<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/171">
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/171</link>
    <description />
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3068" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2746" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2569" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2568" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-05-02T01:36:05Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3068">
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การเสริมสร้างสิทธิประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมสำหรับชนเผ่าพื้นเมืองในกระบวนการศึกษาผลกระทบโครงการจัดการน้ำเพื่อการชลประทาน : กรณีศึกษา โครงการผันน้ำยวม จังหวัดเชียงใหม่</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3068</link>
    <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การเสริมสร้างสิทธิประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมสำหรับชนเผ่าพื้นเมืองในกระบวนการศึกษาผลกระทบโครงการจัดการน้ำเพื่อการชลประทาน : กรณีศึกษา โครงการผันน้ำยวม จังหวัดเชียงใหม่
Authors: บูชิตา สังข์แก้ว
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สถานภาพสิทธิประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมของชนเผ่าพื้นเมืองในกระบวนการศึกษาผลกระทบโครงการจัดการน้ำเพื่อการชลประทาน กรณีศึกษา โครงการผันน้ำยวม จังหวัดเชียงใหม่ 2) แนวทางการเสริมสร้างสิทธิประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมสำหรับชนเผ่าพื้นเมืองในกระบวนการศึกษาผลกระทบโครงการจัดการน้ำเพื่อการชลประทาน กรณีศึกษา โครงการผันน้ำยวม จังหวัดเชียงใหม่ และ 3) จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายการเสริมสร้างสิทธิประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมสำหรับชนเผ่าพื้นเมืองในกระบวนการศึกษาผลกระทบโครงการจัดการน้ำเพื่อการชลประทาน กรณีศึกษา โครงการผันน้ำยวม จังหวัดเชียงใหม่ การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาข้อมูลเอกสารและข้อมูลภาคสนาม เก็บรวบรวมข้อมูลจากตัวแทนชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองปกากะญออำเภอฮอดและอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมือง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ องค์กรภาคประชาสังคมและนักวิชาการ รวม 30 ราย โดยใช้แบบสัมภาษณ์เจาะลึกรายบุคคล แบบสนทนากลุ่ม และแบบสังเกตการณ์กึ่งมีส่วนร่วม เป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนาม และใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ผลการวิจัย&#xD;
ผลการวิจัยมีข้อค้นพบ ดังนี้&#xD;
1. สถานภาพสิทธิประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมของชนเผ่าพื้นเมืองในกระบวนการศึกษาผลกระทบโครงการผันน้ำยวม จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า สิทธิประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมสำหรับชนเผ่าพื้นเมืองเกี่ยวข้องกับกฎหมายและนโยบายหลายฉบับทั้งระดับสากลและประเทศไทย ในส่วนประเทศไทยได้บรรจุไว้ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ในภาคปฏิบัติกลับพบว่า การเสริมสร้างสิทธิประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมสำหรับชนเผ่าพื้นเมืองในการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการผันน้ำยวม ยังไม่ได้เป็นไปตามหลักสิทธิประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม ทั้งในด้านสิทธิการเข้าถึงข้อมูลโครงการและสิทธิการมีส่วนร่วมตัดสินใจกับภาครัฐ แต่มีความก้าวหน้าในสิทธิด้านการเข้าถึงความยุติธรรม ซึ่งชนเผ่าพื้นเมืองจังหวัดเชียงใหม่ได้เข้าถึงสิทธิในการร้องขอข้อมูลโครงการและการเข้าถึงความยุติธรรมโดยร้องเรียนให้มีการตรวจสอบการตัดสินใจของภาครัฐต่อกลไกรัฐสภา องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และศาลปกครอง&#xD;
