<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/911">
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/911</link>
    <description />
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3349" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3342" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3258" />
        <rdf:li rdf:resource="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3054" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-08-03T14:44:04Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3349">
    <title>การพัฒนาและประสิทธิผลของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การตรวจร่างกายระบบหัวใจและหลอดเลือด สำหรับนักศึกษาพยาบาล</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3349</link>
    <description>Title: การพัฒนาและประสิทธิผลของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การตรวจร่างกายระบบหัวใจและหลอดเลือด สำหรับนักศึกษาพยาบาล
Authors: ปรางค์ทิพย์ อุจะรัตน; วิลาวัลย์ อุดมการเกษตร
Abstract: การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและทดสอบประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เรื่อง การตรวจร่างกายระบบหัวใจและหลอดเลือด 2) ทดสอบประสิทธิผลของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ โดยเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้และทักษะการตรวจร่างกายระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และศึกษาความพึงพอใจของกลุ่มทดลองต่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์  ดำเนินการวิจัย 2 ระยะ ได้แก่ 1) พัฒนาและทดสอบประสิทธิภาพของหนังสือ และ 2) ทดสอบประสิทธิผลของหนังสือ กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยรังสิต จำนวน 102 คน สุ่มเป็น 2 กลุ่ม ระยะที่ 1 จำนวน 42 คน และระยะที่ 2 จำนวน 60 คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ แบบประเมินทักษะการตรวจร่างกาย และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา Mann-Whitney test, Independent t-test และ One-sample t-test  ผลวิจัยพบว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เรื่อง การตรวจร่างกายระบบหัวใจและหลอดเลือด มีประสิทธิภาพ 82.5/84.5 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองไม่แตกต่างกัน ขณะที่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะการตรวจร่างกายของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) และความพึงพอใจของนักศึกษาต่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์สูงกว่าร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05)  ผลการศึกษานี้เสนอแนะให้นำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไปใช้เป็นสื่อเสริมการเรียนการตรวจร่างกายในชั้นเรียนและการศึกษาด้วยตนเอง</description>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3342">
    <title>การประเมินคัดกรองภาวะสุขภาพผู้สูงอายุที่รับบริการที่ศูนย์ส่งเสริมสวัสดิการผู้สูงอายุ จังหวัดปทุมธานี</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3342</link>
    <description>Title: การประเมินคัดกรองภาวะสุขภาพผู้สูงอายุที่รับบริการที่ศูนย์ส่งเสริมสวัสดิการผู้สูงอายุ จังหวัดปทุมธานี
Authors: เกศรา เสนงาม; ปราณี ทัดศรี; วิมลรัตน์ บุญเสถียร
Abstract: วัยสูงอายุเป็นวัยที่มีความเสื่อมในการทําหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะสุขภาพผู้สูงอายุที่รับบริการที่ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคม ผู้สูงอายุ จังหวัดปทุมธานี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือ ผู้สูงอายุที่รับบริการที่ศูนย์ส่งเสริม สวัสดิการผู้สูงอายุ จังหวัดปทุมธานีระหว่างเดือนกรกฎาคม 2555 เดือนกุมภาพันธ์ 2556 จํานวน 50 คน มีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กําหนด มีการพิทักษ์สิทธิกลุ่มตัวอย่างตลอดขั้นตอนการวิจัย เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบประเมินสุขภาวะของผู้สูงอายุ และ แบบบันทึกการตรวจร่างกายเพื่อประเมินคัดกรองภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุ มีการตรวจสอบความ ตรงตามเนื้อหา และความเป็นไปได้ในการนําเครื่องมือไปใช้ในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ เชิงพรรณนา ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุ ร้อยละ 60 เคยได้รับการตรวจสุขภาพมาก่อน ปัญหาสุขภาพของ ผู้สูงอายุที่พบได้บ่อยคือ ความผิดปกติของระบบหัวใจหลอดเลือด (ร้อยละ 64) ความผิดปกติของ ระบบประสาท กล้ามเนื้อและกระดูก (ร้อยละ 42) ปัญหาด้านการมองเห็น (ร้อยละ 34) ความ ผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ(ร้อยละ 28) และ ความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารและการ (ร้อยละ 22) โดยผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 58 มีความผิดปกติในการทํางานของระบบเผาผลาญร่างกายมากกว่า 1 ระบบ</description>
    <dc:date>2555-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3258">
    <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ การวิจัยพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูง : เปรียบเทียบระหว่างผู้ที่ควบคุมระดับความดันโลหิตได้กับผู้ที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3258</link>
    <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ การวิจัยพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูง : เปรียบเทียบระหว่างผู้ที่ควบคุมระดับความดันโลหิตได้กับผู้ที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้
Authors: ปราณี ทัดศรี; ยุภาพร นาคกลิ้ง
