<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/218">
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/218</link>
    <description />
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3161" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3160" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3159" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2756" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-04-20T06:13:21Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3161">
    <title>การสอบเทียบการคำนวณการรับน้ำหนักของเสาเข็มตอกในชั้นดินกรุงเทพกับผลการ ทดสอบ dynamic pile load test</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3161</link>
    <description>Title: การสอบเทียบการคำนวณการรับน้ำหนักของเสาเข็มตอกในชั้นดินกรุงเทพกับผลการ ทดสอบ dynamic pile load test
Authors: เทพนิมิต ครองเมือง
Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสอบเทียบกำลังรับน้ำหนักของเสาเข็มจากการคำนวณกับผล การทดสอบ Dynamic Pile Load Test ในกรุงเทพและปริมณฑล โดยมีผลการทดสอบทั้งสิ้น 42 โครงการ เสาเข็มที่ทดสอบทั้งหมดเป็นเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงขนาด I 0.22*0.22 เมตร มีความยาว 11 ถึง 26 เมตร การคำนวณกำลังรับน้ำหนักของเสาเข็มใช้วิธี Alpha method ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมใช้ ในทางปฏิบัติในการคำนวณทั่วไปในกรุงเทพ การศึกษาครอบคลุมค่า Alpha factor ที่เสนอโดย Primpasugdri. S (1989), Tomlinson (1957), Peck (1958),และ Holmberg(1970) ผลการศึกษาพบว่า ค่า Alpha factor ที่แนะนำโดย Holmberg ได้ค่ากำลังรับน้ำหนักของเสาเข็มที่ต่ำกว่าผลการทดสอบ มาก โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 66% ของผลการทดสอบมีค่าแปรปรวน 0.217 ค่า Alpha ของ Tomlinson ได้ ค่ากำลังรับน้ำหนักของเสาเข็ม74% ของผลการทดสอบมีค่าแปรปรวน 0.206 ค่า Alpha ของ Peck ที่ ได้ค่ากำลังรับน้ำหนักของเสาเขม็ 85% ของผลการทดสอบมีค่าแปรปรวน 0.211 และ ค่า Alpha ของ Primpasugdri ได้ค่ากำลังรับน้ำหนักของเสาเข็ม 89%ของผลการทดสอบมีค่าแปรปรวน 0.167 การศึกษานี้ได้ทำการปรับปรุงค่า Alpha โดยให้ผลการที่มีค่ากำลังรับน้ำหนักใกลเ้ คียงกับผลการทดสอบ โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.02 เท่าของผลการทดสอบและค่าความแปรปรวนเท่ากับ 0.167
Description: วิทยานิพนธ์ (วศ.ม. (วิศวกรรมโยธา)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</description>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3160">
    <title>การกระจายน้ำหนักบรรทุกของอาคารแบบโครงสร้างผนังรับน้ำหนัก(load bearing wall) สู่เสาเข็มโดยคำนึงถึงปฏิสัมพันธ์ ของการทรุดตัวของเสาเข็ม</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3160</link>
    <description>Title: การกระจายน้ำหนักบรรทุกของอาคารแบบโครงสร้างผนังรับน้ำหนัก(load bearing wall) สู่เสาเข็มโดยคำนึงถึงปฏิสัมพันธ์ ของการทรุดตัวของเสาเข็ม
Authors: สืบพงศ์ หล่อฉัตรนพคุณ
