<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/262">
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/262</link>
    <description />
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3057" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2533" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2532" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2501" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-04-19T15:42:07Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3057">
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ ความสามารถในการแยกความแตกต่างของความมืด-สว่างในผู้ป่วยใส่เลนส์ตาเทียม ในคลินิกตา มหาวิทยาลัย</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3057</link>
    <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ ความสามารถในการแยกความแตกต่างของความมืด-สว่างในผู้ป่วยใส่เลนส์ตาเทียม ในคลินิกตา มหาวิทยาลัย
Authors: ภัทรพร หร่ายพันธ์
Abstract: การตรวจวัดความสามารถในการแยกความต่างของความมืด-สว่าง (contrast sensitivity) ใช้ในการประเมินคุณภาพการมองเห็น ซึ่งการกระเจิงของแสงสามารถส่งผลต่อค่า contrast sensitivity ลดลงได้ การใส่เลนส์ตาเทียมอาจช่วยลดการกระเจิงแสง และช่วยให้ contrast sensitivity มากขึ้น งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาค่า contrast sensitivity ในตาที่ไม่เป็นโรคกับตาที่เป็นโรคตาส่วนหลัง ในคลินิกตา มหาวิทยาลัย โดยนำข้อมูลจากเวชระเบียนในคลินิกมาวิเคราะห์ ได้แก่ อายุ ค่า contrast sensitivity และโรคตา คัดเฉพาะกลุ่มที่ใส่เลนส์ตาเทียมชนิด aspherical และไม่มีโรคตาส่วนหน้า จากผลการวิเคราะห์ มีข้อมูลกลุ่มที่ไม่เป็นโรคตา จำนวน 36 ตา (อายุ 69 ± 8.76 ปี) และผู้ป่วยที่มีโรคตาส่วนหลัง จำนวน 26 ตา (อายุ 72 ± 6.93 ปี) จากการเปรียบเทียบค่า contrast sensitivity ระหว่างกลุ่มไม่เป็นโรคตา และกลุ่มที่เป็นโรคตาส่วนหลัง พบว่า ในแต่ละความถี่เชิงพื้นที่ ในสภาวะแสงที่ต่างกัน พบว่า ทั้งสองกลุ่มมีค่า contrast sensitivity ไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบค่า contrast sensitivity แยกโรคตาส่วนหลังกับกลุ่มไม่มีโรคตา ได้แก่ โรคต้อหิน โรคจุดภาพชัดเสื่อมชนิด dry AMD โรค epiretinal membrane และโรคเบาหวานขึ้นจอตาชนิด non-proliferative diabetic retinopathy ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปผลการวิจัย ค่า contrast sensitivity ระหว่างกลุ่มไม่มีโรคตา และกลุ่มที่มีโรคตาส่วนหลัง ในขณะที่ใส่เลนส์ตาเทียมชนิด aspherical IOL ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยอายุระหว่างสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน</description>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2533">
