<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/164</link>
    <description />
    <pubDate>Sun, 26 Apr 2026 10:37:11 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-04-26T10:37:11Z</dc:date>
    <item>
      <title>มาตรการทางกฎหมายเพื่อกำกับดูแลผลิตภัณฑ์อาหารเกษตรอินทรีย์</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3047</link>
      <description>Title: มาตรการทางกฎหมายเพื่อกำกับดูแลผลิตภัณฑ์อาหารเกษตรอินทรีย์
Authors: สลิลา กลั่นเรืองแสง
Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอกฎเกณฑ์เกี่ยวกับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในต่างประเทศที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลซึ่งสำคัญต่อการสร้างหลักประกันให้กับสุขภาพของผู้บริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์อย่างเหมาะสม โดยมุ่งไปที่การส่งเสริมความปลอดภัยทางอาหาร (Food Safety) อีกทั้งมุ่งหมายให้เป็นประโยชน์ต่อการกำกับดูแลสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) โดยเป็นงานวิจัยในรูปแบบของการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) ครอบคลุมในขอบเขตของต่างประเทศ และหลักการระหว่างประเทศ&#xD;
ทั้งนี้ จากการศึกษาวิจัยกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ทั้งในต่างประเทศ (สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และสวีเดน) และในระดับระหว่างประเทศ (IFOAM) ที่สำคัญต่อการทำเกษตรอินทรีย์ พบว่า มีแนวทางอันจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรไทย ในการพัฒนาคุณภาพของสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้เป็นไปอย่างสะอาด และปลอดภัย อีกทั้งทำให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ซึ่งผู้วิจัยขอสรุปเป็นประเด็นสำคัญ ดังต่อไปนี้&#xD;
ประการแรก “องค์กรด้านการกำกับดูแล” จำเป็นต้องมีองค์กรกลางเพื่อเป็นกลไกตรวจสอบมาตรฐานของสินค้าเกษตรอินทรีย์ ทั้งที่อยู่ในตลาดภายในประเทศและเพื่อการส่งออก&#xD;
ประการที่สอง “การติดฉลาก” ควรมีฉลากหรือตรา (ส่วนกลาง) ที่เป็นเสมือนดั่งเครื่องหมายการค้าของประเทศ โดยมีองค์กรภาครัฐเป็นหลัก แล้วใช้ระบบอนุญาตให้เอกชนเป็นผู้ตรวจสอบร่วมในการติดฉลากสินค้าเกษตรอินทรีย์&#xD;
ประการที่สาม “ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม” เน้นสินค้าเกษตรอินทรีย์แนวทางเชิงนิเวศน์ (Ecological Approach) โดยภาครัฐต้องมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมให้ภาคเกษตรอินทรีย์ของไทยตระหนักและให้ความสำคัญในการเคารพต่อสิ่งแวดล้อม&#xD;
นอกจากนี้ ควรจัดให้มี “กลไกการคุ้มครองผู้บริโภค” ที่มุ่งเน้นให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการรักษาความสมบูรณ์ของสินค้าเกษตรอินทรีย์ เพื่อปกป้องภาคเกษตรอินทรีย์จากอาชญากรรม (Criminal Activity) และการหลอกลวงผู้บริโภคโดยแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ ยิ่งไปกว่านั้น สมควรส่งเสริม “การพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ความร่วมมือในระดับระหว่างประเทศ” ให้ปรากฎเป็นแผนยุทธศาสตร์นโยบายเกษตรร่วม ที่มุ่งเน้นให้เกิดความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม&#xD;
