<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/139</link>
    <description />
    <pubDate>Tue, 04 Aug 2026 06:11:03 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-08-04T06:11:03Z</dc:date>
    <item>
      <title>ความคาดหวังและความพึงพอใจของนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่มีต่อการเรียนการสอนกลุ่มวิชาการสื่อสารดิจิทัล รายวิชา ICO 349 ของหลักสูตรนิเทศศาสตร์นานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3350</link>
      <description>Title: ความคาดหวังและความพึงพอใจของนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่มีต่อการเรียนการสอนกลุ่มวิชาการสื่อสารดิจิทัล รายวิชา ICO 349 ของหลักสูตรนิเทศศาสตร์นานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต
Authors: ดวงทิพย์ เจริญรุกข์
Abstract: การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคาดหวังและความพึงพอใจต่อการเรียนการสอนรายวิชา ICO 349 Communication Entrepreneurs ของนักศึกษาหลักสูตรนิเทศศาสตร์นานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้วิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล (Questionnaire) จากนักศึกษาหลักสูตรนิเทศศาสตร์นานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชา ICO 349 Communication Entrepreneurs ในปีการศึกษา 2567 ภาคการศึกษาที่ 1 จำนวน 120 คน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย มีอายุเฉลี่ยส่วนใหญ่อยู่ที่ 21 ปี และมีลักษณะการเรียนในรายวิชานี้แบบไม่เคยขาดเรียนเลยมากที่สุด อีกทั้งกลุ่มตัวอย่างมีความสนใจในรายวิชานี้อยู่ในระดับมาก ผลการศึกษาด้านความคาดหวังของกลุ่มตัวอย่างต่อการเรียนการสอนรายวิชา ICO 349 ของหลักสูตรนิเทศศาสตร์นานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการดำเนินการสอนของอาจารย์ (เทคนิคการสอน/การจัดกิจกรรมการเรียนรู้) มีความคาดหวังอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกและการบริการ ด้านประโยชน์ที่จะได้รับจากการเรียนการสอน และด้านคุณภาพการเรียนการสอน ตามลำดับ ด้านความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างต่อการเรียนการสอนรายวิชา ICO 349 ของหลักสูตรนิเทศศาสตร์นานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านคุณภาพการเรียนการสอนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ ด้านประโยชน์ที่จะได้รับจากการเรียนการสอน ด้านการดำเนินการสอนของอาจารย์ (เทคนิคการสอน/การจัดกิจกรรมการเรียนรู้) และด้านสิ่งอำนวยความสะดวกและการบริการ ตามลำดับ ผลการทดสอบสมมติฐานการวิจัยพบว่า เพศและอายุของกลุ่มตัวอย่างที่แตกต่างกัน มีความคาดหวังต่อการเรียนการสอนรายวิชา ICO 349 Communication Entrepreneurs ไม่แตกต่างกัน แต่จำนวนครั้งในการเข้าเรียนของกลุ่มตัวอย่างที่แตกต่างกัน มีความคาดหวังต่อการเรียนการสอนรายวิชา ICO 349 Communication Entrepreneurs แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนผลการทดสอบสมมติฐานด้านความพึงพอใจ พบว่า เพศ อายุ และจำนวนครั้งในการเข้าเรียนของกลุ่มตัวอย่างที่แตกต่างกัน มีความพึงพอใจต่อการเรียนการสอนรายวิชา ICO 349 Communication Entrepreneurs ไม่แตกต่างกัน</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3350</guid>
      <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>Organizational assimilation and organizational communication network among new students' adjustment : Facculty of Communication Art; Rangsit University</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3345</link>
      <description>Title: Organizational assimilation and organizational communication network among new students' adjustment : Facculty of Communication Art; Rangsit University