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยโรคตาและสายตาบกพร่องของผู้สูงอายุในคลินิกตามหาวิทยาลัยรังสิต (พ.ศ.2563-2564)</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2533</link>
    <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยโรคตาและสายตาบกพร่องของผู้สูงอายุในคลินิกตามหาวิทยาลัยรังสิต (พ.ศ.2563-2564)
Authors: วัฒนีย์ เย็นจิตร; Vincent, Jerry E.; พจมาลย์ ไชยศิริ; ยศอนันต์ ยศไพบูลย์; ภัชภิชา ยกกาพล; พัชรินทร์ พลอยสิทธิ์; สมสงวน อัษญคุณ
Abstract: รายงานเรื่องโรคตาในผู้สูงอายุในคลินิกตาของมหาวิทยาลัยรังสิต เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มี วัตถุประสงค์ เพื่อต้องการทราบความชุกของโรคตาของผู้สูงอายุที่มาตรวจตาที่คลินิกตา มหาวิทยาลัยรังสิต โดยการทบทวนประวัติการ ตรวจตา และรักษาพยาบาลของผู้ป่วยที่มีอายุ มากกว่า 60 ปี ที่มารับการตรวจรักษาที่ RSU Healthcare ในปี พ.ศ. 2563 ถึง 2564 โดยบันทึก เพศ อายุ โรคประจาตัว ผู้ป่วยได้รับการวัดสายตาโดยนักทัศนมาตร และตรวจตาโดยจักษุแพทย์ นำค่าความผิดปกติของสายตาและโรคตามาวิเคราะห์หา ความสัมพันธ์กับเพศ และช่วงอายุ โดยใช้สถิติ chi square และ regression models ผลการศึกษา พบว่าในระยะ 2 ปี มีผู้ป่วยมารับการตรวจตาทั้งสิ้น 22,563 คน เป็นผู้สูงอายุ 1,452 คน อายุมากกว่า 60 ถึง 101 ปี เฉลี่ย 69.6 ± 8.09 ปีโรคตาที่พบมากที่สุด คือ สายตาผิดปกติที่ไม่ได้รับการแก้ไข ร้อยละ 71.14, ต้อกระจก ร้อยละ 69.77, ต้อหิน ร้อยละ 21.90, น้าวุ้นตาเสื่อม ร้อยละ 14.60, ต้อเนื้อ ต้อลม และหนังตาผิดปกติร้อยละ 10.67, ตาแห้ง ร้อยละ 8.47, จอตาขาดมีรูร้อยละ 6.89, พังผืดที่จอตา ร้อยละ 5.85, เบาหวานเข้าจอตา ร้อยละ 4.75 และ จุดภาพชัดจอตาเสื่อม ร้อยละ 4.13&#xD;
จากการวิเคราะห์ทางสถิติของโรคตา พบว่า ความชุกของต้อกระจก พบมากตามอายุที่มากขึ้น (P&lt;0.001) โดย ช่วงอายุ 70-79 ปี มีโอกาสการเกิดต้อกระจก มากกว่าช่วงอายุ &gt;60-69 ปี ประมาณ 5.5 เท่า และ ช่วงอายุ ≥80 ปี มีโอกาสการเกิด ต้อกระจก มากกว่าช่วงอายุ &gt;60-69 ปี ประมาณ 8.9 เท่า และมีความแตกต่างระหว่างเพศ (p=0.005) โดยเพศหญิง มีโอกาสการเกิด ต้อกระจก มากกว่าเพศชายประมาณ 1.4 เท่า ต้อหินพบมากขึ้นตามอายุที่มากขึ้น (p &lt; 0.001) กลุ่มช่วงอายุที่เพิ่มขึ้นมีจานวนการเกิดต้อหินสูงขึ้นอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติโดยช่วงอายุ 70-79 ปี มีโอกาสการเกิดต้อหิน มากกว่าช่วงอายุ &gt;60-69 ปี ประมาณ 2 เท่า และ ช่วงอายุ ≥80 ปี มีโอกาสการเกิดต้อหินมากกว่าช่วงอายุ &gt;60-69 ปี ประมาณ 3.5 เท่า แต่ไม่มีความแตกต่างระหว่างเพศ (p=0.573)&#xD;