ทั้งนี้ เงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคต่อการเสริมสร้างสิทธิประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมสำหรับชนเผ่าพื้นเมือง ได้แก่ วิธีคิดและมุมมองเชิงอคติของภาครัฐต่อชนเผ่าพื้นเมือง การนิยามชนเผ่าพื้นเมืองในไทยที่ขาดความชัดเจน การกำหนดนโยบายและโครงการภาครัฐที่ยังคงมีลักษณะรวมศูนย์อำนาจ ส่วนปัจจัยที่เป็นอุปสรรค ได้แก่ กฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องขาดการบูรณาการสู่ภาคปฎิบัติการ และขาดกฎหมายใหม่ที่ทันสมัย การมีส่วนร่วมของประชาชน/ชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองยังไม่ได้เกิดขึ้นอย่างแท้จริงในการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม การใช้เกณฑ์พิจารณาความเหมาะสมของโครงการขาดความครอบคลุมในทุกมิติและไม่ได้เชื่อมโยงกับการพัฒนาที่ยั่งยืน การใช้ภาษาและการสื่อสารข้อมูลโครงการที่ไม่สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมของชนเผ่าพื้นเมือง และขาดหน่วยงานเจ้าภาพในการจัดการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่มีความเป็นกลาง ตลอดจนเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานศึกษาผลกระทบโครงการที่ขาดทักษะและความรู้ความเข้าใจการศึกษาชุมชนชนเผ่าพื้นเมือง&#xD;
2. แนวทางการเสริมสร้างสิทธิประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมสำหรับชนเผ่าพื้นเมืองในกระบวนการศึกษาผลกระทบโครงการผันน้ำยวม จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วย 1) การพัฒนากฎหมายและนโยบายที่มีอยู่เดิมให้มีผลทางปฏิบัติมากขึ้น การปรับปรุงและยกเลิกกฎหมายบางฉบับ การตรากฎหมายใหม่เพื่อคุ้มครองสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองและเสริมสร้างสิทธิประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม และ 2) การส่งเสริมให้ชนเผ่าพื้นเมืองได้เข้าถึงสิทธิประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสิทธิการเข้าถึงข้อมูลโครงการและสิทธิการมีส่วนร่วมตัดสินใจกับภาครัฐ ทั้งนี้ เงื่อนไขที่เอื้อต่อการเสริมสร้างสิทธิประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมสำหรับชนเผ่าพื้นเมือง ได้แก่ 1) การปรับเปลี่ยนวิธีคิดและมุมมองของภาครัฐต่อชนเผ่าพื้นเมือง ขจัดมายาคติการมองชนเผ่าพื้นเมืองด้วยความเป็นอื่น 2) การนิยามชนเผ่าพื้นเมืองในไทยให้มีความชัดเจน ส่วนปัจจัยที่เอื้อต่อการเสริมสร้างสิทธิประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม ได้แก่ 1) การพัฒนากลไกเสริมสร้างสิทธิประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมสำหรับชนเผ่าพื้นเมือง 2) การพัฒนากลไกการจัดการตนเองเพื่อความเข้มแข็งของชนเผ่าพื้นเมือง 3) การพัฒนากลไกการศึกษาประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่มีความเป็นกลางและสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน/ชุมชนอย่างแท้จริง 4) การพัฒนากลไกภาครัฐในลักษณะเครือข่ายการทำงานเชิงบูรณาการและจัดให้มีกลไกเจ้าภาพสำหรับการส่งเสริมสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง 5) การส่งเสริมบทบาทภาคประชาสังคมต่อการเสริมสร้างสิทธิประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม 6) การพัฒนาเครือข่ายเสริมสร้างสิทธิประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม และ 7) การกระจายอำนาจการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ&#xD;
