<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/256">
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/256</link>
    <description />
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2822" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2821" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2820" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2819" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-01-23T13:38:02Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2822">
    <title>ความสามารถในการดับกลิ่นบนผิวกายของน้ำมันหอมระเหยยูคาลิปตัสประเมินโดยใช้จมูกอิเล็กทรอนิกส์</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2822</link>
    <description>Title: ความสามารถในการดับกลิ่นบนผิวกายของน้ำมันหอมระเหยยูคาลิปตัสประเมินโดยใช้จมูกอิเล็กทรอนิกส์
Authors: ณัฐกฤตา ศิลาทอง
Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคงทนของกลิ่นและความสามารถในการดับกลิ่นผิวกายของน้ำมันหอมระเหยยูคาลิปตัส โดยใช้เครื่องจมูกอิเล็กทรอนิกส์ ในระยะเวลาต่างๆ ในช่วง&#xD;
เวลา 24 ชั่วโมง นำผลการวัดกลิ่นน้ำมันหอมระเหยยูคาลิปตัสในแต่ละช่วงเวลามาเปรียบเทียบ&#xD;
ประมวลผลข้อมูลด้วยวิธีทางสถิติโดยใช้โปรแกรมวัดอัตราการตอบสนองของแก๊สเซนเซอร์ต่อกลิ่น&#xD;
(Sensor Response), วัดความแตกต่างของกลิ่น (Classification (PCA)) และ วิเคราะห์ความเหมือน&#xD;
(Similarity (HCA)) เปรียบเทียบกับกลิ่น โนนานอล (Nonanal) ชนิดเดียว, กลิ่นน้ำมันหอมระเหยยู คาลิปตัสชนิดเดียว และกลิ้นโนนานอลผสมนํ้ำมันหอมระเหยยูคาลิปตัส จากผลการทดลองพบว่าโนนานอล มีการตอบสนองของแก๊สเซนเซอร์ต่อกลิ่น (Odor Intensity) ลดลงมากถึง 70%, ส่วนกลิ่นนํ้ำมันหอมระเหยยูคาลิปตัสจะมีระดับลดลงถึง 20% และโนนานอลผสมน้ำมันหอมระเหยยูคาลิปตัส ลดลง 17 % ในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง แสดงให้เห็นว่าน้ำมันหอมระเหยยูคาลิปตัสมีความสามารถใช้เป็นสารช่วยกลบกลิ่นกาย เมื่อวิเคราะห์ความแตกต่างของกลิ่นด้วยวิธีวิเคราะห์องค์ประกอบหลักและวิเคราะห์ความเหมือน พบว่ากลิ่นของนํ้ำมันหอมระเหยยูคาลิปตัส และกลิ่นของตัวอย่างแบบผสม มีความใกล้เคียงกันมากกว่ากลิ่นของโนนานอล ดังนั้นจึงสรุปได้ว่านํ้ำมันยูคาลิปตัสสามารถใช้กลบกลิ่นของโนนานอลที่ทำให้เกิดกลิ่นกายบนผิวได้ สามารถใช้เป็นนํ้ำมันในการเตรียมเป็นผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นกายได้ในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 8 - 24 ชั่วโมง
Description: วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (การแพทย์แผนตะวันออก)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2566</description>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2821">
    <title>การพัฒนาสารสกัดเปลือกมังคุดในรูปแบบแอลฟาเจล</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2821</link>
    <description>Title: การพัฒนาสารสกัดเปลือกมังคุดในรูปแบบแอลฟาเจล
Authors: ฐิตาภา ทองดี
Abstract: การพัฒนาสารสกัดมังคุดในรูปแบบแอลฟาเจล มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมและประเมินคุณลักษณะของสูตรครีมตำรับพื้นที่มีความคงตัวมาพัฒนาสูตรสารสกัดมังคุดในรูปแบบแอลฟาเจลและเพื่อศึกษา&#xD;