ความชุกของจุดภาพชัดจอตาเสื่อม สัมพันธ์กับอายุที่ เพิ่มมากขึ้น (p&lt;0.001) โดยกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุ 80 ปีและมากกว่ามีการเกิดโรคจุดภาพชัดจอตาเสื่อมมากกว่าช่วงอายุ &gt;60-69 ปี ประมาณ 10.6 เท่า และเมื่อทดสอบโรคจุดภาพชัดจอตาเสื่อมกับเพศ ผลการทดสอบ พบว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญที่ (P = 0.152) เบาหวานเข้าจอตา ผลการทดสอบความสัมพันธ์กับช่วงอายุพบว่า มีความ สัมพันธ์กับช่วงอายุ (P &lt;0.001)โดยช่วงอายุ ≥80 ปี มีโอกาสการเกิดเบาหวานเข้าจอตา มากกว่าช่วงอายุ &gt;60-69 ปี ประมาณ 5.4 เท่า แต่ไม่มีความสัมพันธ์กันเพศที่ P = 0.912&#xD;
พังผืดที่จอตา มีความสัมพันธ์กับช่วงอายุ (P &lt;0.001) โดยช่วงอายุ 70-79 ปี มีโอกาสการเกิด พังผืดที่จอตา มากกว่าช่วงอายุ &gt;60-69 ปี ประมาณ 2.3 เท่า และ ช่วงอายุ ≥80 ปีและมากกว่า มีโอกาสการเกิดพังผืดที่จอตา มากกว่าช่วงอายุ &gt;60-69 ปี ประมาณ 3.8 เท่า แต่ไม่มีความสัมพันธ์กับเพศ (P = 0.189) จอตาขาด มีรู บาง และเสื่อม เมื่อทดสอบความสัมพันธ์กับช่วงอายุ พบว่ามีความสัมพันธ์กัน (P = 0.006) โดยอายุ 70-79 ปี มีโอกาสเกิดจอตาขาด มีรู บาง เสื่อม มากกว่ากลุ่มอายุ &gt;60-69 ปี 1.6 เท่า และเมื่ออายุ≥80 ปี ปี มีโอกาสเกิดจอตาขาด มีรู บาง และเสื่อม มากกว่ากลุ่มอายุ &gt;60-69 ปี 2.1 เท่า และเมื่อทดสอบความสัมพันธ์กับเพศ พบว่าไม่มีความสัมพันธ์กัน ( P = 0.246)&#xD;
โรคตาที่พบและรายงานครั้งแรกในประเทศไทย คือ จุดภาพชัดจอตาเสื่อมจากสายตาสั้น ซึ่งจากการศึกษาครั้งนี้ พบน้อยเพียง 1.5% เมื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างจุดภาพชัดจอตาเสื่อมจากสายตาสั้นกับช่วงอายุ พบว่า ไม่มีความสัมพันธ์กัน (P= 0.236) และไม่มีความสัมพันธ์กับเพศ (P=0.139)&#xD;
สรุปความชุกของโรคตาในผู้สูงอายุในคลินิกตาของมหาวิทยาลัยรังสิต พบว่า ส่วนใหญ่จะเป็นโรคต้อกระจก และต้อหิน สาเหตุที่พบมากขึ้นในการศึกษาครั้งนี้ คือ โรคของตาส่วนหลัง ได้แก่ จอตาขาด พังผืดที่จอตา เบาหวานเข้าจอตา จุดภาพชัดจอตาเสื่อม และโรคตาที่ไม่เคยรายงานมาก่อน คือ จุดภาพชัดจอดาเสื่อมจากสายตาสั้นมาก โรคตาทั้งหมดสามารถคัดกรองได้โดยนักทัศนมาตร ในคลินิกคัดกรองโรคตาปฐมภูมิ และการส่งไปพบจักษุแพทย์เร็วจะ ทาให้การรักษาได้ผลดี รักษาการมองเห็นไว้ได้ และใช้ทรัพยากรน้อย นักทัศนมาตรจึงตัองรู้จัก การคัดกรองโรคตา ปฐมภูมิ การส่งเสริมสุขภาพตา การป้องกันโรคตา และการฟื้นฟูสุขภาพตา.  รายงานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์: ต้องการทราบความชุกและสาเหตุของการเห็นบกพร่องของผู้สูงอายุ ที่มาตรวจตาที่คลินิกตา มหาวิทยาลัยรังสิต (RSU Healthcare) โดยวิธีการทบทวนประวัติการตรวจตา และรักษา พยาบาลของผู้ป่วยที่มีอายุ 60 ปีและมากกว่า ในปี พ.