3. ข้อเสนอเชิงนโยบายการเสริมสร้างสิทธิประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมสำหรับชนเผ่าพื้นเมืองในกระบวนการศึกษาผลกระทบโครงการจัดการน้ำเพื่อการชลประทาน จากการวิจัยนี้เป็นข้อเสนอสำหรับกรณีศึกษา โครงการผันน้ำยวม จังหวัดเชียงใหม่ และการขยายผลสู่การกำหนดโครงการขนาดใหญ่ให้มีการเสริมสร้างสิทธิประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมสำหรับกลุ่มประชาชนผู้รับผลกระทบทางลบจากโครงการ ด้วยการพัฒนาเชิงระบบเสริมสร้างสิทธิประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม ตามหลักปฏิบัติที่ดี 6 Good for Good Goals ได้แก่ 1) Good Laws and Polices การมีกฎหมายและนโยบายที่ดี 2) Good Mechanism การมีกลไกที่ดี 3) Good Network การมีเครือข่ายที่ดี 4) Good Leaders การมีผู้นำที่ดี 5) Good Project – making การมีกระบวนการกำหนดโครงการที่ดี และ 6) Good Goals การบรรลุเป้าหมายที่ดีด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและการพัฒนาประชาธิปไตย</description>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2746">
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ความเชื่อมั่นต่อนโยบายติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิดเพื่อการควบคุมอาชญากรรมในกรุงเทพมหานคร</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2746</link>
    <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ความเชื่อมั่นต่อนโยบายติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิดเพื่อการควบคุมอาชญากรรมในกรุงเทพมหานคร
Authors: จอมเดช ตรีเมฆ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เพื่อสํารวจความเชื่อมั่น ประชาชนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครต่อนโยบายการใช้กล้องวงจรปิดเพื่อควบคุมอาชญากรรมของ กรุงเทพมหานคร เพื่อวิเคราะห์ความแตกต่างในระดับความเชื่อมั่นของประชาชนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครต่อนโยบายการใช้กล้องวงจรปิดเพื่อควบคุมอาชญากรรมของกรุงเทพมหานคร และ เพื่อเสนอแนะแนวทางปรับปรุงแก้ไขการดําเนินการตามนโยบายการใช้กล้องวงจรปิดของกรุงเทพมหานครกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้พักอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร จํานวนทั้งสิ้น 480 คน เครื่องมือที่ใช้ ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลอาศัย การทําการเก็บข้อมูล โดยให้ผู้ช่วยวิจัยดําเนินการแจกแบบสอบถามให้กับผู้พักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ทํา การแจกแบบสอบถามให้กับผู้ที่มีที่อยู่ตามทะเบียนบ้านอยู่ในเขตตามขนาดตัวอย่างที่กําหนดไว้ ส่วนใน ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ ร้อยละค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test, F-test โดยกําหนดเกณฑ์การวิเคราะห์ความมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการศึกษาพบว่าความเชื่อมั่นต่อนโยบายติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิดเพื่อควบคุมอาชญากรรมของกรุงเทพมหานครมีความเชื่อมั่น อยู่ในภาพรวมอยู่ในระดับปลานกลาง แต่มีความเชื่อมั่นในระดับน้อยทั้งหมด 4 ด้าน ได้แก่ ไม่เชื่อมั่นว่า