สารสำคัญจากเปลือกมังคุดด้วยวิธี HPLC โดยเตรียมสารสกัดด้วยวิธีการหมักด้วยเอทานอล วิเคราะห์หาปริมาณสาระสำคัญเตรียมครีมตำรับพื้นในรูปแบบแอลฟาเจลที่มีความแตกต่างกันของสัดส่วนของนํ้ำมัน (Emollient) โดยน้ำหนัก (10% , 20% , 30% , 40% , 50%) จำนวน 5 สูตร แล้วเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่างๆ เพื่อประเมินความคงตัวทางกายภาพ สังเกตลักษณะภายนอกของเนื้อครีม และตรวจสอบโครงสร้าง Maltese Cross ของครีมในรูปแบบแอลฟาเจล หลังจากนั้นคัดเลือกสูตรที่มีความคงตัวมาเตรียมครีมตำรับพื้นในรูปแบบแอลฟาเจลที่มีความแตกต่างกันของสัดส่วนCetyl Phosphase : Arginine (1:0.5 , 2:1 , 3:1.5 , 4:2 , 5:2.5) จำนวน 5 สูตร แล้วเก็บรักษาอุณหภูมิต่างๆ เพ่ือประเมินความคงตัว จึงนำสูตรที่มีความคงตัวมาพัฒนาใส่สารสกัดจากเปลือกมังคุด แล้วนำไปศึกษาความคงตัวโดยเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่าง ๆ เพื่อประเมินความคงตัว สังเกตลักษณะภายนอกของเนื้อครีมโดยสรุปครีมตำรับพื้นทีมี Emollient 10% และ สัดส่วน Cetyl Phosphase : Arginine เป็น 4 : 2 เป็นสูตรมีความคงตัวมากที่สุด ซึมเข้าผิวได้ดี ไม่เหนียวเหนะหนะ ลักษณะภายนอก สี กลิ่นและสัมผัสไม่เกิดการเปลียนแปลง เมื่อส่องผ่านแสงโพราไรซ์พบโครงสร้างเฉพาะแอลฟาเจล ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ทำให้เนื้อครีมมีความคงตัว เรียบเนียน จึงนำมาพัฒนาครีมจากสารสกัดเปลือกมังคุดพบว่าสารสกัดเปลือกมังคุดไม่มีผลต่อการศึกษาความคงตัวของครีม เมื่อนำไปเก็บที่อุณหภูมิต่าง ๆและจากการศึกษาสารออกฤทธิ์ ด้วยวิธี HPLC พบสารแอลฟาแมงโกสติน เมื่อเทียบกับสารมาตรฐาน
Description: วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (การแพทย์แผนตะวันออก)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2566</description>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2820">
    <title>การหาสภาวะที่เหมาะสมในการทดสอบการจับกันระหว่างสารต้านการอักเสบจากเหง้าไพลกับเอนไซม์ไซโคลออกซิจีเนส 2 โดยโปรแกรม ArgusLab</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2820</link>
    <description>Title: การหาสภาวะที่เหมาะสมในการทดสอบการจับกันระหว่างสารต้านการอักเสบจากเหง้าไพลกับเอนไซม์ไซโคลออกซิจีเนส 2 โดยโปรแกรม ArgusLab
Authors: โกมารภัจจ์ ปิ่นทอง
Abstract: การศึกษาครั้งนี้เป็นการหาสภาวะที่เหมาะสมโดยวิธีการจำลองการจับกัน (Molecular Docking) ระหว่างสารต้านการอักเสบจากไพลกับเอนไซม์ไซโคลออกซิจีเนส 2 โดยใช้ 3 ไอโซฟอร์ม กับโปรแกรม ArgusLab 4.0.1 โดยจะแสดงด้วยค่าพลังการจับกัน และพิจารณาการจับกันของสารและเอนไซม์เพื่อหาสภาวะที่เหมาะสมด้วยวิธี ArgusDock และ GADock วิธีการศึกษาเริ่มจากการสร้างโครงสร้าง 2 มิติ ของสารสกัดเหง้าไพล และเปลี่ยนเป็นโครงสร้าง 3 มิติโดยปรับระดับพลังงานให้อยู่ในสถานะต่ำสุด ทำการจำลองการจับกันบนโปรแกรม ArgusLab 4.0.1 โดยเลือกวิธี ArgusDock และ GADock ตามลำดับ นำค่าการจับกันของพลังงานที่ได้มาหาความสัมพันธ์ระหว่างค่าพลังงานการจับกัน กับค่าความเข้มข้นของการยับยั้งเอนไซม์ (IC50) ของสารสกัดจากเหง้าไพล 5ชนิด ผลการศึกษาพบว่า เอนไซม์ 5JVZ กับลิแกนด์ 5 ชนิดโดยวิธีทั้ง 2 วิธี มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) เท่ากับ 0.5029 และ 0.6607 ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าผลการทดลองในสภาวะGADock เป็นสภาวะที่เหมาะสมในการจับกันของสารและเอนไซม์ ปฏิกริยาของกรดอะมิโนที่จับกันระหว่างเอนไซม์และลิแกนด์ พบว่ามีการซ้อนทับและสอดคล้องกันดี ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการหาสภาวะการจำลองในแต่ละสภาวะพบว่า เอนไซม์ 5JVZ เหมาะสมที่สุดในการนำมาจำลองการจับกันสภาวะที่เหมาะสมนี้มีประโยชน์ต่อการนำ ไปประยุกต์ใช้ในการศึกษาการออกฤทธิ์และหาสภาวะที่เหมาะสมของสารต่างๆในสมุนไพรชนิดอื่นๆ