Authors: Doungtip Chareonrook Phuenchote</description>
      <pubDate>Sat, 01 Jan 2011 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3345</guid>
      <dc:date>2011-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การพัฒนาตัวบ่งชี้คุณค่าตราสินค้าแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมย่านชุมชนเก่า ในกรุงเทพฯ เพื่อประยุกต์ใช้ในการสื่อสารตราสินค้าแหล่งท่องเที่ยว</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2738</link>
      <description>Title: การพัฒนาตัวบ่งชี้คุณค่าตราสินค้าแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมย่านชุมชนเก่า ในกรุงเทพฯ เพื่อประยุกต์ใช้ในการสื่อสารตราสินค้าแหล่งท่องเที่ยว
Authors: พิทักษ์ ชูมงคล
Abstract: งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยแบบผสมผสานมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบจําลองตัวบ่งชี้คุณค่าตราสินค้า แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในมุมมองผู้บริโภคสําหรับแหล่งท่องเที่ยวย่านชุมชนเก่าในกรุงเทพฯ และเพื่อ ตรวจสอบความสอดคล้องของแบบจําลองตัวบ่งชี้คุณค่าตราสินค้าแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในมุมมอง ผู้บริโภคสําหรับแหล่งท่องเที่ยวย่านชุมชนเก่าในกรุงเทพ ฯ กับข้อมูลเชิงประจักษ์ ดําเนินการพัฒนาตัวบ่งชี้ โดยการทบทวนวรรณกรรมและการประยุกต์ใช้วิธีเดลฟายกับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม จากนั้นนําตัว ตัวบ่งชี้ไปทดสอบความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ที่รวบรวมด้วยแบบสอบถามจาก กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีอายุระหว่าง 18-74 ปี จํานวน 461 คน โดยใช้การวิเคราะห์แบบจําลองสมการเชิง โครงสร้าง จากนั้นนําแบบจําลองที่ผ่านการทดสอบไปดําเนินการจัดการสนทนากลุ่มเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากชุมชนและนักท่องเที่ยว&#xD;
ผลการศึกษาพบว่า ตัวบ่งชี้คุณค่าตราสินค้าแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในมุมมองผู้บริโภค ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ 14 ตัวบ่งชี้ ดังนี้ (1) การรู้จักตราสินค้าแหล่งท่องเที่ยว ประกอบไปด้วย 2 ตัว บ่งชี้ คือ (1.1) การรู้จักแบบระลึกได้ (1.2) การรู้จักแบบมีสิ่งกระตุ้น (2) ภาพลักษณ์ตราสินค้าแหล่งท่องเที่ยว ประกอบไปด้วย 3 ตัวบ่งชี้ คือ (2.1) สิ่งดึงดูดใจทางวัฒนธรรมของแหล่งท่องเที่ยว (2.2) โครงสร้างและ สภาพแวดล้อมของแหล่งท่องเที่ยว และ (2.3) บรรยากาศของแหล่งท่องเที่ยว (3) การรับรู้คุณภาพตราสินค้า แหล่งท่องเที่ยว ประกอบไปด้วย 3 ตัวบ่งชี้ คือ (3.1) ศักยภาพในการดึงดูดใจด้านการท่องเที่ยว (3.2) ศักยภาพ ในการรองรับด้านการท่องเที่ยว และ (3.3) การบริหารจัดการ (4) ประสบการณ์ต่อตราสินค้าแหล่งท่องเที่ยว ประกอบไปด้วย 4 ตัวบ่งชี้ คือ (4.1) ประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส (4.2) ประสบการณ์ทางอารมณ์ และ (4.3) ประสบการณ์ทางพฤติกรรม และ (4.4) ประสบการณ์ทางปัญญา และ (5) ความภักดีต่อตราสินค้าแหล่ง ท่องเที่ยว ประกอบไปด้วย 2 ตัวบ่งชี้ คือ (5.1) ความภักดีต่อตราสินค้าเชิงพฤติกรรม (5.2) ความภักดีต่อตรา สินค้าเชิงทัศนคติ&#xD;
ทั้งนี้แบบจําลองตัวบ่งชี้ที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ โดยมีค่าสถิติผ่านเกณฑ์ความสอดคล้อง 7 ดัชนี RMR=.026, GFI = .900, NFI= .927, IFI= .938, TLI = 919, CFI= .938 และ PNFI= 713 จึงสามารถสรุปได้ว่าแบบจําลองที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นนั้นมีความสอดคล้องกับ ข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นไปตามสมมติฐานที่กําหนดไว้</description>