Abstract: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยายแบบเปรียบเทียบ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูงระหว่างผู้ที่ควบคุมระดับความดันโลหิตได้กับผู้ที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคความความ ดันโลหิตสูง จํานวน 226 คน แบ่งเป็นคุมระดับความดันโลหิตได้ 113 คน คุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ 113 คน ที่มารับบริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลหลักหก 1, หลักหก 2, บางพูน1, และบางพูน 2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์ข้อมูลส่วนบุคคลและแบบสัมภาษณ์พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพตามแนวคิดของเพนเดอร์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยายและ Independent t-test ผลการศึกษาพบว่าผู้เป็นความดันโลหิตสูงทั้ง 2 กลุ่มมีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพโดย รวมอยู่ในระดับปานกลาง สําหรับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพรายด้านพบว่า 1) กลุ่มที่ควบคุมความ ดันโลหิตได้ มีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมสุขภาพในระดับดี 3 ด้าน ได้แก่ ด้านสัมพันธภาพระหว่าง บุคคล, ด้านการเจริญทางจิตวิญญาณ และด้านการจัดการความเครียด และมีคะแนนเฉลี่ยในระดับ ปานกลาง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านความรับผิดชอบต่อสุขภาพ, ด้านกิจกรรมทางกาย และด้านโภชนาการ 2) กลุ่มที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ มีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมสุขภาพในระดับดี 2 ด้าน ได้แก่ ด้านการเจริญทางจิตวิญญาณ และด้านการจัดการความเครียด และมีคะแนนเฉลี่ยในระดับปานกลาง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านความรับผิดชอบต่อสุขภาพ, ด้านกิจกรรมทางกาย, ด้านโภชนาการ และด้าน สัมพันธภาพระหว่างบุคคลเมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของทั้ง 2 กลุ่มพบว่า ผู้เป็น โรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับความดันโลหิตได้มีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพโดยรวมและรายด้าน 2 ด้าน ได้แก่ ด้านความรับผิดชอบ และด้านสัมพันธภาพระหว่างบุคคล มีค่าคะแนนเฉลี่ยสูง กว่าผู้ที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้อย่าง งมีนัยสําคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) ผลการวิจัย ช่วยให้แนวทางในการส่งเสริมพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพในด้านที่จําเป็น เพื่อช่วยให้ผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูงสามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ</description>
    <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3054">
    <title>การตรวจสอบความสามารถในการตรวจจับความดันในกะโหลกศีรษะตั้งแต่เริ่มต้น และการระบุปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเกิดความดันในกะโหลกศีรษะในผู้ป่วยบาดเจ็บที่สมองกลุ่มผู้ใหญ่</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3054</link>
    <description>Title: การตรวจสอบความสามารถในการตรวจจับความดันในกะโหลกศีรษะตั้งแต่เริ่มต้น และการระบุปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเกิดความดันในกะโหลกศีรษะในผู้ป่วยบาดเจ็บที่สมองกลุ่มผู้ใหญ่
Authors: มณฑิรา เหมือนจันทร์; วิมล อิ่มอุไร; มนพร ชาติชำนิ; กานต์ ยงศิริวิทย์
Abstract: การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาความสามารถในการตรวจจับภาวะความดันในกะโหลกศีรษะตั้งแต่เริ่มต้น และ ระบุปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะความดันในกะโหลกศีรษะ ในผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองในกลุ่มผู้ใหญ่ โดยศึกษาผลลัพธ์ในด้านหลักคือ ผลลัพธ์ด้านผู้ป่วย กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ป่วยจำนวน 215 คน ที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสมุทรปราการ โดยการเก็บข้อมูลดำเนินการตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2566 ถึง 10 ตุลาคม 2567&#xD;
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกทางการพยาบาลอิเล็กทรอนิกส์, แบบประเมินความรุนแรงของการบาดเจ็บทางสมอง (Glasgow Coma Scale, GCS), และแบบประเมินผลลัพธ์การรักษาผู้ป่วยก่อนจำหน่าย (Glasgow Outcome Score) ข้อมูลถูกวิเคราะห์ด้วยสถิติ Chi-square, Pearson’s correlation, One-way ANOVA และ Logistic Regression เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูง&#xD;
ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับผลลัพธ์ของผู้ป่วย เช่น คะแนน GCS รวมถึงการลืมตา, การตอบสนองด้านการเคลื่อนไหว และการตอบสนองด้วยคำพูด แสดงให้เห็นความสัมพันธ์เชิงลบที่มีนัยสำคัญกับแรงดันในกะโหลกศีรษะ (p &lt; .01) ทั้งในขณะที่รับเข้ารักษาและเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของอาการ ผลลัพธ์ในโรงพยาบาล เช่น ระยะเวลาการนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลและค่าใช้จ่าย มีความสัมพันธ์เชิงบวกที่มีนัยสำคัญ (p &lt; .01) นอกจากนี้ สัญญาณชีพ (Cushing's reflex) โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงในอัตราการหายใจ มีความสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) ความแม่นยำในการทำนายการตรวจจับแรงดันในกะโหลกศีรษะอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่า AUC เท่ากับ 0.7401 (CI 0.54–0.93) ผลการวิจัยครั้งนี้จึงสรุปได้ว่า ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการตรวจจับแรงดันในกะโหลกศีรษะได้แก่คะแนน GCS และอัตราการหายใจ (Cushing's reflex) อย่างไรก็ตาม สัญญาณชีพอื่น ๆ เช่น ชีพจรและความดันโลหิต ไม่สามารถทำนายแรงดันในกะโหลกศีรษะได้ แต่สัญญาณชีพเหล่านี้มีนัยสำคัญทางสถิติในการทำนายอัตราการเสียชีวิตและผลลัพธ์ตาม GOS การศึกษาในอนาคตควรเพิ่มขนาดตัวอย่าง ความถูกต้อง และรวมปัจจัย เช่น ความอิ่มตัวของออกซิเจนเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตรวจจับแรงดันในกะโหลกศีรษะ</description>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

