<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/198">
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/198</link>
    <description />
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3299" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3298" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2805" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2777" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-04-22T19:12:55Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3299">
    <title>แรงจูงใจในการสมัครเข้ามาเป็นพลทหารออนไลน์ : กรณีศึกษาหน่วยทหารในพื้นที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่ (ค่ายภูมิพล) จังหวัดลพบุรี</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3299</link>
    <description>Title: แรงจูงใจในการสมัครเข้ามาเป็นพลทหารออนไลน์ : กรณีศึกษาหน่วยทหารในพื้นที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่ (ค่ายภูมิพล) จังหวัดลพบุรี
Authors: สุริยา แสวงทรัพย์
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยแรงจูงใจในการสมัครเข้ามาเป็นพลทหารออนไลน์ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยความต้องการในการสมัครเข้ามาเป็นพลทหารออนไลน์ 3) เพื่อพัฒนาแนวทางการสร้างแรงจูงใจในการรับสมัครพลทหารออนไลน์ของหน่วยทหารในพื้นที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่ (ค่ายภูมิพล) จังหวัดลพบุรี การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือการวิจัย จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 92 ตัวอย่าง ได้มาจากการใช้สูตรของ Taro Yamane และการวิจัยเชิงคุณภาพใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือการวิจัย จากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 15 คน โดยเป็นการเก็บข้อมูลจากพลทหารออนไลน์ของหน่วยทหารในพื้นที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่ (ค่ายภูมิพล) จังหวัดลพบุรี สถิติที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสังเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาเป็นภาพรวม ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยแรงจูงใจในการสมัครเข้ามาเป็นพลทหารออนไลน์ คือ ปัจจัยด้านเงินเดือน ปัจจัยด้านความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ปัจจัยด้านโอกาสที่จะได้รับความก้าวหน้าในอนาคต และปัจจัยด้านความมั่นคง 2) ปัจจัยความต้องการในการสมัครเข้ามาเป็นพลทหารออนไลน์ คือ ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย ความต้องการความรักและสังคม ความต้องการได้รับความยกย่องนับถือ และความต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต 3) ในการพัฒนาแนวทางการสร้างแรงจูงใจในการรับสมัครพลทหารออนไลน์ คือ การเพิ่มการประชาสัมพันธ์ในการสร้างภาพลักษณ์ของทหารให้มีศักดิ์ศรี มีเกียรติ เพื่อสร้างความเชื่อถือแก่ประชาชน มีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารของการรับสมัครโดยใช้เจ้าหน้าที่ที่เป็นบุคคลให้มากขึ้น และการส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านสวัสดิการ เงินเดือน การได้รับการศึกษาเพิ่มเติม การฝึกวิชาชีพ และด้านอื่น ๆ อย่างจริงจังให้ดียิ่งขึ้น เพื่อเป็นแรงจูงใจในการสมัครเข้ามาเป็นพลทหารออนไลน์มากขึ้น รวมถึงผ่านกระบวนการคัดเลือก 5 ขั้น และพัฒนาเพื่อนำไปสู่ระบบอาสาสมัครต่อไป
Description: วิทยานิพนธ์ (รป.ม. (รัฐประศาสนศาสตร์)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</description>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3298">
    <title>การมีส่วนร่วมของชุมชนในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่สถานีดับเพลิงและกู้ภัยเขตบางขุนนนท์</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3298</link>
    <description>Title: การมีส่วนร่วมของชุมชนในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่สถานีดับเพลิงและกู้ภัยเขตบางขุนนนท์
Authors: พงศ์พีรพิชญ์ วิวัฒนวานิช
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับแรงจูงใจในการมีส่วนร่วมในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 2) ระดับการมีส่วนร่วมในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจกับการมีส่วนร่วมของชุมชนในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในพื้นที่ดับเพลิงและกู้ภัยเขตบางขุนนนท์ อันจะนำไปสู่ข้อเสนอในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนให้เพิ่มมากขึ้น การวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นประชาชนในพื้นที่บางขุนนนท์ จำนวน 370 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าจำนวน ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความสัมพันธ์ด้วยสถิติอนุมาน คือ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน  ผลการศึกษาพบว่า ระดับแรงจูงใจในการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.09 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.497) และระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.10 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.636) โดยด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ผลการทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจกับการมีส่วนร่วมของชุมชนในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พบว่าอยู่ในระดับปานกลางถึงค่อนข้างสูง และมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ดังนั้น ผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรตระหนักและศึกษาความต้องการของประชาชนในชุมชน เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการเสริมสร้างกิจกรรมด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในชุมชน เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถพึ่งพาตนเอง และเป็นที่พึ่งพาของชุมชนอื่นได้
Description: วิทยานิพนธ์ (รป.ม. (รัฐประศาสนศาสตร์)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</description>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2805">
    <title>อิทธิพลของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง และ แรงจูงใจของข้าราชการ ที่มีผลต่อความคิดสร้างสรรค์ของข้าราชการ ฝูงบิน ก ในภาคกลาง</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2805</link>
