<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/253">
    <title>DSpace Community:</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/253</link>
    <description />
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3268" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3267" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3266" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3265" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-04-16T08:05:54Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3268">
    <title>การพัฒนาและการประเมินครีมจากสารสกัดน้ำของตำรับยาห้าราก สำหรับใช้เป็นยาทาภายนอก</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3268</link>
    <description>Title: การพัฒนาและการประเมินครีมจากสารสกัดน้ำของตำรับยาห้าราก สำหรับใช้เป็นยาทาภายนอก
Authors: กุลสิริ พีรนิธิอัครเดช
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาครีมของสารสกัดน้ำของตำรับยาห้ารากและควบคุมคุณภาพตำรับยา รวมถึงการศึกษาความคงสภาพทางเคมีและกายภาพ และการปลดปล่อยตัวยา โดยพัฒนาตำรับครีมของสารสกัดน้ำของยาห้ารากในความเข้มข้น 2.5% ในครีมชนิดน้ำมันในน้ำ ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นครีมชนิดชอบน้ำ จำนวน 3 สูตร แล้วเลือกสูตรที่ดีที่สุดมาพัฒนาวิธีวิเคราะห์และทดสอบความถูกต้องของวิธีวิเคราะห์สารเทียบ คือ Perforatic Acid ด้วยวิธี RP-HPLC ตามแนวทางของ ICH Guideline Q2(R1) จากนั้นทำการควบคุมคุณภาพของตำรับยาครีมตามเกณฑ์ที่กำหนดของตำรายา ศึกษาการปลดปล่อยตัวยาด้วยวิธี Franz Diffusion Cell และศึกษาความคงสภาพทางกายภาพและทางเคมีของตำรับยาตามแนวทางการศึกษาความคงตัวของผลิตภัณฑ์ยา พ.ศ. 2556 ของอาเซียน ภายใต้ 2 สภาวะ คือ อุณหภูมิห้อง (30 ± 2°C / RH not specified) และสภาพเร่งที่ (40 ± 2°C / 75% RH ± 5% RH) พร้อมทั้งคำนวณอายุการเก็บรักษา ผลการศึกษาพบว่าครีมสูตรที่ 1 มีลักษณะทางกายภาพที่ดีที่สุด เนื้อครีมเนียนละเอียด ไม่แยกชั้น มีกลิ่นสมุนไพรอ่อน ๆ ทาแล้วซึมเข้าผิวได้ดี ผลการทดสอบประเมินวิธีวิเคราะห์สารเทียบพบว่ามีความถูกต้อง แม่นยำ และน่าเชื่อถือตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยพบปริมาณสารเทียบในครีมเท่ากับ 32.52 ± 0.10 mg% จากการทดสอบการปลดปล่อยตัวยาพบว่าสอดคล้องกับแบบจำลอง Korsmeyer–Peppas (R² = 0.9995) โดยมีอัตราการปลดปล่อยตัวยาค่อนข้างช้า และผลจากการศึกษาความคงสภาพพบวันหมดอายุที่ 24.99 เดือน สรุปได้ว่าตำรับครีมยาห้ารากที่พัฒนาได้มีลักษณะทางเคมีและกายภาพที่ดี และผ่านการทดสอบคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานของตำรายา ตำรับยาที่ได้มีความคงตัว แต่มีข้อจำกัดในอัตราการปลดปล่อยตัวยาออกจากตำรับที่ค่อนข้างช้า ดังนั้นจึงควรพัฒนาสูตรครีมต่อไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปลดปล่อยตัวยาให้มากขึ้น
Description: วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (การแพทย์แผนตะวันออก)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</description>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3267">
    <title>การพัฒนาสารสกัดที่ได้จากการกลั่นเหง้ากระทือเป็นครีมแก้การอักเสบ ในรูปแบบอัลฟาเจล</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3267</link>
    <description>Title: การพัฒนาสารสกัดที่ได้จากการกลั่นเหง้ากระทือเป็นครีมแก้การอักเสบ ในรูปแบบอัลฟาเจล
Authors: ปรียาภรณ์ จงฉิม
