<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/271">
    <title>DSpace Community:</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/271</link>
    <description />
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3169" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3168" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3167" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3156" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-02-02T03:35:23Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3169">
    <title>การศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนขยายกิจการ : กรณีศึกษาร้านข้าวซอยกัปตัน</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3169</link>
    <description>Title: การศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนขยายกิจการ : กรณีศึกษาร้านข้าวซอยกัปตัน
Authors: ศุภศักดิ์ โมกขศักดิ์
Abstract: มีการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนกิจการร้านข้าวซอยกัปตัน โดยมี 3 แผนการตลาด ดังนี้ 1) ทาการขยายปริมาณการให้บริการโดยการเพิ่มกาลังการผลิต 2) ทาการเพิ่มสาขา 3) ทาการเพิ่มเวลาให้บริการ จาก 6 ชั่วโมง เป็น 10 ชั่วโมง เพื่อศึกษาลักษณะทางประชากรศาสตร์ ปัจจัยทางด้านประชากรศาสตร์ ส่วนประสมทางการตลาด โดยกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ กลุ่มผู้บริโภคที่เคยใช้บริการร้านข้าวซอยกัปตัน จานวน 400 คน และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ประกอบการร้านอาหารถึงข้อมูลทางด้านการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและศักยภาพ Five Forces Model ข้อมูลทางด้านต้นทุน ข้อดีข้อเสียการควบคุมคุณภาพ ข้อดีข้อเสียด้านการบริหารจัดการ โดยเก็บข้อมูลแบบสอบถามและการสัมภาษณ์เชิงลึก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย และ สมการถดถอยเชิงเส้น(Linear Regression Analysis) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการร้านข้าวซอยกัปตัน โดยนาปัจจัยส่วนประสม ทางการตลาด 4P’s มาวิเคราะห์สหสัมพันธ์ (Correlation)&#xD;
ผลการวิเคราะห์พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลด้านประชากรศาสตร์และพฤติกรรมผู้บริโภค ที่แตกต่างกัน ไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการร้านข้าวซอยกัปตัน ในส่วนของส่วนประสม ทางการตลาดพบว่าในส่วนของปัจจัยทางราคา ที่ว่าด้วยความเหมาะสมของราคาเมื่อเทียบกับ ร้านข้าวซอยอื่นๆ และปัจจัยทางด้านการส่งเสริมการตลาดที่ว่าด้วยการสื่อสารทางด้านสินค้า แก่ผู้บริโภคถึงโปรโมชั่นอื่นๆ ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการร้านข้าวซอยกัปตัน อย่างมีนัยสาคัญที่ระดับ 0.05 สอดคล้องกับสมมติฐานที่ได้ตั้งไว้</description>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3168">
    <title>การจัดการองค์ประกอบด้านโลจิสติกส์การท่องเที่ยวที่ส่งผลต่อความพึงพอใจ ของนักท่องเที่ยวชาวไทย : กรณีศึกษา นักท่องเที่ยวบริเวณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3168</link>
    <description>Title: การจัดการองค์ประกอบด้านโลจิสติกส์การท่องเที่ยวที่ส่งผลต่อความพึงพอใจ ของนักท่องเที่ยวชาวไทย : กรณีศึกษา นักท่องเที่ยวบริเวณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)
Authors: พิสิฐวงศ์ ไชยสิน
