<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/26">
    <title>DSpace Community:</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/26</link>
    <description />
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3427" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3426" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3425" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3424" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-08-03T08:06:36Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3427">
    <title>รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การพัฒนาสื่อการสอนอิเล็กทรอนิกส์รายวิชา MDS211 ระบบประสาทและ ANA225 ประสาทกายวิภาศาสตร์ เรื่อง Brainstem</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3427</link>
    <description>Title: รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การพัฒนาสื่อการสอนอิเล็กทรอนิกส์รายวิชา MDS211 ระบบประสาทและ ANA225 ประสาทกายวิภาศาสตร์ เรื่อง Brainstem
Authors: กนกพร ฉายะบุระกุล
Abstract: ในการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อพัฒนาผลการเรียนรู้และผลการเรียนรู้วิชาประสาทกาย วิภาคศาสตร์ เรื่องประสาทกายวิภาคศาสตร์ของ Brainstem (Medulla, Pons และ Midbrain) โดยสร้างสื่อการ สอนแบบ E-learningให้นักศึกษาได้ศึกษาด้วยตนเองสําหรับนักศึกษาแพทยศาสตร์และทันตะแพทย์ ชั้นปีที่ 2 ของมหาวิทยาลัยรังสิต (2) เปรียบเทียบความพึงพอใจระหว่างการเรียนการสอนแบบปกติและการเรียนเสริมด้วย E-learning กับการเรียนการสอนแบบปกติอย่างเดียว และการเรียนแบบใช้ E-learning อย่างเดียว (3) การศึกษา ความพึงพอใจในการสร้างสื่อการสอนอิเล็กทรอนิกส์  ในการวิจัยนี้ใช้นักศึกษาแพทย์จํานวน 49 คนในระหว่างเทอม 1 ของปีการศึกษาปี 2562 และนักศึกษา ทันตะแพทย์ จํานวน 99 คน ในระหว่างเทอม 2 ปีการศึกษาปี 2561 ตัวอย่างนักศึกษามีการเลือกกลุ่มตัวอย่างที่จํา เฉพาะเจาะจงคณะ ผลวิจัยการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของการเรียนการสอนแบบปกติ (แบบเดิม) และเสริมด้วย สื่อการสอนแบบอิเล็กทรอนิกส์มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่านักศึกษาที่เรียนแบบปกติอย่างเดียว อย่างมีนัยสําคัญทาง สถิติที่ 0.05 ผลวิจัยนี้แสดงว่าการเรียนการสอนของนักศึกษาที่สอนเรียนเสริมด้วย E-learning จะช่วยพัฒนาศักยภาพในการเรียนรู้ของนักศึกษาได้ดี ส่วนผลวิจัยด้านความพึงพอใจของนักศึกษามีความพึงพอใจในการเรียนแบบปกติและเรียนเสริมด้วยสื่อการสอนแบบอิเล็กทรอนิกส์มากที่สุด อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ 0.05 ซึ่งแสดงว่าในอนาคตนักศึกษาแพทย์และทันตะแพทย์ยังอยากที่จะมาเข้าเรียนในห้องเรียนหรือในมหาวิทยาลัย มากกว่าที่จะเรียนรู้เองด้วย E-learning อย่างเดียวเป็นอย่างมาก และผลจากแบบสอบถามสํารวจความพึงพอใจใน เนื้อหาของสื่อการสอนแบบอิเล็กทรอนิกส์พบว่ามีความพึงพอใจเป็นอย่างมาก อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ 0.05 แสดงว่า ชุดการเรียนการสอนแบบ E-learning ที่จัดทํานี้เหมาะสมกับนักศึกษาที่จะใช้เรียนรู้เสริมด้วยตนเองเป็นอย่างมาก</description>
    <dc:date>2558-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3426">
    <title>ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสําเร็จในการผ่านเกณฑ์การตรวจวัดทางเวชศาสตร์การบินของนักศึกษาการบินในประเทศไทย</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3426</link>
