<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/79">
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/79</link>
    <description />
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3034" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3033" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2525" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2473" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-01-18T14:32:37Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3034">
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการลงทุนภาคเอกชน และค่าใช้จ่ายตามนโยบายภาครัฐภายใต้อุตสาหกรรมดิจิทัล</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3034</link>
    <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการลงทุนภาคเอกชน และค่าใช้จ่ายตามนโยบายภาครัฐภายใต้อุตสาหกรรมดิจิทัล
Authors: อานนท์ เกศรีสม
Abstract: ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการลงทุนภาคเอกชนและค่าใช้จ่ายตามนโยบายภาครัฐภายใต้อุตสาหกรรมดิจิทัล มีเป้าหมายเพื่อวิเคราะห์ความเชื่อมโยงและผลกระทบทางเศรษฐกิจระหว่างการลงทุนภาคเอกชน และค่าใช้จ่ายตามนโยบายภาครัฐภายใต้อุตสาหกรรมดิจิทัลที่มีต่ออุตสาหกรรมอื่น ๆ ทั้งรายสาขาการผลิต และต่อเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ โดยการพิจารณาจากผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติที่เป็นตัวเงิน (Nominal GDP) ข้อมูลตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิตเป็นประจำทุก ๆ 5 ปี ใช้ตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิตปี พ.ศ. 2558 ในระดับ 180 สาขา ซึ่งทำการจัดกลุ่มใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมไทย 4.0 ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 - 2579) ของกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล เหลือเพียงตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต ในระดับ 59 สาขาโดยในการศึกษาวิจัยครั้งนี้จะทำการวิเคราะห์ออกเป็น 2 ส่วน การวิเคราะห์ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศไทย พบว่ากิจกรรมอุตสาหกรรมดิจิทัลมีความเชื่อมโยงทางตรงไปข้างหน้ากับสาขาอุตสาหกรรมอื่น ๆ เท่ากับ 0.320 และมีการเชื่อมโยงทางตรงไปข้างหลังกับสาขาอุตสาหกรรมอื่น ๆ เท่ากับ 0.926 ส่วนการวิเคราะห์ดัชนีการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจโดยรวม กล่าวคือ กิจกรรมในอุตสาหกรรมดิจิทัลมีดัชนีการเชื่อมโยงไปข้างหน้าโดยรวมและดัชนีการเชื่อมโยงย้อนกลับโดยรวมมากกว่าค่าเฉลี่ยหรือมากกว่า 1 เท่ากับ 5.405 และ 5.359 ตามลำดับ หมายความว่ากิจกรรมของอุตสาหกรรมดิจิทัลกำลังกระจายผลผลิตและใช้ปัจจัยการผลิตจากสาขาการผลิตอื่นๆ และจากการวิเคราะห์ตัวทวีคูณของระบบเศรษฐกิจ พบว่า กิจกรรมอุตสาหกรรมดิจิทัลมีตัวคูณเฉลี่ย 1.910% ซึ่งหมายความว่าหากมูลค่ากิจกรรมอุตสาหกรรมดิจิทัลเพิ่มขึ้น 1% มูลค่าผลผลิตของทุกอุตสาหกรรมในเศรษฐกิจประเทศไทยจะเพิ่มขึ้น 1.910% รวมถึงผลกระทบจากการลงทุนภาคเอกชน และค่าใช้จ่ายตามนโยบายภาครัฐภายใต้อุตสาหกรรมดิจิทัล ทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ และภาครัฐร่วมกับภาคเอกชน ที่มีมูลค่า 2,300.173 ล้านบาท 55,119 ล้านบาท