Abstract: งานวิจัยนี้ทำการกลั่นกระทือสดจาก 5 จังหวัด มาแหล่งละ 200 กรัม โดยทำการกลั่นด้วยไอน้ำเป็นเวลา 6 ชั่วโมง พบว่าได้น้ำมันกระทือจำนวนร้อยละโดยปริมาตรต่อน้ำหนัก 0.20±0.09 ถึง 0.31±0.07 โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.25±0.04 จากนั้นนำน้ำมันมาวิเคราะห์หาองค์ประกอบทางเคมีโดยฉีดเข้าเครื่อง GC-MS โดยเน้นสารหลักจำนวน 6–7 ชนิด ที่มีปริมาณมากเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ใต้พีคพบสารสำคัญทั้งหมด 6 ชนิด คือ Camphene, Eucalyptol, 2-Bornanone, Humulene, Santolina Triene และ Zerumbone โดยพบสาร Zerumbone มากที่สุดถึงร้อยละ 77.81 จากนั้นนำน้ำมันที่ได้มาเตรียมให้อยู่ในรูปแบบครีมแอลฟาเจล โดยในขั้นต้นจะทำการพัฒนาสูตรครีมพื้น 5 สูตร โดยมีสาร Purephos Alpha เป็นสารก่ออิมัลชัน พบว่าสูตรที่ใช้ Coconut Butter ร้อยละ 20 มีเนื้อเนียน ดูดซึมได้ดี ความคงตัวดี ไม่แยกชั้นหลังการเตรียมเมื่อถูกส่องด้วยกล้อง Microscope ภายใต้แสง Polarization (PLM) ที่กำลังขยาย 40X พบลักษณะโครงสร้างของ Maltese Cross ในปริมาณมากพอสมควร แสดงให้เห็นว่าครีมมีคุณสมบัติดูดซึมผ่านผิวหนังที่ดี เมื่อทำการผสมน้ำมันกระทือที่ได้จากการกลั่นลงไปในสูตรครีมดังกล่าว โดยใช้ปริมาณน้ำมันร้อยละ 1 โดยน้ำหนัก พบว่าครีมมีสีเหลืองอ่อนเล็กน้อย มีความนุ่มของเนื้อครีม พบลักษณะโครงสร้างของ Maltese Cross ในปริมาณมากเช่นกัน และดูดซึมเข้าสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นสูตรที่สามารถนำไปพัฒนาต่อไปเป็นครีมต้านการอักเสบได้
Description: วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (การแพทย์แผนตะวันออก)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</description>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3266">
    <title>การศึกษาฤทธิ์ลดเบาหวานของผลิตภัณฑ์โพชง ในหนูทดลองที่เป็นเบาหวาน</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3266</link>
    <description>Title: การศึกษาฤทธิ์ลดเบาหวานของผลิตภัณฑ์โพชง ในหนูทดลองที่เป็นเบาหวาน
Authors: กรรณิการ์ แก้วเรือง
Abstract: ในการศึกษาครั้งนี้ เพื่อทำการทดสอบฤทธิ์ในการลดระดับน้ำตาลในเลือดของโพชงเครื่องดื่มสมุนไพรและพฤกษชาติ 32 ชนิด อันประกอบไปด้วยมะระขี้นก เห็ดหลินจือ ใบหม่อน อบเชย ถั่งเช่า และหล่อฮั่งก๊วย เป็นองค์ประกอบหลักในตำรับ โดยใช้การทดสอบในหนูทดลอง แบ่งหนูทดลองออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 หนูแรทกลุ่มควบคุม (Control Group) กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มควบคุมทางลบ (Diabetic Rat; Negative Control Group) กลุ่มที่ 3 หนูถูกเหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวานด้วยสเตรปโตโซโทซิน และได้รับวัสดุทดสอบโพชง กลุ่มที่ 4 หนูเบาหวานที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยสเตรปโตโซโทซิน เป็นกลุ่มควบคุมทางบวก (Diabetic Rat; Positive Control Group) และให้ยา Glibenclamide ซึ่งเป็นยามาตรฐานที่ใช้ในการรักษาโรคเบาหวาน โดยนำผลของแต่ละกลุ่มมาเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม จากผลการทดลองพบว่า หนูแรททั้ง 3 กลุ่มมีค่าระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าหนูแรทกลุ่มที่ 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) ผลการทดสอบความทนทานต่อน้ำตาลพบว่าหนูแรทกลุ่มที่ 2 กลุ่มที่ 3 และกลุ่มที่ 4 มีค่าไม่แตกต่างกันระหว่างกลุ่มการทดสอบ (p&gt;0.05) แต่หนูแรททั้ง 3 กลุ่มมีค่าการทดสอบความทนทานแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับหนูแรทกลุ่มที่ 1 (p&lt;0.05) แสดงว่า