    <description>Title: ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสําเร็จในการผ่านเกณฑ์การตรวจวัดทางเวชศาสตร์การบินของนักศึกษาการบินในประเทศไทย
Authors: ชนนนาถ เทพลิบ, พล.อ.ท
Abstract: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมและสถานการณ์การสอบของนักศึกษา การบินว่ามีความสําเร็จและความล้มเหลวในการผ่านเกณฑ์การตรวจวัดทางเวชศาสตร์การบินใน ประเทศไทย ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสําเร็จในการผ่านเกณฑ์ตรวจวัดทางเวชศาสตร์การบินของนักศึกษาการบินในประเทศไทย และวิเคราะห์แบบจําลองความสัมพันธ์ระหว่างค่าของปัจจัยที่ส่งผลต่อความสําเร็จในการผ่านเกณฑ์การตรวจวัดทางเวชศาสตร์การบินของนักศึกษาการบินใน ประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างเป็น นักศึกษาการบินที่เข้าเรียนตามหลักสูตรนักบินพาณิชย์ตรี ปีการศึกษา 2563 จํานวน 250 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถามปัจจัยที่ส่งผลต่อความสําเร็จ ในการผ่านเกณฑ์ตรวจวัดทางเวชศาสตร์การบินและแบบสัมภาษณ์ความสําเร็จและความล้มเหลว ในการผ่านเกณฑ์การตรวจวัดทางเวชศาสตร์การบิน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและสว ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ&#xD;
ผลการศึกษาพบว่า ด้านสภาพแวดล้อมและสถานการณ์การสอบของนักศึกษาการบินบรรยากาศในชั้นเรียนส่งผลต่อความสําเร็จในการผ่านเกณฑ์ คือชั้นเรียนที่มีบรรยากาศเต็มไปด้วย ความอบอุ่น ความเห็นอกเห็นใจ และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันและกัน จะเป็นแรงจูงใจที่กระตุ้นให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ขณะที่ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสําเร็จในการผ่านเกณฑ์ตรวจวัดทางเวชศาสตร์ การบินของนักศึกษาการบินในประเทศไทย ปัจจัยที่สําคัญที่สุดในแต่ละด้าน ได้แก่ ปัจจัยด้าน ร่างกายของนักศึกษาการบินคือ การสามารถพัฒนาความสามารถของการเป็นนักศึกษาการบินได้ดี ขึ้นได้ (x̅ = 4.22, SD = 0.831) ด้านจิตใจของนักศึกษาการบิน คือ การจัดกิจกรรมผ่อนคลายระหว่าง การเรียนรู้ในโรงเรียนการบิน (x̅ = 4.20, SD = 0.881) ด้านการจูงใจของครูการบิน คือ ครูการบิน ของท่านมีศักยภาพในการบินหลายเครื่องยนต์ (x̅ = 4.53, SD = 0.634) ด้านพฤติกรรมการปรับตัว ของนักศึกษาการบิน คือ ความใส่ใจการเข้าฝึกบินกับเครื่องบินจําลอง (x̅ = 4.24, SD = 0.831) และ ด้านสถาบันการบิน คือ สถาบันมีหลักสูตรตามที่นักศึกษาต้องการเรียน (x̅ = 4.28, SD = 0.753) นอกจากนี้ผลการวิเคราะห์แบบจําลองความสัมพันธ์ระหว่างค่าของปัจจัยที่ส่งผลต่อความสําเร็จใน การผ่านเกณฑ์การตรวจวัดทางเวชศาสตร์การบินของนักศึกษาการบินในประเทศไทย พบว่า ตัวแปรอายุ ชั้นปี และรายได้ร่วมกันอธิบายความผันแปรของปัจจัยต่อความสําเร็จใน การผ่านเกณฑ์ได้ร้อยละ 14.8 โดยปัจจัยที่มีอํานาจในการทํานายความสําเร็จในการสอบได้ดีที่สุดคือ อายุ ชั้นปี และรายได้ตามลําดับ</description>
    <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3425">
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase จากเปลือกหรือเมล็ดของพืชเศรษฐกิจบางชนิด</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3425</link>
    <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase จากเปลือกหรือเมล็ดของพืชเศรษฐกิจบางชนิด
Authors: ปิยนุช ทองผาสุก; ธนภัทร ทรงศักดิ์; กรองกาญจน์ อภิกมลกุล; อภิญญา สันธนภรณ์