ศ. 2563 ถึง 2564 โดยบันทึก เพศ อายุ โรคประจาตัว ประวัติอุบัติเหตุทางตา ผู้ป่วยได้รับการวัดสายตาโดยนักทัศนมาตร และตรวจตาโดยจักษุแพทย์ นาข้อมูลมาวิเคราะห์หาความชุกและสาเหตุของการเห็นบกพร่อง การวินิจฉัยความบกพร่องของการเห็นใช้ตามคาจากัดความขององค์การอนามัยโลก ผลการศึกษา พบว่าในระยะ 2 ปี มีผู้ป่วยมารับการตรวจตาทั้งสิ้น 22,563 คน เป็นผู้สูงอายุ 1,452 คน อายุมากกว่า 60 ถึง 101 ปี เฉลี่ย 69.6 ± 8.09 ปี การแบ่งประเภทของการเห็นบกพร่อง จะวินิจฉัยโดยแบ่งตามระดับสายตาที่วัดได้ เมื่อมารับการตรวจครั้งแรก (Presenting Visual Acuity, PVA) และสายตาที่ได้รับการแก้ไขดีที่สุด (Best Corrected Visual Acuity, BCVA) ในตาข้างที่เห็นดีกว่า พบว่าผู้สูงอายุมีการเห็นบกพร่องเมื่อใช้ PVA เป็นตาบอด 9 คน มีสาเหตุจากต้อกระจก 11.1% โรคของจอตาและน้าวุ้น 66.7% และต้อหิน 22.2% สายตาเลือนราง 101 คน โดยมีสาเหตุจากสายตาผิดปกติ 67.3% ต้อกระจก 18.8% โรคของจอตาและน้าวุ้น 8.9% ต้อหิน 3% และ กระจกตาย้วย 2% เมื่อใช้ BCVA เป็นเกณฑ์ จะมีผู้สูงอายุมีระดับสายตาระดับตาบอด 1 คน จากโรคจุดภาพชัดจอตาเสื่อมจากสายตาสั้นมาก สายตาเลือนรางพบได้ 16 คน จากโรคของจอตาและน้าวุ้น (43.7%) ต้อกระจก (37.5%) และอีก 3 โรค ได้แก่ สายตาผิดปกติ ต้อหิน ม่านตาอักเสบ พบเท่าๆกันโรคละ 6.25% การมองเห็นบกพร่องไม่เพิ่มขึ้นตามอายุที่มาก ขึ้น (p=0.125) และไม่มีความแตกต่างระหว่างเพศ (p=0.521) สรุปว่าสาเหตุของการเห็นบกพร่องได้เปลี่ยนแปลงไป โดยสาเหตุจากสายตาผิดปกติที่ไม่ได้รับการแก้ไข และต้อหินยังพบได้ตามเดิม แต่ความชุกน้อยลง ส่วนต้อกระจกได้รับการแก้ไขจากระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าทาให้ไม่เป็นสาเหตุที่สาคัญ โรคของตาส่วนหลังที่ทาให้การเห็นบกพร่องเริ่มพบมากขึ้น โดยเฉพาะจุดภาพชัดจอตาเสื่อมจากสายตาสั้นซึ่งไม่เคยมีรายงานมาก่อนในประเทศไทย โรคที่ทาให้เห็นบกพร่องทั้งหมด สามารถตรวจพบได้จากการคัดกรองโดยนักทัศนมาตร ในคลินิกคัดกรองโรคตาปฐมภูมิ ถ้าพบและส่งต่อ หรือได้รับการรักษาเร็ว จะลดจานวนผู้มีการเห็นบกพร่องได้มาก โครงการส่งเสริมสุขภาพตา โดยการให้ความรู้ และคัดกรองโรคตาปฐมภูมิโดยบุคลากรสาธารณสุขที่มีความรู้ทางโรคตาและสายตา จึงมีความจาเป็นในปัจจุบัน เพื่อป้องกันการเห็นบกพร่องทางตา</description>
    <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2532">
    <title>Completed Research Report Assessment of eye care needs and eye care coverage among refugee populations</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2532</link>
    <description>Title: Completed Research Report Assessment of eye care needs and eye care coverage among refugee populations