Abstract: วิทยานิพนธ์นี้นำเสนอผลการศึกษาเรื่อง การกระจายน้ำหนักบรรทุกของอาคารแบบ โครงสร้างผนังรับน้ำหนักสู่เสาเข็มโดยคำนึงถึงปฏิสัมพันธ์ของการทรุดตัวของเสาเข็มโดยใช้การ วิเคราะห์ด้วยวิธีไฟไนต์อิลิเมนต์แบบไม่เชิงเส้น การศึกษาครอบคลุมโครงสร้างผนังชนิดแผ่น คอนกรีตหล่อสำเร็จซึ่งแบบจำลองแบ่งผนังออกเป็นแผ่นและเชื่อมต่อกันด้วย Link ตามแบบ โครงสร้างจริง และโครงสร้างผนังชนิดหล่อในที่ซึ่งผนังถูกจำลองเป็นแผ่นต่อเนื่องไม่มีรอยต่อ การศึกษาใช้โครงสร้างบ้านแบบทาวน์เฮ้าส์สองชั้นรองรับด้วยเสาเข็มเป็นกรณีศึกษาโดยศึกษา ครอบคลุมทาวน์เฮ้าส์ 1, 3, 5 และ 7 ห้องซึ่งรองรับด้วยเสาเข็มตอกขนาด 0.22 x 0.22 ม. ยาว 20 ม. ฐานรากเสาเข็มถูกจำลองเป็นสามแบบคือ 1) จำลองเป็น Pin 2) จำลองเป็นสปริงที่มีค่า Stiffness (K) ของเสาเข็มทุกต้นคงที่เท่ากับของเสาเข็มเดี่ยว และ 3) จำลองเป็นสปริงที่ค่า K ของเสาเข็มแต่ละต้น มีค่าขึ้นอยู่กับตำแหน่งของเสาเข็มซึ่งแปรฝันตามผลของปฏิสัมพันธ์ระหว่างเสาเข็มในกลุ่ม ผลการศึกษาพบว่า สำหรับเสาเข็มต้นมุม ในกรณีที่คำนึงถึงปฏิสัมพันธ์ของการทรุดตัวของ เสาเข็มค่าแรงในเสาเข็มมีค่าสูงกว่ากรณีที่เสาเข็มมีค่า K คงที่ ประมาณ 16-20% สำหรับผนังแบบ หล่อสำเร็จ และ 21-27% สำหรับผนังแบบหล่อในที่ และสูงกว่ากรณีที่เสาเข็มเป็น Pin ประมาณ 36- 40% สำหรับผนังแบบหล่อสำเร็จและ 45-50% สำหรับผนังแบบหล่อในที่ ในขณะที่เสาเข็มต้นกลาง ในกรณีที่คำนึงถึงปฏิสัมพันธ์ของการทรุดตัวของเสาเข็มค่าแรงในเสาเข็มมีค่าต่ำกว่า กรณีที่เสาเข็ม มีค่า K คงที่ประมาณ 19-25% สำหรับผนังแบบหล่อสำเร็จ และ 32-44% สำหรับผนังแบบหล่อในที่ และต่า กว่ากรณีที่เสาเข็มเป็น Pin ประมาณ 33-46% สำหรับผนังแบบหล่อสำเร็จ และ 35-65% สำหรับผนังแบบหล่อในที่
Description: วิทยานิพนธ์ (วศ.ม. (วิศวกรรมโยธา)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</description>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3159">
    <title>รูปแบบเหมาะสุดสำหรับการออกแบบโครงถักหลังคาเหล็ก</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3159</link>
    <description>Title: รูปแบบเหมาะสุดสำหรับการออกแบบโครงถักหลังคาเหล็ก
Authors: พันธนะ จิวาลักษณ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาหารูปแบบและความสูงต่อความยาวช่วงที่เหมาะสุด สำหรับโครงถักหลังคาเหล็ก รวมถึงการออกแบบหาโครงถักเบาสุดของรูปแบบโครงถักที่ศึกษา เพื่อให้ได้โโครงถักรูปแบบที่เหมาะสมสำหรับการใช้งาน ซึ่งการวิเคราะห์จะอยู่ภายใต้เงื่อนไขบังคับทางพฤติกรรมโครงสร้างตามมาตรฐาน วสท.1015-40 วิธีหน่วยแรงใช้งาน (Allowable Stress Design, ASD) ทำการเปรียบเทียบรูปแบบโครงถักหลังคาที่นิยมจำนวน 4 ตัวอย่าง คือ รูปแบบ แพรตต์แบบโฮว์ แบบพัดและ แบบฟิงก์ ผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นถึงการปรับค่าของคำตอบที่ ลู่เข้าหาจุดต่ำสุดของฟังก์ชันและส่งผลให้ขนาดชิ้นส่วนโครงถักมีน้ำหนักที่เบาลง จากผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า รูปแบบเหมาะสุดสำหรับโครงถักหลังคาเหล็กภายใต้ฟังก์ชันสภาวะขีดจำกัดทางด้าน น้ำหนักคือ โครงถักรูปแบบพัดโดยอัตราส่วนความยาวต่อความลึกที่เหมาะสุดของโครงถักแต่ละ รูปแบบอยู่ในช่วง 6.4 ถึง 9.4 เมื่อพิจารณาการออกแบบน้ำหนักรวมชิ้นส่วนโครงถักเบาสุดของ โครงถักรูปแบบแพรตต์ตามมาตรฐานกรมพลศึกษาพบว่าน้ำหนักโครงสร้างลดลงร้อยละ 29 ดังนั้น โครงถักรูปแบบเบาสุดที่ได้จากศึกษาจึงอาจเป็นทางเลือกในการใช้งานโดยมีต้นทุนการก่อสร้างที่ต่ำกว่า