กล้องโทรทัศน์วงจรปิดที่ติดตั้งโดยกรุงเทพมหานครสามารถใช้งานได้ทุกตัว, ไม่เชื่อมั่นว่า กล้องโทรทัศน์วงจรปิดที่ติดตั้งโดยกรุงเทพมหานครมีจํานวนมากเพียงพอ, ไม่เชื่อมั่นว่ามีจํานวน บุคลากรเพียงพอในการจับตาดูพฤติกรรมของผู้กระทําความผิดผ่านกล้องโทรทัศน์วงจรปิด, และไม่ เชื่อมั่นว่าจะมีการประสานงานอย่างทันท่วงทีระหว่างเจ้าหน้าที่ควบคุมกับเจ้าหน้าที่ตํารวจเมื่อมีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้นในพื้นที่การควบคุม ส่วนผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของความเชื่อมั่นต่อนโยบายการใช้กล้องวงจรปิดเพื่อควบคุมอาชญากรรมของกรุงเทพมหานครพบว่าปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกันได้แก่ อายุ การศึกษา อาชีพ รายได้ และระยะเวลาการพักอาศัยในกรุงเทพมหานคร จะมีความเชื่อมั่นต่อนโยบายการใช้กล้องวงจรปิดเพื่อควบคุมอาชญากรรมของกรุงเทพมหานครแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนข้อเสนอแนะการวิจัยผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะให้กรุงเทพมหานคร ควรที่จะใช้กล้องโทรทัศน์วงจรปิดที่สามารถบันทึกภาพได้จริงในทุกจุดการติดตั้ง ควรเพิ่มจํานวนกล้องโทรทัศน์วงจรปิดมากขึ้น, ควรแสดงให้เห็นถึงความชัดเจนในข้อมูลกําลังพลเกี่ยวกับการ ควบคุมดูแลกล้องโทรทัศน์วงจรปิด, ควรที่จะมีการสร้างห้องควบคุม (Control Room) ในทุกสํานักงาน เขตของกรุงเทพมหานครทั้ง 50 เขต และควรจัดให้มีการอบรมให้แก่เจ้าหน้าที่ตํารวจถึงวิธี วิธีการในการ เฝ้ามองพฤติกรรมผู้กระทําความผิดผ่านกล้องโทรทัศน์วงจรปิด เพื่อขอสนับสนุนกําลังเจ้าหน้าที่ตํารวจ จากสถานีตํารวจนครบาลในพื้นที่เพื่อประจําที่ห้องควบคุม ควบคู่ไปกับเจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานครอันจะส่งผลให้มีการประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่ตํารวจและเจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานครได้อย่างทันท่วงที หากมีเหตุด่วนเหตุร้ายเกิดขึ้น</description>
    <dc:date>2557-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2569">
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย นวัตกรรมสังคมกองทุนสวัสดิการชุมชน</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2569</link>
    <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย นวัตกรรมสังคมกองทุนสวัสดิการชุมชน
Authors: ฉัตรวรัญช์ องคสิงห
Abstract: รายงานการวิจัยเรื่อง นวัตกรรมสังคมกองทุนสวัสดิการชุมชน (Social Innovation of Community Welfare) เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษานวัตกรรมสังคม กองทุนสวัสดิการชุมชน 2) เพื่อศึกษาเงื่อนไขและองค์ประกอบของกองทุนสวัสดิการชุมชนที่เข้มแข็ง และ&#xD;
3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนากองทุนสวัสดิการชุมชนที่อยู่ในระยะของการพัฒนา โดยใช้วิธีการ&#xD;
สัมภาษณ์แบบโฟกัสกรุ๊ป และการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากสำหรับผู้ให้ข้อมูลในส่วนของการสนทนากลุ่ม ใช้ฐานจาก 5 ภาค ได้แก่ 1) ภาคเหนือ 2) ภาคกลางและตะวันตก 3) ภาคใต้ 4) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ 5) ภาคกรุงเทพ ปริมณฑลและตะวันออก ในแต่ละภาคเลือกผู้ให้ข้อมูลหลักในหลากหลายจังหวัด ภาคละ 5 จังหวัด และผู้ให้ข้อมูลเป็นประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลในจังหวัดนั้นๆ ทั้งนี้ ผู้วิจัยจำแนกกองทุนสวัสดิการชุมชนออกเป็น 2 กลุ่ม (ในแต่ละจังหวัด) ได้แก่กลุ่มสวัสดิการชุมชนที่ดำเนินงานได้อย่างเข้มแข็ง กับอีกกลุ่มเป็นกลุ่มกองทุนสวัสดิการชุมชนที่อยู่ในระหว่างการปรับเปลี่ยนและพัฒนา