<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/264">
    <title>DSpace Community:</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/264</link>
    <description />
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3050" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2745" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2744" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2546" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-01-30T00:02:55Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3050">
    <title>รายงานผลงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การประเมินรังสีกระเจิงที่เกิดขึ้นจริงระหว่างการตรวจจากเครื่องวัดความหนาแน่นมวลกระดูกในกระดูกสันหลังและกระดูกส่วนปลาย</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3050</link>
    <description>Title: รายงานผลงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การประเมินรังสีกระเจิงที่เกิดขึ้นจริงระหว่างการตรวจจากเครื่องวัดความหนาแน่นมวลกระดูกในกระดูกสันหลังและกระดูกส่วนปลาย
Authors: มานัส มงคลสุข
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการใช้หุ่นจาลองในการวัดปริมาณรังสีจากเครื่อง DXA และ pBMD โดยเปรียบเทียบกับการไม่ใช้หุ่นจาลอง ผลการทดลองพบว่าปริมาณรังสีที่วัดได้เมื่อใช้หุ่นจาลองสูงกว่าการไม่ใช้หุ่นจาลองเล็กน้อย โดยเฉพาะที่ระยะ 0 และ 25 เซนติเมตร ซึ่งเป็นระยะที่มีปริมาณรังสีสูงสุด การเพิ่มขึ้นของปริมาณรังสีนี้เกิดจากรังสีกระเจิงที่เพิ่มขึ้นเมื่อมีวัตถุอยู่ในเส้นทางของรังสี การทดลองนี้เน้นย้าถึงความสาคัญของการเลือกวัสดุและตาแหน่งของหุ่นจาลองที่เหมาะสม เพื่อให้การวัดมีความแม่นยาและถูกต้อง นอกจากนี้ การวางแผนและการป้องกันรังสีมีความสาคัญในการลดความเสี่ยงจากรังสีที่ไม่จาเป็น ซึ่งอาจส่งผลต่อผู้ปฏิบัติงาน ข้อมูลที่ได้จากการวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงเครื่องมือวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกและเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานเครื่องมือทางการแพทย์ในอนาคต อีกทั้งยังช่วยให้การตรวจผู้ป่วยมีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น</description>
    <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2745">
    <title>รายงานวิจัยฉบับสบูรณ์ โครงการวิจัย การพัฒนาอุปกรณ์ควบคุมคุณภาพระบบเลเซอร์ภายในห้องฉายรังสี</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2745</link>
    <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสบูรณ์ โครงการวิจัย การพัฒนาอุปกรณ์ควบคุมคุณภาพระบบเลเซอร์ภายในห้องฉายรังสี
Authors: กฤษณะ อุทาพรม; ธนพัฒน์ ช่องสาร; ศิวพล หมันสิงห์