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดการองค์ประกอบด้านโลจิสติกส์ การท่องเที่ยวที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวชาวไทย กรณีศึกษานักท่องเที่ยวบริเวณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)เพื่อศึกษาเปรียบเที่ยบลักษณะประชากรศาสตร์ที่มีผลต่อความพึงพอใจองค์ประกอบด้านโลจิสติกส์การท่องเที่ยวที่ส่งผลต่อความพึงพอใจ ของนักท่องเที่ยวชาวไทย กรณีศึกษา (วัดพระแก้ว)เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรประกอบด้านโลจิสติกส์ที่มีผลต่อความพึงพอใจ ที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยกรณีศึกษา(วัดพระแก้ว) เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการจดัการโลจิสติกส์การท่องเที่ยวของวัดพระแก้วเพื่อให้เกิดการพัฒนาระบบการจัดโลจิสติกส์การท่องเที่ยวที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคตการวิจัยครั้งนี้ได้ใช้กลุ่มตัวอย่างจานวน 400ราย ทาการประมวลผลด้วยโปรแกรมสาเร็จรูปSPSSใช้สถิติค่าความถี่ ค่าร้อยละค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test One-Way Analysis of Variance (f-test)&#xD;
จากการศึกษาพบว่านักท่องเที่ยวมีความพึงพอใจปานกลางถึงมากต่อการจดัการโลจิสติกส์การท่องเที่ยวนักท่องเที่ยวบริเวณวัดพระแก้วในภาพรวม ในรายด้านส่วนใหญ่มากเช่นด้านความสะดวกทางกายภาพ ด้านการได้รับข้อมูลข่าวสาร ด้านการให้บริการ ด้านความปลอดภัยต่อบุคคลและทรัพย์สิน และด้านใช้จ่ายและการเงินได้ระดับความพึงพอใจปานกลางและเมื่อวิเคราะห์นักท่องเที่ยวที่มีลักษณะประชากรศาสตร์แตกต่างต่อความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการโลจิสติกส์การท่องเที่ยวในภาพรวม พบว่า ความพึงพอใจต่อการจัดการองค์ประกอบด้านโลจิสติกส์การท่องเที่ยวในภาพรวมทุกด้านในกรณีที่มีช่วงอายุ และสถานภาพแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ 0.05 ความเห็นและแนวทางการพัฒนาและปรับปรุงการจัดการองค์ประกอบด้านโลจิสติกส์ด้านการท่องเที่ยวบริเวณวัดพระแก้ว เพื่อให้มีการพัฒนาและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งระบบสนับสนุนและช่วยเหลืออื่นๆเช่น การเดินทาง ร้านอาหารข้อมูลอื่นๆ ที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน และท้ายที่สุดคือการร่วมมือกันระหว่างแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียงในอนาคต อาจเพิ่มการจัดทา แผนที่เชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวไปสู่แหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง เพื่อเพิ่มโอกาสในการกระจายรายได้สู่ชุมชนมากขึ้น&#xD;
(</description>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3167">
    <title>การเปรียบเทียบปัจจัยด้านการขนส่งสาธารณะระหว่างกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มคนทำงาน : กรณีศึกษาเส้นทางการเดินทางของผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3167</link>
    <description>Title: การเปรียบเทียบปัจจัยด้านการขนส่งสาธารณะระหว่างกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มคนทำงาน : กรณีศึกษาเส้นทางการเดินทางของผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส
Authors: วรางคณา ทองด้วง
Abstract: งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาการเปรียบเทียบปัจจัยด้านการขนส่งสาธารณะที่ส่งผลต่อระดับการตัดสินใจในการใช้บริการระหว่างกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มคนทางาน กลุ่มตัวอย่างใช้การสุ่มแบบชั้นภูมิจานวน 400 คน เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถาม&#xD;
ผลการศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลและพฤติกรรมการเดินทางพบว่า กลุ่มผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นเจ้าของรถยนต์ ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสเป็นทางเลือกรอง กลุ่มคนทางานส่วนใหญ่ไม่มีรถยนต์ ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสเป็นทางเลือกหลัก ผลการศึกษาปัจจัยด้านการขนส่งสาธารณะ พบว่า (1) ปัจจัยด้านการเข้าถึง ทั้ง 2 กลุ่มให้ความสาคัญระดับมากกับการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางหลังออกจากสถานี กลุ่มผู้สูงอายุกังวลเกี่ยวกับความแตกต่างของสิ่งอานวยความสะดวกแต่ละสถานี กลุ่มคนทางานต้องการไปถึงจุดหมายด้วยความรวดเร็วเพราะมีภารกิจในการดูแลครอบครัว (2) ปัจจัยด้านเวลา ทั้ง 2 