และ 57,419.173 ล้านบาท ตามลำดับ คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อรายได้ประชาชาติเป็นตัวเงินเท่ากับร้อยละ 0.049, 1.35 และ 1.353 ตามลำดับ โดยผลกระทบทางตรง ผลกระทบทางอ้อม และผลกระทบรวมจากการลงทุนของภาคเอกชนภายใต้การส่งเสริมการลงทุนและค่าใช้จ่ายตามนโยบายของภาครัฐบาลอุตสาหกรรมดิจิทัล เท่ากับร้อยละ 4.021 มากที่สุด ทั้งนี้ กิจกรรมอุตสาหกรรมดิจิทัลเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานของการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย เพื่อช่วยในกระบวนการผลิต ดังนั้น ภาครัฐควรส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมอุตสาหกรรมดิจิทัล จะส่งผลให้กิจกรรมอุตสาหกรรมดิจิทัล และอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเติบโตและมีการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย</description>
    <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3033">
    <title>Digital wallet dynamics : understanding the potential adoption factors of worldcoin in Thailand's fintech sector</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3033</link>
    <description>Title: Digital wallet dynamics : understanding the potential adoption factors of worldcoin in Thailand's fintech sector
Authors: Tanpat Kraiwanit</description>
    <dc:date>2023-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2525">
    <title>Risk and sustainability of trade dependent economy</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2525</link>
    <description>Title: Risk and sustainability of trade dependent economy
Authors: Wanakiti Wanasikp
Abstract: งานวิจัยนี้ ภายใต้ชื่อเรื่อง “ความเสี่ยงและความยั่งยืนของระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศ” มีจุดมุ่งหมายในการค้นหาผลกระทบของอัตราการเปิดการค้าระหว่างประเทศต่ออัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม อัตราการเปิดการค้าระหว่างประเทศคือสัดส่วนระหว่างผลรวมของมูลค่าส่งออกและนาเข้า ต่อมูลค่าของผลิตภัณฑ์มวลรวม ผู้วิจัยมีความประสงค์ที่จะทดสอบว่าการขยายตัวของอัตราการเปิดประเทศ มีผลกระทบเป็นเชิงบวกหรือหรือเชิงลบหรือไม่มีผลใดๆ ต่ออัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมข้อมูลทางสถิติแสดงให้เห็นว่า ประเทศในกลุ่มเอเซียตะวันออก มีอัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมที่ค่อนข้างสูง อันเป็นผลจากการขยายอัตราการเปิดการค้าระหว่างประเทศ ในช่วงทศวัตรที่ 1990 อย่างไรก็ดี ในช่วงทศวัตรที่ 2000 จนถึงปัจจุบัน ประเทศเหล่านี้ได้ประสบปัญหาอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ทั้งๆที่การขยายตัวทางการค้าระหว่างประเทศยังคงดาเนินไปอย่างต่อเนื่อง&#xD;
จากข้อมูลเชิงประจักษ์ดังกล่าว ทำให้ผู้วิจัยคาดการณ์ในเบื้องต้นว่าอัตราการเปิดประเทศน่าจะมีผลต่ออัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในลักษณะที่ไม่เป็นเชิงเส้น โดยเฉพาะคือ ได้ตั้งสมมติฐานว่า อัตราการเปิดประเทศจะมีผลเชิงบวกต่ออัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในช่วงแรกของการเปิดประเทศ ทั้งนี้ ประโยชน์จากการเปิดการค้าระหว่างประเทศที่เป็นปัจจัยกระตุ้นอัตราการเจริญเติบโตคือความเชี่ยวชาญในการผลิตและการโอนทางเทคโนโลยี อย่างไรก็ดี หากการเปิดประเทศยังขยายตัวต่อไปโดยไม่มีกำหนด ผลของการเปิดประเทศต่ออัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะกลับเป็นเชิงลบ ด้วยเหตุผลที่อธิบายได้ด้วยทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จุลภาคซึ่งกล่าวว่า ผลตอบแทนจากปัจจัยการผลิตจะลดลง เมื่อปริมาณการผลิตเพิ่มมากขึ้น&#xD;