    <description>Title: อิทธิพลของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง และ แรงจูงใจของข้าราชการ ที่มีผลต่อความคิดสร้างสรรค์ของข้าราชการ ฝูงบิน ก ในภาคกลาง
Authors: เชษฐ์สกุล ยศพลสิทธิ์
Abstract: การศึกษานี้มุ่งสำรวจอิทธิพลของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและแรงจูงใจของข้าราชการที่มีผล ต่อความคิดสร้างสรรค์ของข้าราชการฝูงบิน ก ในภาคกลางของประเทศไทย ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ระดับของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ปัจจัยแรงจูงใจ และความคิดสร้างสรรค์ พร้อมทั้งหาความสัมพันธ์ ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลของข้าราชการกับความคิดสร้างสรรค์ ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำ กับความคิดสร้างสรรค์ และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยแรงจูงใจกับความคิดสร้างสรรค์ของ ข้าราชการฝูงบิน ก ในภาคกลาง โดยเก็บข้อมูลจากประชากร 100 คน และใช้เทคนิคทางสถิติ เช่น การ คำนวณค่าเฉลี่ย ร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ในการประมวลผลข้อมูล การศึกษาใช้วิธีการผสมผสานทั้งวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูล จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดในฝูงบิน ก ในภาคกลาง และใช้แบบสอบถามที่มีโครงสร้างเจาะลึกสำหรับการ สัมภาษณ์กับผู้บังคับบัญชา 15 คน ซึ่งรวมถึงผู้บังคับบัญชาระดับสูง ระดับกลาง และระดับปฏิบัติการ เพื่อให้ได้ความเข้าใจที่ครอบคลุมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย ผลการศึกษาประจักษ์พบว่าข้าราชการส่วนใหญ่รับรู้ถึงภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในระดับสูง โดยเฉพาะในด้านการมีอิทธิพลทางอุดมการณ์ ทั้งนี้ แม้ปัจจัยส่วนบุคคล เช่น เพศ อายุ ประสบการณ์การ ทำงาน รายได้ต่อเดือน และระดับการศึกษา จะไม่มีความสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ แต่ การศึกษานี้ก็ยังพบว่าระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีความสัมพันธ์ที่เป็นบวกและมีนัยสำคัญอย่างมาก ต่อความคิดสร้างสรรค์ในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านการสร้างแรงบันดาลใจซึ่งเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุด นอกจากนี้การศึกษายังพบว่าระดับปัจจัยแรงจูงใจมีความสัมพันธ์ที่เป็นบวกและมีนัยสำคัญอย่างมากกับ ความคิดสร้างสรรค์ในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านความก้าวหน้าและความมั่นคงในงานที่เป็นปัจจัยที่มี อิทธิพลมากที่สุดกับความคิดสร้างสรรค์ การศึกษานี้มีบทบาทสาำคัญในการเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ ผลกระทบของภาวะผู้นำที่มีการเปลี่ยนแปลงและปัจจัยแรงจูงใจต่อการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ใน บริบทองค์การที่มีความเฉพาะเจาะจง ผลลัพธ์จากการวิจัยนี้เป็นแนวทางที่มีค่าในการส่งเสริมการพัฒนา ในองค์การโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ข้าราชการไทย ในการสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการภาวะผู้นำ การเปลี่ยนแปลงและแรงจูงใจที่จะช่วยยกระดับความคิดสร้างสรรค์ของข้าราชการได้อย่างมีประสิทธิภาพผลและมีประสิทธิผล
Description: วิทยานิพนธ์ (รป.ม. (รัฐประศาสนศาสตร์)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2566</description>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2777">
    <title>การบริหารจัดการกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีตามแนวทางการจัดการภาครัฐแนวใหม่</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2777</link>
    <description>Title: การบริหารจัดการกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีตามแนวทางการจัดการภาครัฐแนวใหม่
Authors: อริศรา มีสติ
Abstract: การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการบริหารจัดการกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีตามแนวทางการจัดการภาครัฐแนวใหม่ และ 2) ปัจจัยข้อมูลพื้นฐานส่วนบุคคลและลักษณะงานของข้าราชการที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีตามแนวทางการจัดการภาครัฐแนวใหม่ อันจะทำให้ได้ 3) ข้อเสนอแนวทางการส่งเสริมการบริหารจัดการที่เสริมสร้างคุณค่าให้กับองค์การ ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมระหว่างเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นข้าราชการตำรวจสังกัดกองบัญชาการกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี จำนวน 230 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาคือ ค่าจำนวน ค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานความแตกต่างของตัวแปร และทดสอบรายคู่ด้วยวิธี LSD วิธีวิเคราะห์เชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบของปัจจัย ผลการศึกษาพบว่าระดับการบริหารจัดการกองบัญชาการตารวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีตามแนวทางการจัดการภาครัฐแนวใหม่ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 3.70 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.627) โดยปัจจัยข้อมูลพื้นฐานส่วนบุคคลและลักษณะงานในทุกด้าน ได้แก่ ด้านเพศ อายุ สถานภาพ เงินเดือนระดับชั้นยศ ตำแหน่งงาน ระยะเวลาในการปฏิบัติงานและกลุ่มงานที่สังกัดมีการบริหารจัดการกองบัญชาการตารวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีตามแนวทางการจัดการภาครัฐแนวใหม่ไม่ต่างกัน ที่ระดับนัยสาคัญทางสถิติ 0.05 นอกจากนี้ พบว่า กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มีการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ด้านการเน้นวินัยและความประหยัดในการใช้ทรัพยากร มากที่สุด เนื่องจากหน่วยงานมีการจัดทำแผนการจัดสรรทรัพยากรโดยคำนึงถึงหลัก ความประหยัด คุ้มค่า และเป็นไปตามระเบียบการใช้จ่ายงบประมาณ พ.ศ.2562 และแนวทางการบริหารงบประมาณ ผลลัพธ์จากการวิจัยนี้จึงเป็นแนวทางที่มีค่าในการส่งเสริมการพัฒนาในองค์การในการสร้างสภาพแวดล้อมสนับสนุนการบริหารจัดการภายในองค์การให้เป็นไปตามแนวทางการจัดการภาครัฐแนวใหม่
Description: วิทยานิพนธ์ (รป.ม. (รัฐประศาสนศาสตร์)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2566</description>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