Abstract: การศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระโดยวิธี DPPH และฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสจากสารสกัด ชั้นเอทิลอะซิเตตและสารสกัดชั้นเอทานอลของเมล็ดทุเรียน, ขนุน, มะม่วง และ ส้ม และเปลือกของ ส้มโอ, ส้ม และ มะนาว ผลที่ได้พบว่า สารสกัดทุกชนิดแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ สารสกัดของเมล็ด มะม่วงมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุด พบว่าสารสกัดตัวอย่างบางชนิดแสดงฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase สารสกัดชั้นเอทิลอะซิเตตของเปลือกส้มเขียวหวาน และ สารสกัดชั้นเอทิลอะซิเตตของ มะม่วงแรด แสดงฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสสูงที่สุด ที่ความเข้มข้น 5 mg/ml และ 10 mg/ml ตามลําดับ</description>
    <dc:date>2546-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3424">
    <title>ปัจจัยสู่ความสำเร็จในการกลับคืนสู่สังคมของผู้พ้นโทษ</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3424</link>
    <description>Title: ปัจจัยสู่ความสำเร็จในการกลับคืนสู่สังคมของผู้พ้นโทษ
Authors: วีรวัฒน์ บุญนิกูล
Abstract: การศึกษาวิจัยเรื่อง “ปัจจัยสู่ความสำเร็จในการกลับคืนสู่สังคมของผู้พ้นโทษ” เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) ทั้งวิธีการศึกษาเชิงปริมาณ โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) และเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยทางสังคม ลักษณะพฤติกรรม และกระบวนการในเรือนจำที่ส่งผลให้ผู้พ้นโทษประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิตภายหลังพ้นโทษ ตลอดจนการกำหนดแนวทางการพัฒนาการขับเคลื่อนพันธกิจในการคืนคนดีสู่สังคมของกรมราชทัณฑ์ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัวย้อนหลังไป 5 ปี ไม่กลับมากระทำผิดซ้ำ ร้อยละ 79.41 ทั้งชายและหญิงมีการกลับมากระทำผิดซ้ำไม่แตกต่างกัน กลุ่มที่ไม่กระทำผิดซ้ำส่วนใหญ่มีช่วงอายุ 26–35 ปี กระทำผิดคดีทั่วไป มีระดับการศึกษาก่อนต้องโทษสูงกว่า และผ่านการอบรมแก้ไขในเรือนจำ จากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้พ้นโทษ (Case Study) จำนวน 15 ราย พบว่า ผู้พ้นโทษที่ประสบความสำเร็จในการกลับคืนสู่สังคม เนื่องจากมีบุคคลที่รัก มีครอบครัวให้ความช่วยเหลือ ได้เข้าร่วมโปรแกรมการแก้ไขขณะอยู่ในเรือนจำ มีแรงบันดาลใจจากเพื่อนผู้พ้นโทษ และมีการวางแผนชีวิตก่อนพ้นโทษ โดยส่วนใหญ่ออกมาประกอบอาชีพอิสระการสัมภาษณ์ผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ส่วนใหญ่เห็นว่า ปัจจุบันเป็นยุคของการแก้ไขและพัฒนาพฤตินิสัยเพื่อคืนคนดีที่มีคุณภาพสู่สังคม โดยต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการทำงานของเจ้าหน้าที่ให้เน้นด้านการแก้ไขมากกว่าการควบคุมเพื่อการลงโทษ และให้ความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการยอมรับผู้พ้นโทษ ข้อเสนอแนะคือ กรมราชทัณฑ์ควรมีการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยอย่างน้อย 2 ปี และควรมีต้นแบบ (Role Model) ของผู้พ้นโทษที่ประสบความสำเร็จเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ต้องขังในเรือนจำ ควรมีระบบการดูแลแบบไร้รอยต่อ โดยใช้อาสาสมัครราชทัณฑ์เข้ามามีบทบาทในช่วงเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย และช่วยติดตามดูแลหลังพ้นโทษ
Description: ดุษฎีนิพนธ์ (ปร.ด.(อาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</description>
    <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