Abstract: รายงานวิจัยเรื่องพัฒนาอุปกรณ์ควบคุมคุณภาพระบบเลเซอร์เพื่อการจัดตําแหน่งของผู้ป่วยสําหรับเครื่องเร่งอนุภาคทางการแพทย์ เป็นการพัฒนาให้อุปกรณ์ดังกล่าวสามารถจัดตําแหน่งได้ง่ายขึ้นและลดเวลาในการทํางานที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมคุณภาพเครื่องเร่งอนุภาคทางการแพทย์ การออกแบบอุปกรณ์ควบคุมคุณภาพเลเซอร์ภายในห้องฉายรังสีถูกแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ฐานที่สามารถปรับสมดุลได้และส่วนทดสอบ การสร้างชิ้นงานผลิตขึ้นโดยใช้การพิมพ์สามมิติด้วยเส้น พลาสติกชนิด PLA และ ABS จากนั้นทดสอบคุณสมบัติเบื้องต้น ได้แก่ ความถูกต้องของการพิมพ์สาม มิติและความสามารถในการชดเชยพื้นเอียง และทดสอบคุณสมบัติในการใช้งาน ได้แก่ความสามารถ ในการจัดตําแหน่ง ความถูกต้องในการจัดตําแหน่งและวิเคราะห์ประสิทธิภาพของการทํางานจาก เวลาที่ใช้ในการจําตําแหน่งอุปกรณ์ พบว่าอุปกรณ์ควบคุมคุณภาพระบบเลเซอร์ที่พัฒนาในงานวิจัยนี้ มีความสามารถชดเชยพื้นเอียงได้อย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ โดยสามารถชดเชยความเอียงของ อุปกรณ์ที่เกิดจากการวางบนพื้นลาดเอียง 2 องศา ให้เหลือความลาดเอียงน้อยกว่า 0.001 5 องศา มี ความสามารถในการจัดตําแหน่ง โดยมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานน้อยกว่า 0.3 ในทุก ๆ แนวการ เคลื่อนที่ มีความถูกต้องในการจัดตําแหน่งไปยังจุดหมุนร่วมของเครื่องเร่งอนุภาคโดยมีความ คลาดเคลื่อนน้อยกว่า 0.5 มิลลิเมตร และใช้เวลาในการจัดตําแหน่ง(ประสิทธิภาพ) โดยเฉลี่ยประมาณ 41.23 วินาที &#xD;
อุปกรณ์ควบคุมคุณภาพเลเซอร์ภายในห้องฉายรังสีที่พัฒนาในงานวิจัยนี้ สามารถชดเชยพื้น เอียงได้อย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติและมีประสิทธิภาพในการใช้งาน ขณะที่ยังมีระดับความถูกต้องใน การจัดตําแหน่งและความสามารถในการทําซ้ำอยู่ในระดับที่ยอมรับได้</description>
    <dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2744">
    <title>รายงานผลงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ผลจากสารทึบรังสีต่อเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดนิวเคลียสเดียวในด้านวัฏจักรของเซลล์, การมีชีวิตรอดของเซลล์และสภาวะเครียดในระดับห้องทดลอง</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2744</link>
    <description>Title: รายงานผลงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ผลจากสารทึบรังสีต่อเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดนิวเคลียสเดียวในด้านวัฏจักรของเซลล์, การมีชีวิตรอดของเซลล์และสภาวะเครียดในระดับห้องทดลอง
Authors: นัฐพงษ์ มูลคำ
Abstract: สารทึบรังสีในทางการแพทย์เป็นสิ่งจําเป็นเพื่อใช้ในวินิจฉัยรอยโรค สําหรับการสร้างภาพเพื่อให้เกิดความแตกต่างระหว่างรอยโรคและเนื้อเยื่อปกติ สารทึบรังสีจึงมีประโยชน์เป็นอย่างมากในทางการแพทย์ แต่การใช้สารทึบรังสีอาจส่งผลให้เกิดการแพ้สารทึบรังสีซึ่งเป็นความเสี่ยงที่อาจเกิดกับตัวผู้ป่วยได้ ในงานวิจัยนี้ได้ศึกษาผลของสารทึบรังสีในทางรังสีวินิจฉัย ที่นิยมใช้ในการตรวจสําหรับแยกความ แตกต่างระหว่างรอยโรคและเนื้อเยื่อปกติ ที่ระดับความเข้มข้นต่างๆ โดยทำการศึกษาในระดับห้องทดลอง (in- vitro) ต่อเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดนิวเคลียสเดียว เพื่อดูผลต่อวัฏจักรของเซลล์ (cell cycle), การมีชีวิตรอดของ เซลล์ (cell viability) และสภาวะเครียด (oxidative stress) ภายในเซลล์หลังจากได้รับสารทึบรังสี&#xD;
