<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/244">
    <title>DSpace Community:</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/244</link>
    <description />
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3258" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3094" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3093" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3092" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-04-17T22:24:09Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3258">
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ การวิจัยพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูง : เปรียบเทียบระหว่างผู้ที่ควบคุมระดับความดันโลหิตได้กับผู้ที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3258</link>
    <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ การวิจัยพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูง : เปรียบเทียบระหว่างผู้ที่ควบคุมระดับความดันโลหิตได้กับผู้ที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้
Authors: ปราณี ทัดศรี; ยุภาพร นาคกลิ้ง
Abstract: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยายแบบเปรียบเทียบ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูงระหว่างผู้ที่ควบคุมระดับความดันโลหิตได้กับผู้ที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคความความ ดันโลหิตสูง จํานวน 226 คน แบ่งเป็นคุมระดับความดันโลหิตได้ 113 คน คุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ 113 คน ที่มารับบริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลหลักหก 1, หลักหก 2, บางพูน1, และบางพูน 2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์ข้อมูลส่วนบุคคลและแบบสัมภาษณ์พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพตามแนวคิดของเพนเดอร์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยายและ Independent t-test ผลการศึกษาพบว่าผู้เป็นความดันโลหิตสูงทั้ง 2 กลุ่มมีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพโดย รวมอยู่ในระดับปานกลาง สําหรับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพรายด้านพบว่า 1) กลุ่มที่ควบคุมความ ดันโลหิตได้ มีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมสุขภาพในระดับดี 3 ด้าน ได้แก่ ด้านสัมพันธภาพระหว่าง บุคคล, ด้านการเจริญทางจิตวิญญาณ และด้านการจัดการความเครียด และมีคะแนนเฉลี่ยในระดับ ปานกลาง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านความรับผิดชอบต่อสุขภาพ, ด้านกิจกรรมทางกาย และด้านโภชนาการ 2) กลุ่มที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ มีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมสุขภาพในระดับดี 2 ด้าน ได้แก่ ด้านการเจริญทางจิตวิญญาณ และด้านการจัดการความเครียด และมีคะแนนเฉลี่ยในระดับปานกลาง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านความรับผิดชอบต่อสุขภาพ, ด้านกิจกรรมทางกาย, ด้านโภชนาการ และด้าน สัมพันธภาพระหว่างบุคคลเมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของทั้ง 2 กลุ่มพบว่า ผู้เป็น โรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับความดันโลหิตได้มีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพโดยรวมและรายด้าน 2 ด้าน ได้แก่ ด้านความรับผิดชอบ และด้านสัมพันธภาพระหว่างบุคคล มีค่าคะแนนเฉลี่ยสูง กว่าผู้ที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้อย่าง งมีนัยสําคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) ผลการวิจัย ช่วยให้แนวทางในการส่งเสริมพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพในด้านที่จําเป็น เพื่อช่วยให้ผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูงสามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ</description>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3094">
    <title>ผลของแนวปฏิบัติการจัดการความปวดและเพิ่มการเคลื่อนไหวของลำไส้ในผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปิดช่องท้องแบบเร่งด่วน</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3094</link>
    <description>Title: ผลของแนวปฏิบัติการจัดการความปวดและเพิ่มการเคลื่อนไหวของลำไส้ในผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปิดช่องท้องแบบเร่งด่วน
Authors: รัตติยากร สุวรรณมงคล
Abstract: การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการนำแนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นสำหรับการจัดการความปวดและเพิ่มการเคลื่อนไหวของลำไส้ในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปิดช่องท้องแบบเร่งด่วน กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วย ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไส้ติ่งแตก กระเพาะอาหารหรือลำไส้ทะลุ และลำไส้อุดตัน ซึ่งจำเป็นต้องผ่าตัดเปิดช่องท้องแบบเร่งด่วนครั้งแรก โดยผู้ป่วยได้รับการรักษาในหอผู้ป่วยศัลยกรรมชาย 1 โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช รวมทั้งสิ้น 56 ราย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละ 28 ราย ได้แก่ กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามแนวปฏิบัติมาตรฐานของโรงพยาบาล และกลุ่มทดลองได้รับการดูแลตามแนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นใหม่ ชุดข้อมูลที่เก็บรวบรวมประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคล คะแนนความปวด การเคลื่อนไหวของลำไส้หลังผ่าตัด จำนวนวันนอนในโรงพยาบาล และค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้รับการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา อยู่ในช่วง 0.79 ถึง 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นสำหรับแบบบันทึกคะแนนความปวดและการเคลื่อนไหวของลำไส้หลังผ่าตัดเท่ากับ 0.92 และ 0.95 ตามลำดับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ร่วมกับการทดสอบแมน-วิทนีย์ ยู การทดสอบของฟรีดแมน การวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนความปวดต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) และมีการเคลื่อนไหวของลำไส้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วง 24, 48 และ 72 ชั่วโมงหลังผ่าตัด เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม อย่างไรก็ตามไม่พบความแตกต่างทางสถิติในด้านจำนวนวันนอนในโรงพยาบาลและค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลระหว่างสองกลุ่ม (p &gt; .05) ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นสำหรับการจัดการความปวดและการฟื้นฟูการทำงานของลำไส้ในผู้ป่วย เพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวของร่างกายและเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลรักษา
Description: วิทยานิพนธ์ (พ.ม. (การพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</description>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3093">
    <title>ผลลัพธ์ด้านภาวะสุขภาพ คุณภาพชีวิตที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ และความพึงพอใจในผู้ป่วยโรคปอดอินเตอร์สติเชียล ที่ได้รับการดูแลต่อเนื่อง</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3093</link>
    <description>Title: ผลลัพธ์ด้านภาวะสุขภาพ คุณภาพชีวิตที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ และความพึงพอใจในผู้ป่วยโรคปอดอินเตอร์สติเชียล ที่ได้รับการดูแลต่อเนื่อง
Authors: ณัฐศาพัชส์ ระไวกลาง
Abstract: การวิจัยเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลลัพธ์ด้านภาวะสุขภาพ คุณภาพชีวิตที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ และความพึงพอใจของผู้ป่วยโรคปอดอินเตอร์สติเชียล (ILD) ที่ได้รับการดูแลต่อเนื่องที่คลินิกโรคเนื้อเยื่อปอดอักเสบ สถาบันโรคทรวงอก กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เวชระเบียนผู้ป่วย ILD ที่ได้รับการดูแลต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งมีการติดตามภาวะสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ 3 ครั้ง คือ เมื่อผู้ป่วยเข้ารับบริการครั้งแรก ในเดือนที่ 6 และเดือนที่ 12 จำนวน 104 ราย และผู้ป่วย ILD ที่ได้รับการดูแลต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี จำนวน 60 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ 1) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบบันทึกข้อมูลจากเวชระเบียน ได้แก่ ภาวะสุขภาพ ประกอบด้วย อาการหายใจลำบาก (mMRC) ดัชนีมวลกาย (BMI) สมรรถภาพปอด (FVC% predicted, DLCO% predicted) และสมรรถภาพทางกาย (6MWD), คุณภาพชีวิตที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ (EQ-5D-5L, EQ VAS) และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการดูแลต่อเนื่อง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา Friedman’s rank test และ Repeated measures ANOVA ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยมีอาการหายใจลำบากอยู่ในระดับ 1 มากที่สุดทั้ง 3 ครั้ง ค่า mMRC, BMI และ FVC% predicted ทั้ง 3 ครั้งไม่แตกต่างกัน (p &gt; .05) แต่ค่า DLCO% predicted ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) 6MWD และ EQ-5D-5L ในเดือนที่ 6 และ 12 ดีกว่าครั้งแรกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) ส่วน EQ VAS ไม่แตกต่างกัน (p &gt; .05) และผู้ป่วยมีความพึงพอใจต่อการดูแลต่อเนื่องอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 86.7 ผลการศึกษาเป็นข้อมูลสำหรับการพัฒนาคุณภาพการดูแลต่อเนื่องในผู้ป่วย ILD ต่อไป
Description: วิทยานิพนธ์ (พ.ม. (การพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</description>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3092">
    <title>ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมสุขภาพเพื่อป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดในบุคลากรสายสนับสนุน มหาวิทยาลัยรังสิต</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3092</link>
    <description>Title: ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมสุขภาพเพื่อป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดในบุคลากรสายสนับสนุน มหาวิทยาลัยรังสิต
Authors: ปาริชาติ เทวพิทักษ์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทำนาย เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมสุขภาพและปัจจัยทำนาย พฤติกรรมสุขภาพเพื่อป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ในบุคลากรสายสนับสนุน มหาวิทยาลัยรังสิต โดยใช้แบบจำลองของเพนเดอร์เป็นกรอบแนวคิดในการวิจัย เลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มอย่างง่าย จาก บุคลากรที่เข้า รับการตรวจสุขภาพประจำ ปี พ.ศ. 2565 จำนวน 163 คน เครื่องมือในการวิจัย เป็น แบบสอบถามมี 8 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล การรับรู้ประโยชน์ การรับรู้อุปสรรค การรับรู้ความ สามารถของตนเอง ความรู้สึกที่มีต่อการปฏิบัติพฤติกรรม แรงสนับสนุนทางสังคม อิทธิพลด้าน สถานการณ์และพฤติกรรมสุขภาพเพื่อป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ วิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมสุขภาพเพื่อป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดโดยรวม อยู่ในระดับปานกลาง (X̄=42.36, SD=6.64) ด้านการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายอยู่ในระดับ ปานกลาง (X̄=20.60, SD=4.27 และ X̄=5.49, SD=1.28 ตามลำดับ) ส่วนด้านความรับผิดชอบต่อสุขภาพ และด้านการจัดการความเครียดอยู่ในระดับสูง (X̄=13.12, SD=2.40 และ X̄=3.15, SD=.79 ตามลำดับ) ปัจจัยทำนายพฤติกรรมสุขภาพเพื่อป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดที่มีค่าสัมประสิทธิ์การทำนายมาก ที่สุด ได้แก่ การรับรู้ความสามารถของตนเอง (β=.471, p=.000) รองลงมา ได้แก่ ความรู้สึกที่มีต่อการปฏิบัติ พฤติกรรม (β=.218, p=.006) โดยทั้ง 2 ตัวแปรร่วมกันทำนายพฤติกรรมสุขภาพเพื่อป้องกันโรคหัวใจและ หลอดเลือดของบุคลากรสายสนับสนุนได้ร้อยละ 39.5 (R2=.395, p=.000) ข้อเสนอแนะจากผลการศึกษา มหาวิทยาลัยควรจัดกิจกรรมการให้ความรู้และฝึกทักษะเพื่อให้บุคลากรรับรู้ความสามารถของตนเองใน การป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดและจัดกิจกรรมที่ทำให้บุคลากรมีความรู้สึกที่ดีต่อการปฏิบัติ โดยเฉพาะในด้านการบริโภคอาหารและการออกกำลังกาย
Description: วิทยานิพนธ์ (พ.ม. (การพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</description>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