การให้ยา Glibenclamide ไม่ได้ให้ผลแตกต่างจากกลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 3 และผลการวิเคราะห์ระดับอินซูลินจากตัวอย่างซีรั่มและตับอ่อนพบว่า หนูแรทกลุ่มที่ 2 มีค่าต่ำกว่ากลุ่มที่ 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) แต่อย่างไรก็ตามไม่มีความแตกต่างกับกลุ่มที่ 3 และกลุ่มที่ 4 (p&gt;0.05)แสดงว่ากลุ่มที่ 3 และกลุ่มที่ 4 ให้ค่าระดับอินซูลินไม่ต่างจากกลุ่มที่ 1 จึงสรุปได้ว่าตำรับโพชงสามารถมีผลต่อโรคเบาหวานในหนูทดลองได้ไม่แตกต่างจากยามาตรฐาน Glibenclamide
Description: วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (การแพทย์แผนตะวันออก)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</description>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3265">
    <title>ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการเกาะกลุ่มกันของโปรตีนเบต้าอะไมลอยด์ของตำรับยาอายุวัฒนะ</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3265</link>
    <description>Title: ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการเกาะกลุ่มกันของโปรตีนเบต้าอะไมลอยด์ของตำรับยาอายุวัฒนะ
Authors: รัชฎากร ดาบสมเด็จ
Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการเกาะกลุ่มกันของโปรตีนเบต้าอะไมลอยด์ของตำรับยาอายุวัฒนะ ประกอบด้วยสมุนไพร 6 ชนิด คือ ข่อย ตะโกนา ทิ้งถ่อน บอระเพ็ด พริกไทย และแห้วหมู เป็นตำรับยาที่ถูกบรรจุไว้ในตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ มีสรรพคุณช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย แต่ยังขาดข้อมูลการวิจัยกลไกการออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการเกาะกลุ่มกันของโปรตีนเบต้าอะไมลอยด์ ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษา โดยมีการวิเคราะห์หาปริมาณสารประกอบฟีนอลิกรวมของสารสกัดตำรับยาและสมุนไพรเดี่ยว 6 ชนิด ด้วยวิธี Folin–Ciocalteu Colorimetric Assay และเปรียบเทียบกับกราฟมาตรฐานกรดแกลลิก พบว่าสารสกัดที่มีปริมาณสารฟีนอลิกรวมสูงสุด 3 อันดับแรก คือ เมล็ดพริกไทย ตำรับยา และหัวแห้วหมู เท่ากับ 861.67, 786.67 และ 653.33 มิลลิกรัมสมมูลของกรดแกลลิกต่อกรัมสารสกัดหยาบ ตามลำดับ จากการศึกษาปริมาณฟลาโวนอยด์รวมด้วยวิธี Aluminum Chloride Colorimetric Assay เปรียบเทียบกับกราฟมาตรฐาน Quercetin พบว่าปริมาณสารฟลาโวนอยด์รวมสูงสุด 3 อันดับแรก คือ เมล็ดพริกไทย ตำรับยา และเปลือกทิ้งถ่อน เท่ากับ 185.44, 154.94 และ 138.90 มิลลิกรัมสมมูลของเควอซิทินต่อกรัมสารสกัดหยาบ ตามลำดับ  ผลการทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระโดยวิธี DPPH พบว่า หัวแห้วหมู เปลือกทิ้งถ่อน เถาบอระเพ็ด ตำรับยา เมล็ดพริกไทย เปลือกตะโกนา และเมล็ดข่อย มีค่า IC₅₀ เท่ากับ 0.1867±0.0087, 0.5502±0.0124, 0.6262±0.0276, 0.8600±0.0567, 0.8548±0.1934, 1.7865±0.0007 และ 5.5956±1.2342 mg/mL ตามลำดับ และการทดสอบด้วยวิธี ABTS พบว่ามีเปอร์เซ็นต์การยับยั้งที่ความเข้มข้น 1 mg/mL เท่ากับ 48.0±0.3, 50.9±0.8, 9.2±1.2, 49.6±8.4, 26.0±0.8, 29.1±0.8 และ 6.0±0.4 ตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบว่าตำรับยามีฤทธิ์ในการต้านการเกาะกลุ่มของโปรตีนเบต้าอะไมลอยด์ 42 ได้ดี โดยให้ค่าเปอร์เซ็นต์การยับยั้งเท่ากับ 67.15%
Description: วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (การแพทย์แผนตะวันออก)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</description>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