กลุ่มให้ความสาคัญระดับมากกับเวลาในการเดินทางระหว่างสถานีต้นทางถึงสถานีปลายทาง กลุ่มผู้สูงอายุต้องการเดินทางด้วยเวลาอันสั้นเพราะตระหนักในเรื่องจานวนที่นั่ง กลุ่มคนทางานตระหนักเรื่องเวลาเป็นสาคัญแม้ว่าไม่ได้ที่นั่ง (3) ปัจจัยด้านความสะดวกสบายด้านความหนาแน่นภายในรถไฟฟ้าบีเอสระหว่าง 2 กลุ่มมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญที่ระดับ .05 (4) ปัจจัยด้านราคา ทั้ง 2 กลุ่มให้ความสาคัญระดับปานกลาง กลุ่มผู้สูงอายุตระหนักเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวสูงกว่าการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า กลุ่มคนทางานตระหนักถึงปัจจัยด้านอื่นมากกว่าราคา (5) ปัจจัยด้านความปลอดภัย กลุ่มผู้สูงอายุให้ความสาคัญกับมาตรการป้องกัน COVID-19 เนื่องด้วยเป็นวัยที่ร่างกายอ่อนแอ และ (6) ปัจจัยด้านข้อมูลข่าวสาร ทั้ง 2 กลุ่มให้ความสาคัญระดับปานกลาง กลุ่มผู้สูงอายุให้ความสาคัญของข้อมูลผ่านช่องทางโทรทัศน์และวิทยุมากกว่ากลุ่มคนทางาน</description>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3156">
    <title>การเปรียบเทียบปัจจัยด้านการขนส่งสาธารณะระหว่างกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มคนทำงาน : กรณีศึกษาเส้นทางการเดินทางของผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3156</link>
    <description>Title: การเปรียบเทียบปัจจัยด้านการขนส่งสาธารณะระหว่างกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มคนทำงาน : กรณีศึกษาเส้นทางการเดินทางของผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส
Authors: วรางคณา ทองด้วง
Abstract: งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาการเปรียบเทียบปัจจัยด้านการขนส่งสาธารณะที่ส่งผลต่อระดับการตัดสินใจในการใช้บริการระหว่างกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มคนทางาน กลุ่มตัวอย่างใช้การสุ่มแบบชั้นภูมิจานวน 400 คน เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถาม&#xD;
ผลการศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลและพฤติกรรมการเดินทางพบว่า กลุ่มผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นเจ้าของรถยนต์ ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสเป็นทางเลือกรอง กลุ่มคนทางานส่วนใหญ่ไม่มีรถยนต์ ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสเป็นทางเลือกหลัก ผลการศึกษาปัจจัยด้านการขนส่งสาธารณะ พบว่า (1) ปัจจัยด้านการเข้าถึง ทั้ง 2 กลุ่มให้ความสาคัญระดับมากกับการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางหลังออกจากสถานี กลุ่มผู้สูงอายุกังวลเกี่ยวกับความแตกต่างของสิ่งอานวยความสะดวกแต่ละสถานี กลุ่มคนทางานต้องการไปถึงจุดหมายด้วยความรวดเร็วเพราะมีภารกิจในการดูแลครอบครัว (2) ปัจจัยด้านเวลา ทั้ง 2 กลุ่มให้ความสาคัญระดับมากกับเวลาในการเดินทางระหว่างสถานีต้นทางถึงสถานีปลายทาง กลุ่มผู้สูงอายุต้องการเดินทางด้วยเวลาอันสั้นเพราะตระหนักในเรื่องจานวนที่นั่ง กลุ่มคนทางานตระหนักเรื่องเวลาเป็นสาคัญแม้ว่าไม่ได้ที่นั่ง (3) ปัจจัยด้านความสะดวกสบายด้านความหนาแน่นภายในรถไฟฟ้าบีเอสระหว่าง 2 กลุ่มมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญที่ระดับ .05 (4) ปัจจัยด้านราคา ทั้ง 2 กลุ่มให้ความสาคัญระดับปานกลาง กลุ่มผู้สูงอายุตระหนักเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวสูงกว่าการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า กลุ่มคนทางานตระหนักถึงปัจจัยด้านอื่นมากกว่าราคา (5) ปัจจัยด้านความปลอดภัย กลุ่มผู้สูงอายุให้ความสาคัญกับมาตรการป้องกัน COVID-19 เนื่องด้วยเป็นวัยที่ร่างกายอ่อนแอ และ (6) ปัจจัยด้านข้อมูลข่าวสาร ทั้ง 2 กลุ่มให้ความสาคัญระดับปานกลาง กลุ่มผู้สูงอายุให้ความสาคัญของข้อมูลผ่านช่องทางโทรทัศน์และวิทยุมากกว่ากลุ่มคนทางาน</description>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