Authors: Vincent, Jerry E</description>
    <dc:date>2022-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2501">
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ความผิดปรกติทางตาของเด็กที่มีปัญหาทางการได้ยินและสื่อความหมายในกรุงเทพฯ</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2501</link>
    <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ความผิดปรกติทางตาของเด็กที่มีปัญหาทางการได้ยินและสื่อความหมายในกรุงเทพฯ
Authors: เมธี จรัสอรุณฉาย; วัฒนีย์ เย็นจิตร
Abstract: บทนํา : จากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่าเด็กที่มีปัญหาทางการได้ยินและสื่อความหมาย (หู หนวกหูตึง) จะมีปัญหาทางตาร่วมด้วย ทําให้เด็กกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเด็กที่มีความพิการร่วมกันทั้งสอง ประเภท เด็กกลุ่มจึงนี้มีโอกาสที่จะได้รับการศึกษาที่น้อยกว่า มีผลการเรียนต่ํากว่าเด็กปกติ การ ทํางานไม่ดี และส่งผลถึงคุณภาพชีวิตไม่ดีด้วย&#xD;
วัตถุประสงค์ : เพื่อทราบความชุก สาเหตุของความผิดปกติทางตาของเด็กโสตศึกษาใน กรุงเทพมหานครที่มีปัญหาทางการได้ยินและสื่อความหมายร่วมด้วย และ เปรียบเทียบความชุกและสาเหตุของความผิดปกติทางตาของเด็กโสตศึกษาในกรุงเทพมหานครที่มีปัญหาทางการได้ยินและสื่อความหมายร่วมด้วยกับรายงานที่ผ่านมาในภูมิภาค&#xD;
การดําเนินงาน : รวบรวมข้อมูลจากการออกตรวจเด็กนักเรียนในโรงเรียนโสตศึกษาทุ่งมหาเมฆ และโรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์จํานวน 233 คน&#xD;
ผลการศึกษา : พบผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินหรือการสื่อความหมาย 205 คน (87.98%) มีระดับการมองเห็นอยู่ในเกณฑ์ดีที่ระดับ 20/20 – 20/25 จํานวน 174 คน (74.70 %) พบ visual impairment 1.29% และตาบอด 0.86% พบสายตาสั้นมากที่สุดคือ 24.03% ตามด้วยสายตา เอียง 12.88% และสายตายาวพบน้อยที่สุด คือ 8.58 % พบตาเหล่ออกจํานวน 14 คน (6.01%) และตา เหล่เข้าจํานวน 5 คน (2.15%) โรคตาที่พบมากที่สุด ได้แก่ retinitis pigmentosa 8.58% และพบโรคที่ เกี่ยวข้องกับความบกพร่องทางการได้ยิน ได้แก่ mental retard 1.72% และ Waardenburg syndrome 0.43%, Down syndrome 0.86%, Leaning disability 0.43%, และ Autistic 2.15%&#xD;
สรุป : ในเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินส่วนใหญ่พบว่ามีอาการทางตาร่วมด้วยซึ่งทําให้มีพัฒนาการที่ลดลงเนื่องจากเมื่อเด็กเสียการได้ยินจึงจําเป็นต้องใช้ประสาทสัมผัสทางตา เพื่อช่วยในการเรียนรู้ หากมีความบกพร่องทั้งสองชนิดจะทําให้เด็กมีมีความสามารถลดลง ผลการเรียนลดลง</description>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