      <pubDate>Sat, 01 Jan 2563 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2738</guid>
      <dc:date>2563-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์เรื่อง การเล่าเรื่องเกี่ยวกับความตายบนภาพจิตรกรรมฝาผนังอีสานในประเทศไทย</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2571</link>
      <description>Title: รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์เรื่อง การเล่าเรื่องเกี่ยวกับความตายบนภาพจิตรกรรมฝาผนังอีสานในประเทศไทย
Authors: ณชรต อิ่มณะรัญ; กฤษณ์ ทองเลิศ
Abstract: การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เข้าใจถึงเนื้อหา วิธีการสื่อความหมายและวิธีการเล่าเรื่องเกี่ยวกับความตายที่สื่อสารบนภาพจิตรกรรมฝาผนังอีสานในประเทศไทยโดยใช้แนวคิดเกี่ยวกับ ฮูบแต้มบนสิมอีสาน วรรณกรรมเนื่องในพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวกับความตายและหลักธรรมเรื่องมรณานุสติ การเล่าเรื่อง แนวทางงการรศึกษาเชิงสัญภาณศาสตร์และการรสร้างสัมพันธบท เป็นแนวทางงในการรวิเคราะห์ข้อมูล การรวิจัยเป็นการรวิจัยเชิงคุณภาพโดยการรวิเคราะห์ภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดภาคอีสานจำนวน 16 วัด ผลจากการรวิจัยดังนี้&#xD;
1) เนื้อหาเกี่ยวกับความตายจำแนกได้ 4 กลุ่มคือ สาเหตุการตาย การรจัดการรพิธีศพ ความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย และเนื้อหาบริบทที่เกี่ยวกับความตาย&#xD;
2) วิธีการรสื่อความหมายได้แก่ การรสร้างสัมพันธบทกับวรรณกรรมเนื่องในพุทธศาสนา การรใช้รหัสภาพจิตรกรรม การจัดองค์ประกอบเชิงพื้นที่ การรใช้สัญลักษณ์ในเชิงพิธีกรรม การรสร้างความเป็นคู่ตรงข้ามและการรใช้รหัสสัญรูปภาษาท่าทางเพื่อสื่อเนื้อหาเชิงอารมณ์&#xD;
3) วิธีการรเล่าเรื่อง พบว่าองค์ประกอบของเรื่องเล่า 7 ประการรดังนี้ ก) ตัวเรื่องได้แก่ เรื่องชีวิตและความตายตามแนววิถีโลก เรื่องวัฏฏะการรเกิด แก่ เจ็บ ตาย เรื่องการรจัดการรพิธีศพ เรื่องการรรับผลกรรมจากบาปบุญของผู้ตาย ข) โครงเรื่อง การรเริ่มเรื่องด้วยการรเห็นนรกเป็นปฐม การรพัฒนาเหตุการรณ์ว่าทุกชีวิตเดินทางงสู่ความตาย ขั้นภาวะวิกฤตเมื่อถึงวันพิพากษา ขั้นภาวะคลี่คลายว่าด้วยสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม การรปิดเรื่องด้วยห้วงคำนึงถึงมรณานุสติ ค) แก่นเรื่อง พบประเด็นแก่นเรื่องที่โดดเด่นคือ แก่นเรื่องเกี่ยวกับศีลธรรม แก่นเรื่องรองเป็นเรื่องปัญหาทางสังคมเป็นเหตุปัจจัยเบื้องหลัง ง) ตัวละคร จำแนกได้ 2 ประเภทคือ มนุษย์ สามารถจำแนกได้เป็นมนุษย์สามัญชนกับมนุษย์ผู้มีพลังวิเศษ อมนุษย์ จำแนกได้เป็นสามกลุ่มคือ กลุ่มเทพเทวดา กลุ่มผู้ปฏิบัติงานในยมโลก และกลุ่มสัตว์นรก ลักษณะบุคลิกตัวละครทั้งหมดเป็นตัวละครที่ไม่ซับซ้อน จ)ความขัดแย้งพบว่ามีความขัดแย้งระหว่างสภาวะความเป็นมนุษย์กับมัจจุมาร ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับกฎธรรมชาติ ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสังคม ฉ) มุมมองการรเล่าเรื่อง เป็นการรเล่าในมุมมองแบบผู้รอบรู้ ช)ฉาก พบว่า มีฉาก 3 ประเภทคือ ฉากธรรมชาติ ฉากที่เป็นการรดำเนินชีวิตของตัวละคร และฉากที่เป็นสภาพแวดล้อมเชิงนามธรรม&#xD;
ในส่วนของวิธีการรเล่าเรื่องเกี่ยวกับความตาย พบว่ามีวิธีการรเล่าเรื่อง 3 ลักษณะคือ ก) การรเล่าเรื่องผ่านสัมพันธบท ข) การรเล่าเรื่องความตายในเชิงบูรณาการรทั้งรูปแบบตามลำดับและไม่ลำดับเวลา ค) การรเล่าเรื่องความตายแบบไม่ต่อเนื่อง ด้วยลักษณะดังกล่าวทางให้การรเล่าเรื่องเน้นการรเล่าเพื่อสนองตอบอารมณ์ที่น่ากลัวหรืออารมณ์สงบเพื่อการรเข้าถึงสัจธรรมมรณานุสติ</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2571</guid>
      <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