กล่าวโดยสรุป เพื่อให้การพัฒนาด้านเกษตรกรรมอยู่บนพื้นฐานการคำนึงถึงความความปลอดภัยทางอาหาร (Food Safety) เป็นสำคัญ จึงต้องมีมาตรการที่จำเป็นเพื่อส่งเสริมมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยให้เทียบเท่าตามมาตรฐานระหว่างประเทศ ซึ่งจะเป็นหลักประกันให้ผู้บริโภคสามารถเลือกสินค้าเกษตรอินทรีย์ได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น โดยการพัฒนามาตรการทางกฎหมายที่มีการกำกับดูแลอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจให้เคารพต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่เพียงแต่จะนำไปสู่การพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) แต่ย่อมเป็นการส่งเสริม “สิทธิในการเข้าถึงอาหาร (Right to food)” อันจะนำไปสู่ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ต่อไป</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3047</guid>
      <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย กฎหมายการุณยฆาตกับสังคมไทย</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3046</link>
      <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย กฎหมายการุณยฆาตกับสังคมไทย
Authors: สัญญพงศ์ ลิ่มประเสริฐ; อนิสา มานะทน
Abstract: การศึกษาวิจัยเรื่องกฎหมายการุณยฆาตกับสังคมไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางความเป็นไปได้ด้านกฎหมาย การบัญญัติกฎหมายเพื่อรองรับ และศึกษาผลทางกฎหมายอันสัมพันธ์กับประเด็น “สิทธิการตาย”หรือ/และการกระทาการุณยฆาตเชิงรุกการเร่งหรือช่วยเหลือให้เสียชีวิตเร็วขึ้นเพื่อให้ผู้ป่วยที่สิ้นหวังจากการรักษาพยาบาลให้หายขาดเป็นปกติอย่างสมบูรณ์ได้ เพื่อให้พ้นจากอาการทุกข์ทรมานจากโรค&#xD;
โดยการศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร ผลการศึกษาพบว่า ประเด็น “สิทธิการตาย” หรือ/และการกระทาการุณยฆาตเชิงรุก การเร่งหรือช่วยเหลือให้เสียชีวิตเร็วขึ้นเพื่อให้ผู้ป่วยที่สิ้นหวังจากการรักษาพยาบาลให้หายขาดเป็นปกติอย่างสมบูรณ์แบบได้ เพื่อให้พ้นจากอาการทุกข์ทรมานจากโรค โดยหน่วยงานภาครัฐด้านสาธารณสุขในประเทศไทยมีการส่งเสริมและสนับสนุน&#xD;
ซึ่งปัจจุบันประชาชนไทยสามารถเข้าถึงสิทธิการตายได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปรากฏหลักฐานรองรับทางกฎหมาย คือ มาตรา 12 พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ลักษณะการทาหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย (Living will) ประการต่อมาคือ การดูแลแบบประคับประคองอาการผู้ป่วยที่สิ้นหวังจากการรักษาพยาบาลให้หายขาดเป็นปกติอย่างสมบูรณ์แบบกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต (Palliative Care) ปรากฏหลักฐานรองรับทางกฎหมายกฎกระทรวงกาหนดหลักเกณฑ์และวิธีการดาเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตหรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย พ.ศ. 2553&#xD;
นอกจากนี้ผลการศึกษายังพบว่าประเทศไทยไม่สามารถกระทาการุณยฆาตเชิงรุก การเร่งหรือช่วยเหลือให้เสียชีวิตเร็วขึ้นเพื่อให้ผู้ป่วยที่สิ้นหวังจากการรักษาพยาบาลให้หายขาดเป็นปกติอย่างสมบูรณ์แบบได้ เพื่อให้พ้นจากอาการทุกข์ทรมานจากโรคได้อย่างเด็ดขาด เนื่องจากไม่มีการบัญญัติกฎหมายรองรับและไม่เคยแม้แต่จะมีการยกร่างกฎหมายว่าด้วยเรื่องดังกล่าว รวมทั้งไม่มีกฎหมายอื่นใดที่สามารถนามาใช้เทียบเคียงได้ และการกระทาการุณยฆาตเชิงรุก คือเรื่องที่สัมพันธ์ระหว่างบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วย ญาติ และยังหมายถึงความรู้สึกทางสภาพจิตใจคนในสังคมด้วย อย่างในปัจจุบันที่ประเทศไทยยังใช้การประหารชีวิตเป็นบทกาหนดโทษความรับผิดทางอาญาตามมาตรา 18 โทษสาหรับลงแก่ผู้กระทาความผิด เมื่อมีข่าวเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น ประชาชนที่เปราะบางและอ่อนไหวทางสังคมอาจเกิดความหดหู่จากการลงโทษลักษณะดังกล่าว ข้อเสนอแนะต่อการวิจัยประเด็น “สิทธิการตาย” สามารถเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ได้ หากมีการบัญญัติสิทธิการตายไว้ในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นใด ด้วยการยอมรับว่าสิทธิการตายมีศักดิ์ศรีเท่ากับสิทธิอื่นๆ ซึ่งต้องมีการรับรองโดยกฎหมาย</description>