ในการทดสอบสมมติฐานที่ว่าผลของอัตราการเปิดประเทศต่ออัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมมีลักษณะไม่เป็นเชิงเส้น ผู้วิจัยได้ใช้แบบจำลอง Auto-regressive Distributed Lags (ARDL) เพื่อประมาณการสมการดุลยภาพระยะยาวและการปรับตัวระยะสั้น โดยมีตัวแปรมหภาคที่เกี่ยวข้องในการกาหนดดุลยภาพได้แก่ อัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม การลงทุนของภาคเอกชน สินเชื่อธนาคารพาณิชย์ ปริมาณเงินตามความหมายกว้าง และอัตราการเปิดการค้าระหว่างประเทศ ในการนี้ ผู้วิจัยได้เลือกประเทศไทยเป็นกรณีศึกษา ข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้มาจากฐานข้อมูลของธนาคารโลก ซึ่งเป็นข้อมูลรายปี ครอบคลุมช่วงเวลาปี 1960--2019&#xD;
ผลจากการประมาณการได้แสดงผลเป็นการสนับสนุนสมมติฐานของการวิจัย กล่าวคือ อัตราการเปิดประเทศเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้อัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมให้เพิ่มสูงขึ้นในระยะแรกเริ่มของการเปิดประเทศ อย่างไรก็ตาม เมื่ออัตราการเปิดประเทศขยายตัวผ่านจุดหนึ่งไป อัตราการเปิดประเทศจะกลับกลายเป็นปัจจัยที่ส่งผลเชิงลบต่ออัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม นั่นคืออัตราการเจริญเติบโตจะลดลงในขณะที่อัตราการเปิดประเทศขยายตัวเพิ่มขึ้น ปรากฏการณ์เช่นนี้สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลดังนี้ ในระยะแรกของการเปิดประเทศ การค้าระหว่างประเทศจะช่วยให้มีการขยายกำลังการผลิต และมีการถ่ายโอนเทคโนยี ช่วยให้เกิดความขานาญในการผลิต และทำให้ผลตอบแทนจากการใช้ปัจจัยการผลิตเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ดี เมื่ออัตราการเปิดประเทศขยายต่อไปโดยไม่มีกำหนด ถึงจุดหนึ่งกำลังการผลิตก็จะขยายตัวเกินศักยภาพ ซึ่งจะยังผลให้ผลตอบแทนจากปัจจัยการผลิตลดลง และจะทำให้อัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมลดลง ซึ่งเป็นไปตามข้อกล่าวอ้างของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จุลภาค&#xD;
นอกจากนั้น ผลจากการประมาณการผลกระทบที่ไม่เป็นเชิงเส้นของอัตราการเปิดประเทศต่ออัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม ยังทำให้เราสามารถคำนวณอัตราการเปิดประเทศที่เหมาะสมที่จะทำให้เราได้รับอัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมสูงสุด ซึ่งจากการคำนวณดังกล่าว จะได้อัตราการเปิดประเทศที่เหมาะสมอยู่ที่ 91.57% ซึ่งจะทำให้เราได้รับอัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมอยู่ที่ 9.74%&#xD;
ในส่วนที่เกี่ยวกับความยั่งยืนของระบบเศรษฐกิจ จากการประมาณการสมการการปรับตัวระยะสั้นพบว่า ระบบสามารถปรับตัวเข้าสู่ดุลยภาพระยะยาวได้ ในอัตราร้อยละ 59 ของขนาดของการเบี่ยงเบนในงวดถัดไป โดยการปรับตัวจะเป็นแบบแกว่งตัว (Oscillation)&#xD;
ผลของงานวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายได้ดังนี้ ผู้กาำนดนโยบายทางเศรษฐกิจจำเป็นจะต้องคำนวณระดับของอัตราการเปิดประเทศที่เหมาะสม ที่จะทำให้ประเทศได้มีอัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในระดับสูงสุด และหากปล่อยให้ประเทศมีอัตราการเปิดประเทศเกินระดับที่เหมาะสมที่คำนวณได้เกิดขึ้น ผลที่จะได้รับคืออัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมจะชะลอตัวลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อถึงจุดหนึ่งอาจกลายเป็นอัตราการเจริญเติบโตที่ติดลบได้&#xD;
นอกจากนั้นยังมีคำแนะนาเพิ่มเติมคือ หากผู้กำหนดนโยบายต้องการหลีกเลี่ยงการชะลอตัวของอัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม จำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศจะต้องเปลี่ยนกระบวนการผลิตเป็นแบบเน้นเทคโนโลยี หรือเปลี่ยนโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจเป็นลักษณะที่นำด้วยธุรกิจภาคบริการ ตามแบบของสิงคโปร์และฮ่องกงเป็นตัวอย่าง ที่เขาสามารถคงไว้ซึ่งอัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมที่ยอมรับได้ ภายใต้สภาวะการเปิดประเทศในระดับที่สูงมาก</description>
    <dc:date>2023-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2473">
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยการวิเคราะห์ปัจจัยข้อมูลความมั่นคงของสหกรณ์ในประเทศไทยและการวิเคราะห์จำแนกประเภทปัจจัยที่มีผลต่อเสถียรภาพทางการเงินของสหกรณ์ภาคการเกษตรและสหกรณ์นอกภาคการเกษตร ระหว่างปี 2552-2553</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2473</link>
    <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยการวิเคราะห์ปัจจัยข้อมูลความมั่นคงของสหกรณ์ในประเทศไทยและการวิเคราะห์จำแนกประเภทปัจจัยที่มีผลต่อเสถียรภาพทางการเงินของสหกรณ์ภาคการเกษตรและสหกรณ์นอกภาคการเกษตร ระหว่างปี 2552-2553
Authors: เกรียง กิจบำรุงรัตน์
Abstract: มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยความมั่นคงของสหกรณ์ในประเทศไทยระหว่างปี 2552-2553 โดยใช้ข้อมูลจากงบการเงินของอัตราส่วนทางการเงิน 22 ตัวแปรจากการ วิเคราะห์ CAMEL ผลการ วิจัยพบว่า ปัจจัยข้อมูลความมั่นคงของสหกรณ์ในประเทศไทย ประกอบด้วย 4 ปัจจัย คือ 1) ปัจจัยด้านความ สามารถในการทํากําไร (ขาดทุน) เงินออมต่อสมาชิก และอัตราค่าใช้จ่ายดําเนินงานต่อกําไร 2) ปัจจัยด้านอัตราการเติบโตของกําไร ธุรกิจ ทุนสํารองของ สหกรณ์ และอัตราส่วนทุนหมุนเวียน 3) ปัจจัยด้านสภาพคล่องของอัตราส่วนการชําระหนี้ของ สหกรณ์ และ 4) ปัจจัยด้านประสิทธิภาพในการหาผลตอบแทน ส่วนการวิเคราะห์จําแนกประเภทใน การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อเสถียรภาพทางการเงินของสหกรณ์ภาคการเกษตรและสหกรณ์นอกภาค การเกษตรสามารถจัดกลุ่มข้อมูลจากงบการเงิน CAMEL ได้อัตราส่วนการเงินจาก 2 ตัวแปร คือ อัตราการค้างชําระของลูกหนี้และอัตราลูกหนี้ระยะสั้นที่ชําระได้ตามกําหนด ซึ่งอัตราการค้างชําระ ของลูกหนี้เป็นปัจจัยด้านสภาพคล่องของอัตราส่วนการชําระหนี้ของสหกรณ์ หากสหกรณ์สามารถ ควบคุมอัตราการค้างชําระของลูกหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่สูงเกินความจําเป็นก็จะส่งผลดีต่อเสถียรภาพทางการเงินของสหกรณ์</description>
    <dc:date>2553-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