Description: วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (การแพทย์แผนตะวันออก)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2566</description>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2819">
    <title>ประสิทธิผลของการใช้ยาพอกสมุนไพรต่ออาการปวดและองศาการเคลื่อนไหวในผู้ที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อบ่าไหล่</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2819</link>
    <description>Title: ประสิทธิผลของการใช้ยาพอกสมุนไพรต่ออาการปวดและองศาการเคลื่อนไหวในผู้ที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อบ่าไหล่
Authors: สุไลมาน เยะมูเร็ง
Abstract: การวิจัยนี้ เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง วัดผลก่อนและหลังการทดลอง จำนวน 3 กลุ่ม มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบอาการปวดกล้ามเนื้อบ่าไหล่ก่อนและหลังกลุ่มใช้ยาพอกสมุนไพรอย่างเดียว กลุ่มนวดแบบราชสำนักร่วมกับการใช้ยาพอกสมุนไพร และกลุ่มนวดแบบราชสำนักร่วมกับการประคบสมุนไพร 2) เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลของกลุ่มใช้ยาพอกสมุนไพรอย่างเดียว กลุ่มนวดแบบราชสำนักร่วมกับการใช้ยาพอกสมุนไพร และกลุ่มนวดแบบราชสำนักร่วมกับการประคบสมุนไพร กลุ่มตัวอย่างผู้ที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อบ่าไหล่ในตำบลลำภู อำเภอเมือง จังวัดนราธิวาส จำนวน 105 คน เก็บข้อมูลระหว่างเมษายน 2564 - มีนาคม 2565 ใช้แบบบันทึกในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อ มูลโดยแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired-samples t-test และ One Way ANOVA&#xD;
ผลการศึกษาพบว่า 1) ผลการเปรียบเทียบหลังกลุ่มใช้ยาพอกสมุนไพรอย่างเดียว กลุ่มนวดแบบราชสำนักร่วมกับการใช้ยาพอกสมุนไพร กลุ่มนวดแบบราชสำนักร่วมกับการประคบสมุนไพรค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของอาการปวดลดลงมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ 0.05 (2.17±1.043, 1.49±0.919 และ 1.09±0.853 ตามลำดับ) และค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานขององศาการเคลื่อนไหวคอเพิ่มขึ้นมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ 0.05 2) ผลการเปรียบเทียบอาการปวดและองศาการเคลื่อนไหวคอระหว่างกลุ่มใช้ยาพอกสมุนไพรอย่างเดียว กลุ่มนวดแบบราชสำนักร่วมกับการใช้ยาพอกสมุนไพร และกลุ่มนวดแบบราชสำนักร่วมกับการประคบสมุนไพร ในผู้ที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อบ่าไหล่พบวา่ อาการปวด มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 องศาการเคลื่อนไหวคอ ก้มหน้าคางชิดอก เงยหน้ามองเพดาน เอียงคอชิดไหล่ซ้าย เอียงคอชิดไหล่ขวา มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
Description: วิทยานิพนธ์ (วท.ม. (การแพทย์แผนตะวันออก)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2566</description>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