      <pubDate>Wed, 01 Jan 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3046</guid>
      <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ปัญหากฎหมายในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในประเทศไทย</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3045</link>
      <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ปัญหากฎหมายในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในประเทศไทย
Authors: นิดาวรรณ เพราะสุนทร
Abstract: วัตถุประสงค์ในการวิจัยเรื่องปัญหากฎหมายในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในประเทศไทยเพื่อ 1) ศึกษาแนวคิด และทฤษฎีอันเกี่ยวกับสิทธิในความเป็นส่วนตัวเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล 2) ศึกษาระบบและมาตรการกฎหมายในกติกาสากล กฎหมายต่างประเทศ และกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน 3) วิเคราะห์ปัญหาการปฎิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในประเทศไทย 4) เสนอแนะแนวทางปฏิบัติในการดำเนินการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้สอดคล้องกับกฎหมาย โดยใช้การวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) ภายใต้สมมุติฐานว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มีความไม่ชัดเจนและซับซ้อน อาจมีปัญหาทางกฎหมายในการปฎิบัติพันธกิจของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 ซึ่งมีสถาบันการศึกษาหลายรูปแบบ มีการดำเนินการในรายละเอียดที่ต่างกัน อาจมีการตีความกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลต่างกัน โดยเสนอแนะให้หน่วยงานกำกับดูแลด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลออกแนวทางปฎิบัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน เพื่อลดความสับสนในการปฎิบัติตามกฎหมาย และสอดคล้องกับพันธกิจของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน และสามารถใช้ข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในการครอบครองอย่างมีประสิทธิภาพที่นาไปสู่ธรรมาภิบาล สร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพให้กับประเทศชาติต่อไป</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3045</guid>
      <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>โครงการวิจัย เรื่อง มาตรการทางกฎหมายเพื่อส่งเสริมสิทธิในอากาศสะอาด</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2589</link>
      <description>Title: โครงการวิจัย เรื่อง มาตรการทางกฎหมายเพื่อส่งเสริมสิทธิในอากาศสะอาด
Authors: สลิลา กลั่นเรืองแสง; รพีพร สายสงวน
Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนให้เห็นความสำคัญของสิทธิในอากาศสะอาด ซึ่งมุ่งหมายให้ทราบถึงนโยบายหรือมาตรการอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการบังคับใช้กฎหมาย อันจะช่วยลดการปล่อยมลภาวะทางอากาศ โดยเน้นไปที่ข้อกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่ควรปรับปรุงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือก่อมลพิษทางอากาศ ตลอดจนเป็นไปเพื่อหามาตรการที่น่าสนใจด้านอื่น ๆ ที่สามารถนำไปเป็นข้อเสนอแนะหรือปรับปรุงมาตรการที่จำเป็นหรือตรากฎหมายใหม่สำหรับการส่งเสริมสิทธิในอากาศสะอาด เพื่อหาการบังคับใช้กฎหมายได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้รูปแบบการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) ครอบคลุมในบริบทของประเทศไทย ต่างประเทศ และระหว่างประเทศ คณะผู้วิจัยได้นำเสนอประเด็นข้อสังเกตของกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่ควรปรับปรุงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแหล่งก่อมลภาวะ ตลอดจนแนะนำมาตรการที่น่าสนใจด้านอื่น ๆ ซึ่งจะสามารถใช้เป็นแนวทางในการวางนโยบายที่จะช่วยลดการปล่อยมลภาวะทางอากาศ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการเสนอมาตรการทางกฎหมาย รวมไปถึงการพัฒนาหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมที่ทำหน้าที่กำกับดูแลให้อากาศสะอาด อันจะส่งเสริมให้มีอากาศที่ดีและสิ่งแวดล้อมที่น่าอยู่ ซึ่งจะสอดคล้องกับตามหลักการของสิทธิที่จะมีสภาพแวดล้อมที่สะอาดและที่ดีต่อสุขภาพอย่างยั่งยืน (Right to a clean, Healthy, and Sustainable environment) ที่ถูกรับรองโดยองค์การสหประชาชาติ ทั้งนี้ มีผลวิจัยโดยสรุป กล่าวคือ&#xD;
ประการแรก กฎหมายเกี่ยวกับอากาศสะอาดที่ร่างขึ้นใหม่ ควรเน้นที่การลดการก่อมลพิษทางอากาศ โดยมุ่งตรงไปที่แหล่งกำเนิดหรือผู้ก่อมลพิษ ซึ่งต้องมีบทกำหนดโทษที่สมเหตุสมผล เพื่อให้ผู้ที่อาจก่อมลพิษได้ตระหนัก ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการที่จะไม่กระทำการใดๆ ที่จะเป็นการละเมิดหรือคุกคามต่อสิ่งแวดล้อม&#xD;
ประการที่สอง ควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารข้อมูลด้านสุขภาพที่สำคัญต่อประชาชน ให้ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมทางอากาศที่ส่งผลโดยตรงต่อความเจ็บป่วยและความเสื่อมโทรมของร่างกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อันจะนำไปสู่การสนับสนุนจากภาคประชาชนที่จะปฏิบัติการตามมาตรการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชนที่จะเป็นประโยชน์ต่อการปกป้องสิ่งแวดล้อม และแก้ไขปัญหามลภาวะทางอากาศในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ประการที่สาม กรณีหมอกควันข้ามพรมแดนนั้น ไม่อาจทำได้เพียงลำพังโดยประเทศใดประเทศหนึ่ง ดังนั้น หากแต่ละประเทศในภูมิภาคอาเซียนร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งและเป็นรูปธรรมโดยการตรากฎหมายจัดการปัญหาภายในรัฐ ควบคู่กับมาตรการความร่วมมือระหว่างประเทศในการวางนโยบายร่วมกัน การจัดการให้เร็วที่สุดย่อมลดผลกระทบต่อพลเมืองของแต่ละรัฐในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างมีนัยสำคัญ&#xD;
กล่าวโดยสรุป การส่งเสริมสิทธิในอากาศสะอาด ต้องทำควบคู่กับการแก้ไขปัญหาสุขภาพของประชาชน ซึ่งย่อมต้องอาศัยการประสานความร่วมมือทั้งระหว่างภาครัฐและเอกชน (เป็นทั้งหน้าที่ของรัฐบาลและของประชาชน) โดยประชาชนย่อมต้องรักษาสุขภาพและตระหนักในการป้องกันสุขภาพตนเอง ส่วนภาครัฐย่อมต้องมีมาตรการทางกฎหมายที่ควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษอย่างเคร่งครัดและได้ผล ทั้งนี้ ด้วยการประสานความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาอย่างครอบคลุม ซึ่งย่อมส่งจะผลต่อทุกภาคส่วนในสังคม อันจะนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่พร้อมด้วยอากาศสะอาดอย่างยั่งยืนต่อไป</description>
      <pubDate>Wed, 01 Jan 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2589</guid>
      <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

