<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/72">
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/72</link>
    <description />
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/1800" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/1691" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/1476" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/1475" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-04-08T18:52:04Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/1800">
    <title>แรงจูงใจในการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการบริเวณตลาดไท จังหวัดปทุมธานี</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/1800</link>
    <description>Title: แรงจูงใจในการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการบริเวณตลาดไท จังหวัดปทุมธานี
Authors: ณิชาภา สายทอง
Abstract: การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาระดับของแรงจูงใจทางด้านการกระทำทางสังคมในการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการบริเวณตลาดไท จังหวัดปทุมธานี (2)เพื่อศึกษาระดับของปัจจัยทางด้านแรงจูงใจในทฤษฎีความต้องการจากการเรียนรู้ ในการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการบริเวณตลาดไท จังหวัดปทุมธานี (3)เพื่อศึกษาความแตกต่างของลักษณะทางด้านประชากรศาสตร์ที่มีผลให้เกิดระดับของแรงจูงใจทางด้านการกระทำทางสังคมในการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการบริเวณตลาดไท จังหวัดปทุมธานี และ(4) เพื่อศึกษาความแตกต่างของลักษณะทางด้านประชากรศาสตร์ที่มีผลให้เกิดระดับของปัจจัยทางด้านแรงจูงใจในทฤษฎีความต้องการจากการเรียนรู้ ในการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการบริเวณตลาดไท จังหวัดปทุมธานี&#xD;
ระเบียบวิธีการวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ผู้ประกอบการที่ประกอบธุรกิจบริเวณตลาดไท จังหวัดปทุมธานี โดยใช้แบบสอบถามจำนวน 333 ชุด ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบไม่ใช้ความน่าจะเป็น ผู้ทำการวิจัยได้เลือกจำกัดขอบเขตโดยเลือกเฉพาะอาคารและลานสินค้าที่สำคัญ จำนวน 20 อาคาร/ลานสินค้า จากผู้ประกอบการทั้งหมด แบ่งการเก็บข้อมูลออกเป็น 2 ระดับ คือ การเลือกแบบกำหนดโควตา (Quota Sampling) เก็บกลุ่มตัวอย่างในทุกอาคาร/ลานสินค้า และ การเลือกตามที่มีอยู่ (Accident Sampling) เนื่องจาก ในแต่ละอาคาร/ลานสินค้า มีสัดส่วนจำนวนของผู้ประกอบการไม่เท่ากัน และใช้สถิติในการวิเคราะห์หาข้อมูล ได้แก่ การหาค่าร้อยละ การหาค่าความถี่ การหาค่าคะแนนเฉลี่ย การหาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมุติฐาน โดยมีการกำหนดนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เกิดจากแรงจูงใจทางด้านการกระทำทางสังคม ด้านปัจจัยดึงดูดมากที่สุด (1) ด้านลักษณะประชากรศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีช่วงอายุอยู่ระหว่าง 40--49 ปี มีสถานภาพสมรส มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นหรือต่่ำกว่า มีรายได้เฉลี่ยตั้งแต่ 30,001 – 50,000 บาท และ 50,001 – 100,000 บาทขึ้นไป และมีระยะเวลาในการดำเนินธุรกิจ 6--10 ปีเป็นส่วนใหญ่ โดยสามารถเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างในอาคารพาณิชย์ได้มากที่สุด (2) ผู้ประกอบการมีระดับของแรงจูงใจทางด้านการกระทำทางสังคมที่แตกต่างกัน โดยเรียงลาดับจากปัจจัยที่มีแรงจูงใจมากที่สุดไปหาแรงจูงใจน้อยที่สุด คือ ปัจจัยดึงดูด ด้านปัจจัยด้านความสามารถ หรือปัจจัยสนับสนุน และ ปัจจัยผลักดัน (3) ผู้ประกอบการมีระดับของแรงจูงใจในทฤษฎีความต้องการจากการเรียนรู้แตกต่างกัน โดยความต้องการความสำเร็จมีผลต่อแรงจูงใจของผู้ประกอบการมากกว่าความต้องการอำนาจ
Description: วิทยานิพนธ์ (กจ.ม. (การเป็นผู้ประกอบการ)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2556</description>
    <dc:date>2556-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/1691">
    <title>ความเข้าใจ ความพร้อม และขีดความสามรถของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยที่มีต่อการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/1691</link>
    <description>Title: ความเข้าใจ ความพร้อม และขีดความสามรถของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยที่มีต่อการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
Authors: พสิทธิ์ศักดิ์ แสนจำลาห์
Abstract: การวิจัยครั้งมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความเข้าใจ ความพร้อม และ ขีดความสามารถของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยที่มีต่อการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2) ศึกษาลักษณะประชากรศาสตร์ที่ส่งผลต่อระดับความเข้าใจ ความพร้อม และขีดความสามารถของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทย ที่มีต่อการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน&#xD;
ผลการวิจัย พบว่า 1) ความเข้าใจของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยที่มีต่อการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก และ มีบางส่วนที่มีความเข้าใจอยู่ในระดับปานกลาง 2) ความพร้อมของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยที่มีต่อการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง 3) ขีดความสามารถของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยที่มีต่อการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ยกเว้นประเด็นการแสวงหาแหล่งวัตถุดิบเพื่อให้ได้วัตถุดิบที่ดีและมีคุณภาพเพื่อลดต้นทุนในการผลิตอยู่ในระดับมาก 4) ระดับการศึกษาที่แตกต่างกันจะมีผลต่อความเข้าใจ ความพร้อม และขีดความสามารถของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยที่มีต่อการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แตกต่างกัน 5) เงินลงทุนเมื่อเริ่มกิจการที่แตกต่างกันจะมีผลต่อความเข้าใจ ความพร้อม และขีดความสามารถของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยที่มีต่อการเป็นต่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แตกต่างกัน 6) รายได้ต่อเดือนที่แตกต่างกันจะมีผลต่อความเข้าใจ ความพร้อม และ ขีดความสามารถของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยที่มีต่อการเป็นต่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแตกต่างกัน 7) ระยะเวลาในการประกอบธุรกิจที่แตกต่างกันจะมีผลต่อความเข้าใจ ความพร้อม และขีดความสามารถของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยต่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แตกต่างกัน
Description: วิทยานิพนธ์ (กจ.ม. (การเป็นผู้ประกอบการ)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2556</description>
    <dc:date>2556-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/1476">
    <title>Service marketing mix strategies of hairdressing industry during Covid-19 pandemic</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/1476</link>
    <description>Title: Service marketing mix strategies of hairdressing industry during Covid-19 pandemic
Authors: Chayuth Vichitwongkun
Abstract: This research objects were to study the Service Marketing Mix strategies of the hairdressing industry during COVID-19 and to study entrepreneurs in the hairdressing industry during the COVID-19 pandemic and how they dealt with the crisis through Service Marketing Mix and Marketing Strategy. This study used an in-depth interview of 15 Thai entrepreneurs of the small and medium-sized businesses in the hairdressing industry in the Facebook group, using Snowball and Convenience sampling methods. The tool used was the in-depth interviews in a semi-structured.&#xD;
The results revealed that there were the marketing strategy entrepreneurs in the industry utilized before COVID-19; "Online Marketing Strategy," "Word of Mouth," "Customer Loyalty Strategy," "Personalization Strategy," and "Continuous Improvement." The entrepreneurs utilized Products, Promotion, Process, and Physical Evidence by using the marketing strategies to gain competitive advantages. The marketing strategies included "Online Marketing Strategy," "Line Extension Strategy," "Promotion Strategy," "Cost Cutting Strategy," and "Delivery Strategy." As to the pandemic, the entrepreneurs used "Online Marketing Strategy," "Line Extension Strategy," "Promotion Strategy," "Cost Cutting Strategy," and "Delivery Strategy." All of the marketing factors were affected by the pandemic, which contributed to a cash-flow shortage, shortage of customers, the process of providing services from the government to the shops, and physical evidence added to the customers' safety
Description: Thesis (M.M. (Entrepreneurship)) -- Rangsit University, 2021</description>
    <dc:date>2021-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/1475">
    <title>วัฒนธรรมการทำงานแบบญี่ปุ่นที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานชาวไทยในบริษัทญี่ปุ่นในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/1475</link>
    <description>Title: วัฒนธรรมการทำงานแบบญี่ปุ่นที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานชาวไทยในบริษัทญี่ปุ่นในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
Authors: ตรีกาล เมฆบริบูรณ์
Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความแตกต่างของปัจจัยด้านประชากรศาสตร์กับประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานชาวไทยในบริษัทญี่ปุ่นในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2) ความสัมพันธ์ของปัจจัยด้านวัฒนธรรมการทำงานแบบญี่ปุ่นกับประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานชาวไทยในบริษัทญี่ปุ่นในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน เริ่มต้นจากการวิจัยเชิงปริมาณโดยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ t-test, F-test, LSD และ Multiple Regression Analysis และนำผลการวิเคราะห์ข้อมูลไปศึกษาอย่างเฉพาะเจาะจงเพื่อนามาเป็นแนวทางในการการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 5 ท่านและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ 3 ขั้นตอนได้แก่ การจัดระเบียบข้อมูล การแสดงข้อมูลและ การหาข้อสรุป การตีความ การตรวจสอบความถูกต้องตรงประเด็นของผลการวิจัย&#xD;
เมื่อทดสอบสมมติฐานพบว่าปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ได้แก่ เพศ อายุ รายได้เฉลี่ยต่อเดือนและระยะเวลาในการทางานกับองค์กรที่แตกต่างกันส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานชาวไทยในบริษัทญี่ปุ่นในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลแตกต่างกัน ความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมการทำงานแบบญี่ปุ่นกับประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานชาวไทยในบริษัทญี่ปุ่นในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการสื่อสารตามหลักโฮเร็นโซ ด้านการทำงานเป็นทีม ด้านการพัฒนาบุคลากร และด้านการใช้แนวคิดไคเซ็น มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05
Description: วิทยานิพนธ์ (กจ.ม. (การเป็นผู้ประกอบการ)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2564</description>
    <dc:date>2564-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