ซึ่งการเลือกผู้สนทนากลุ่มลักษณะนี้เป็นการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (purposive sampling) ดังนั้นรวมจำนวนผู้สนทนากลุ่มรวมทั้งสิ้น 50 คน และสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เกี่ยวข้องอีก 6 คน รวมเป็นทั้งหมด 56 คน ข้อค้นพบจากงานวิจัย ในวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 กองทุนสวัสดิการชุมชนแม้ได้รับการก่อตั้งมานานแต่นับเป็นสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย จัดเป็นกระบวนการทางความคิด ที่ก่อเกิดจากจินตนาการ และการสร้างโอกาสใหม่ๆ เพื่อลงมือปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาและทำให้สังคมดีขึ้น โดยมีคุณลักษณะที่สำคัญคือ (1)เป็นแนวทางใหม่ในการแก้ปัญหา (2) เกิดจากการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมสร้างของคนในสังคม ไม่ได้เกิดจาก&#xD;
การสั่งการจากภายนอก (3) คนในชุมชนมีจิตสำนึกร่วมต่อสาธารณะ เห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่า&#xD;
ประโยชน์ส่วนตัว และ (4) มีพัฒนาการ มีการขยายผลไปสู่การเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงพื้นที้และในเชิง&#xD;
รูปลักษณะ นอกจากนั้นสิ่งสำคัญคือกิจกรรมของกองทุนสวัสดิการสังคมได้ลดการเหลื่อมล้ำความไม่เป็นธรรมของสังคมสำหรับวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 เงื่อนไขและองค์ประกอบของกองทุนสวัสดิการชุมชนที่เข้มแข็ง ได้แก่1) ระบบการบริหารกองทุน ทุกกองทุนจะมีการวางระบบโครงสร้างกลไกที่แข็งแรง มีคณะกรรมการที่เป็นตัวแทนและได้รับการคัดเลือกมาจากตัวแทนในหมู่บ้าน คนเหล่านี้ทำหน้าที่กรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชนและทำหน้าที่วางระเบียบหลักเกณฑ์ต่างๆเกี่ยวกับกองทุน เช่นเกณฑ์การช่วยเหลือสมาชิก และมีหน้าที่ตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆที่เกี่ยวกับกองทุน ซึ่งหลักเกณฑ์เหล่านี้รวมถึงระเบียบทางการเงิน การบันทึกบัญชี การตรวจสอบตลอดจนการทำรายงานการประชุมและรายละเอียดที่สำคัญต่างๆ 2) ความเสียสละและจิตอาสาที่เป็นจิตวิญญาณของคณะกรรมการกองทุน เนื่องจากคณะกรรมการที่เป็นตัวแทนเหล่านี้ไม่ได้รับค่าตอบแทน การทำงานจึงต้องเป็นคนเสียสละ และมีจิตอาสาเพื่อชุมชน 3) เงื่อนไขสำคัญอีกประการหนึ่งคือการที่คณะกรรมการสามารถเชื่อมโยงงานกองทุนสวัสดิการชุมชนเข้ากับงานพัฒนาอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชน โดยเป็นงานที่ครอบคลุมหลายด้านทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิต การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สภาพความเป็นอยู่เพื่อให้มีชีวิตที่ดีขึ้นทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการพัฒนาอาชีพอย่างไรก็ตามในการพัฒนากองทุนสวัสดิการชุมชน ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกัน ซึ่งขึ้นกับเงื่อนไขและบริบทของชุมชนนั้นๆ ในงานวิจัยนี้จึงศึกษาข้อ 3) คือแนวทางการพัฒนากองทุนสวัสดิการชุมชนที่อยู่ในระยะของการพัฒนาให้เป็นชุมชนที่เข้มแข็งต่อไป จุดสำคัญของการพัฒนาคือการเรียนรู้และการดูงานของชุมชนที่เข้มแข็ง ซึ่งสามารถสรุปวิธีการของกองทุนที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาได้ดังนี้ 1) คณะกรรมการกองทุนได้เร่งทำความเข้าใจกับสมาชิกของชุมชนถึงความสำคัญของการมีสวัสดิการเพื่อดูแลกันเอง โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับสวัสดิการมากกว่าการกู้ยืม 2) การทำความเข้าใจกับผู้นำท้องถิ่นซึ่งต้องใช้เงินงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชน 3) กองทุนที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาได้วางแนวทางของการบริหารจัดการกองทุน โดยการใช้เครื่องมือเช่นเทคโนโลยี และผู้ที่มีความรู้เช่นเด็กรุ่นใหม่เข้ามาช่วยเหลือเพื่อให้งานกองทุนสามารถดำเนินไปได้อย่างเข้มแข็งข้อวิพากษ์จากผู้วิจัย กองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นนวัตกรรมสังคมในรูปแบบใหม่ที่สร้างความเข้มแข็งของชุมชนจากการออมเงินวันละ 1 บาท ซึ่งค่าของเงินแทบจะเป็นไปไม่ได้ ในการนำมาใช้จ่ายช่วยเหลือ แต่การบริหารการมีส่วนร่วมจากภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคท้องถิ่นสามารถทำให้เกิดกองทุนที่เยียวยาคนในชุมชนได้อย่างจริงจัง นอกจากนั้นกลไกของกองทุนยังเป็นเครื่องมือที่เชื่อมสัมพันธ์ของคนในชุมชนให้มีความผูกพัน รักใคร่ รู้ร้อนรู้หนาวในทุกข์สุขร่วมกัน อันเป็นพื้นฐานที่สำคัญของความเข้มแข็งของชุมชน</description>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2568">
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การประเมินผลนโยบายของกระทรวงการคลังในโครงการ คนละครึ่ง ที่มีต่อความพึงพอใจของประชาชน : กรณีศึกษา กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2568</link>
    <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การประเมินผลนโยบายของกระทรวงการคลังในโครงการ คนละครึ่ง ที่มีต่อความพึงพอใจของประชาชน : กรณีศึกษา กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล
Authors: เปรมณัช โภชนสมบูรณ์
Abstract: ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) มุ่งศึกษาข้อเท็จจริง เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ทราบว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นมีความสัมพันธ์กัน&#xD;
อย่างไร โดยการพรรณนาข้อมูลตามปรากฏการณ์ร่วมด้วยเพื่อแสวงหาหรือให้ได้มาซึ่งข้อค้นพบ&#xD;
วัตถุประสงค์ของงานวิจัย 1) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของประชาชนต่อนโยบายของกระทรวงการคลัง&#xD;
ในโครงการ “คนละครึ่ง” 2) เพื่อประเมินผลนโยบายของกระทรวงการคลัง ด้านผลสัมฤทธิ์ ใน&#xD;
โครงการ “คนละครึ่ง” 3) เพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรคของโครงการ “คนละครึ่ง” ของภาครัฐ&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า 1) ประชาชนและร้านค้ารายย่อยต่างๆ ต่างพึงพอใจต่อโครงการ “คนละ&#xD;
ครึ่ง” เพราะประชาชนได้ราคาสินค้าที่ถูกลงและร้านค้าก็ได้กำไรมากขึ้น 2) โครงการคนละครึ่งเป็น&#xD;
โครงการที่ดี ที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยใช้การบริหารงานแบบหลักการ&#xD;
3M 3) โครงการคนละครึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องมาถึง 4 เฟส แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของโครงการ&#xD;
ดังกล่าว 4) โครงการคนละครึ่งเป็นโครงการที่เกิดขึ้นช่วง Covid-19 และเป็นโครงการที่ตอบสนองต่อ&#xD;
ประชาชนได้เป็นอย่างดี 5) ปัญหาอุปสรรคที่พบเรื่องความไม่เท่าเทียมประชาชนที่ได้สิทธิ์ส่วนใหญ่จะ&#xD;
เป็นคนที่ใช้เครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัย ทำให้กลุ่มคนที่มีรายได้น้อยและไม่มีเครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัย&#xD;
จึงไม่สามารถเข้าถึงสิทธิ์ในโครงการดังกล่าวและเกิดความไม่เท่าเทียมขึ้นในสังคม และสิ่งที่สะท้อน&#xD;
กลับมาของร้านค้ารายย่อยต่างๆที่ใช้สิทธิ์โครงการคนละครึ่งก็ไม่พึงพอใจต่อการเก็บภาษีย้อนหลังของรัฐบาล</description>
    <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