Description: วิทยานิพนธ์ (วศ.ม (วิศวกรรมโยธา)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</description>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2756">
    <title>การควบคุมการตอกเสาเข็มในชั้นดินกรุงเทพโดยคำนึงถึงการเพิ่มขึ้นของกำลังของเสาเข็มตามเวลา</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2756</link>
    <description>Title: การควบคุมการตอกเสาเข็มในชั้นดินกรุงเทพโดยคำนึงถึงการเพิ่มขึ้นของกำลังของเสาเข็มตามเวลา
Authors: อสมาภรณ์ ทองลี้
Abstract: วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เป็นการศึกษาถึงแนวทางการประมาณกำลังของเสาเข็มที่ 14 วันจากผล&#xD;
การทดสอบกำลังของเสาเข็มหลังการตอกแล้วใหม่ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการควบคุมการตอก&#xD;
เสาเข็มให้ได้กำลังระยะยาวที่ต้องการโดยไม่ต้องรอทิ้งระยะเวลา 7-14 วันก่อนทดสอบเสาเข็ม&#xD;
การศึกษายังรวมถึงการวิเคราะห์หาสมการความสัมพันธ์ระหว่างกำลังของเสาเข็มกับเวลา ใน&#xD;
การศึกษานี้ใช้การทดสอบกำลังแบบพลศาสตร์ของเสาเข็ม (Dynamic pile load test)ของเสาเข็ม&#xD;
คอนกรีตอัดแรงที่เวลาต่างๆ รวมถึง ที่เวลาสิ้นสุดการตอกเสาเข็ม (End of driving, EOD), 1 นาที, 10 นาที, 2 ชั่วโมง, 1 วัน และ 14 วันหลังการทดสอบ เป็นเครื่องมือโดยเสาเข็มที่ทดสอบเป็นเสาเข็มรูปตัวไอ ขนาด 0.22 เมตร มีจำนวนทั้งสิ้น 49 ต้น มีความยาวในช่วง 11-25 เมตร เสาเข็มทุกต้นตอก&#xD;
ทะลุชั้นดินเหนียวอ่อน และนั่งบนชั้นดินเหนียวแข็ง 33 ต้น โดยมีเสาเข็ม 16 ต้น ตอกทะลุชั้นดิน&#xD;
เหนียวแข็งและนั่งอยู่บนชั้นทราย พื้นที่ศึกษาครอบคลุมกรุงเทพมหานครและปริมณฑลโดยแบ่ง&#xD;
พื้นที่ศึกษาเป็นสามโซนประกอบด้วยโซนเหนือ โซนตะวันออกเฉียงใต้ และโซนตะวันตกเฉียงใต้&#xD;
ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าเมื่อเวลาผ่านไป 14 วัน กำลังของเสาเข็มเพิ่มสูงขึ้นกว่ากำลังที่&#xD;
1 นาทีในช่วง 1.5 -5.4 เท่าตัว โดยขนาดของการเพิ่มขึ้นของกำลังตามเวลาจะน้อยลงเมื่อกำลังต่อ&#xD;
ความยาวเสาเข็มที่ 1 นาทีมีค่าสูงขึ้น กราฟระหว่างกำลังของเสาเข็มกับลอกการิทมิกของเวลามี&#xD;
ลักษณะเป็นโค้งหงาย ในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้สมการสาหรับคำนวณกำลังของเสาเข็มที่เวลาต่างๆ&#xD;
และสมการสำหรับประมาณเสาเข็มที่ 14 วันจากผลการทดสอบเสาเข็มที่ 10 นาที, 120 นาที และ1วัน หลังจากตอกเสาเข็ม ได้ถูกนำเสนอโดยสมการข้างต้นสามารถใช้ได้กับดินทั้งสามโซนที่ของ&#xD;
กรุงเทพ และสามารถใช้กับเสาเข็มที่มีปลายอยู่ในชั้นดินเหนียวและชั้นทราย
Description: วิทยานิพนธ์ (วศ.ม. (วิศวกรรมโยธา)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2566</description>
    <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

