อังกฤษ วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
Authors: ดวงทิพย์ เจริญรุกข์
Abstract: การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา กลยุทธ์ในการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศของนักศึกษาจีนในหลักสูตรจีน อังกฤษ วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้วิจัยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล (Questionnaire) จากกลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาจีนในหลักสูตรจีน อังกฤษ วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตที่ลงทะเบียนเรียนในปีการศึกษา ภาคการศึกษา 1 2566 จำนวน 100 คน ผลการศึกษา กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ คือ อายุ 19 ปี ผลการเรียนภาษาต่างประเทศเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างที่มากที่สุด คือ เกรด B และอยู่ระดับชั้นปีที่ 2 มากที่สุด สรุปได้ว่า กลยุทธ์การเรียนรู้ภาษาโดยตรง ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.48 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านกลยุทธ์การแก้ไขข้อบกพร่อง (Compensation Strategies) อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.73 ด้านกลยุทธ์ความรู้ ความเข้าใจ (Cognitive Strategies) อยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.45 และด้านกลยุทธ์การจำ (Memory Strategies) อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.25 กลยุทธ์การเรียนรู้ภาษาโดยอ้อม ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.24 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า กลยุทธ์ทางสังคม (Social Strategies) อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.66 ด้านกลยุทธ์การนาไปสู่ความสาเร็จ (Metacognitive Strategies) อยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.40 และด้านกลยุทธ์ทางอารมณ์และความรู้สึก (Affective Strategies) อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.67 เมื่อพิจารณาทั้ง 2 กลยุทธ์การเรียนรู้ภาษา พบว่า กลยุทธ์ในการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.86 โดยพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีการใช้กลยุทธ์ในการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศโดยอ้อมมากที่สุด ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.24 และใช้กลยุทธ์ในการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ โดยตรง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.48 ทั้งนี้ การทดสอบสมมุติฐาน พบว่า ผลการวิเคราะห์ทดสอบสมมติฐานความแตกต่างระหว่างเพศ อายุ และชั้นปีการศึกษา มีกลยุทธ์ในการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ไม่แตกต่างกัน มีเพียงผลการเรียนที่มีผลแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</description>
    <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