ผลการทดลองพบว่าที่ระดับความเข้มข้นไอโอดีน 50 มิลลิกรัมสามารถทําให้การมีชีวิตรอดของเซลล์ ลดลงครึ่งหนึ่ง และไม่พบว่าที่ระดับ 2.5, 5.0, 10.0 มิลลิกรัม ไม่ส่งผลต่อวัฐจักร์ของเซลล์ แต่ในทางตรงกัน ข้ามพบว่าสารทึบรังสีนั้นสามารถช่วยลดระดับของภาวะเซลล์เครียดภายในเซลล์เมื่อเพิ่มความเข้มข้นของไอโอดีนโดยมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติสรุปผลจากทดลองในครั้งนี้จึงสามารถวิเคราะห์ในระดับห้องทดลองได้ว่าที่ระดับความเข้นข้นของสารทึบรังสีที่มีไอโอดีนเป็นส่วนประกอบที่เหมาะสมจะไม่ส่งผลต่อวัฐจักรของเซลล์ และยังมีคุณสมบัติในการ ป้องกันการภาวะเครียดภายในเซลล์ปกติได้ ซึ่งองค์ความรู้เกี่ยวกับสารทึบรังสีในครั้งนี้ สามารถนําไปพัฒนาสารเปรียบเทียบที่ช่วยวิเคราะห์รอยโรคในทางการแพทย์ในอนาคตได้</description>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2546">
    <title>รายงานผลงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การศึกษาย้อนหลังเพื่อประเมินขนาดก้อนที่ต่อมไทรอยด์ที่สางผลต่อการเบียดหลอดลมทำให้มีการเคลื่อนที่ไปจากแนวปกติ</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2546</link>
    <description>Title: รายงานผลงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การศึกษาย้อนหลังเพื่อประเมินขนาดก้อนที่ต่อมไทรอยด์ที่สางผลต่อการเบียดหลอดลมทำให้มีการเคลื่อนที่ไปจากแนวปกติ
Authors: นัฐพงษ์ มูลคำ
Abstract: การถ่ายเอกซเรย์ทรวงอกเป็นการคัดกรองสุขภาวะของผู้ป่วยที่มีประสิทธิภาพสูงและรวดเร็ว เนื่องจากสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงอวัยวะต่างๆได้ รวมถึงแนวของท่อหลอดลม ซึ่งการศึกษาในครั้งนี้ได้การ เก็บรวบรวมข้อมูลย้อนหลังจํานวน 2,900 ราย ที่มีผลการถ่ายเอกซเรย์ทรวงและผลอัลตราซาวน์ เพื่อดูขนาด ก้อนบริเวณต่อมไทรอยด์ทั้งก้อนและถุงน้ํา ที่ทําให้เกิดการเคลื่อนที่ไปจากแนวเดิมของหลอดลมว่ามีความสัมพันธ์ต่อการเกิดโรคในต่อมไทรอยด์หรือไม่จากการคึกษาพบว่าที่ระยะการเคลื่อนที่ไปจากตําแหน่งเดิมของหลอดลมน้อยกว่า 2.5 มิลลิเมตร ไม่พบอุบัติการณ์ของรอยโรคที่ต่อมไทรอยด์ แต่กลับพบว่าที่ระยะการเคลื่อนที่ไปจากตําแหน่งเดิมของหลอดลม มากกว่า 2.5 มิลลิเมตร มีสัมพันธ์กับรอยโรคที่ต่อมไทรอยด์ทั้งการเกิดก้อนและถุงน้ํา โดยยืนยันจากผล ตรวจอัลตราซาวน์และการอ่านผลของรังสีแพทย์นอกจากนี้ยังพบว่าอุบัติการณ์เกิดรอยโรคที่ต่อมไทรอยด์นั้นสัมพันธ์กับปัจจัยทางด้านอายุ ตําแหน่งที่เกิดรอยโรคบนต่อมไทรอยด์และเพศ ซึ่งผลดังกล่าวอาจสรุปได้ว่าตําแหน่งที่เคลื่อนไปจากแนวปกติของ หลอดลมจากภาพถ่ายทางรังสีบริเวณทรวงอก เมื่อมีระยะที่น้อยกว่า 2.5 มิลลิเมตร อาจไม่จําเป็นต้องส่งตรวจ พิเศษทางรังสีวิทยา เพื่อที่จะได้ประหยัดเวลา ค่าใช้จ่ายและลดการได้รับปริมาณรังสีโดยไม่จําเป็น แต่อย่างไรก็ตามการศึกษาเบื้องต้นอาจต้องศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลแลปจากห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ของผู้ป่วยหรือผู้เข้ารับบริการแต่ละคน เพื่อที่จะสามารถนํามาเป็นแนวทางและพัฒนาการในการส่งตรวจทางการแพทย์ได้</description>
    <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

