<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Community:</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/182</link>
    <description />
    <pubDate>Fri, 10 Apr 2026 14:42:10 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-04-10T14:42:10Z</dc:date>
    <item>
      <title>โครงการวิจัยเรื่อง  ใคร ๆ ก็มีบ้านได้: Politics ของอริสโตเติลกับสิทธิที่จะมีที่อยู่อาศัย</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3032</link>
      <description>Title: โครงการวิจัยเรื่อง  ใคร ๆ ก็มีบ้านได้: Politics ของอริสโตเติลกับสิทธิที่จะมีที่อยู่อาศัย
Authors: ชุติเดช เมธีชุติกุล
Abstract: งานชิ้นนี้ต้องการที่จะตอบคำถามที่ว่า “ความคิดของ Aristotle สามารถเป็นรากฐานให้กับสิทธิที่จะมีที่อยู่อาศัย (right to housing) ได้อย่างไร” จากการวิเคราะห์งาน Politics ของ Aristotle เป็นหลัก และยังได้วิเคราะห์ Physics และ Nichomachean Ethics เพิ่มเติม ซึ่งพบว่าความคิดเรื่องของครัวเรือน (household) ธรรมชาติ (nature) และมิตรภาพ (friendship) ของ Aristotle สามารถเป็นรากฐานให้กับสิทธิที่จะมีที่อยู่อาศัยได้ โดยเริ่มจากเมืองเป็นเรื่องธรรมชาติ และครัวเรือนเป็นพื้นฐานของเมือง ซึ่งเมืองทำหน้าที่ให้ผู้คนที่อยู่ในเมืองนั้นสามารถแสวงหาชีวิตที่ดีที่ตนปรารถนาได้ นอกจากนี้นัยยะของบ้านเรือนใน Politics ยังสะท้อนให้เห็นถึงพันธะหน้าที่หรือเป้าหมายของสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่ต่างมีเป้าหมายของตัวเองในฐานะที่สิ่งนั้นเป็นสิ่งนั้น หากสิ่งนั้นไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตามธรรมชาติของตนได้ สิ่งนั้นก็จะไม่ใช่สิ่งนั้น กล่าวคือแต่ละสรรพสิ่งต่างดำรงอยู่โดยมีเป้าหมายของตัวเอง จุดหมายปลายทางของการปรากฎของแต่ละสรรพสิ่งนั้นจึงเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับธรรมชาติ โดยธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาเพื่อไปสู่จุดหมายทางของแต่ละสรรพสิ่ง ในแง่นี้ธรรมชาติจึงเป็นตัวขับเคลื่อนให้สรรพสิ่งต่าง ๆ ไปสู่จุดหมายทางของสรรพสิ่งนั้น ๆ และเงื่อนไขที่จำเป็นเพื่อที่จะบรรลุชีวิตที่ดีได้ นั่นคือชุมชนทางการเมืองที่ดำรงอยู่บนฐานของธรรมชาติและมิตรภาพ ซึ่งต่างส่งเสริมให้เกิดกระบวนการเพื่อการพัฒนาชุมชนทางการเมืองให้สามารถบรรลุจุดมุ่งหมายปลายทางได้ การดำรงอยู่ของชุมชนทางการเมืองในฐานะชุมชนทางการเมืองจะเป็นเช่นนั้นได้ก็ต่อเมื่อชุมชนดังกล่าวสามารถบรรลุเป้าหมายทางธรรมชาติที่ตนถือกำหนดมาให้ได้ดังนั้นเมื่อชุมชนทางการเมืองคือเมือง และรากฐานของเมืองก็คือครัวเรือน ณ จุดนี้จึงสามารถนำคำอธิบายในส่วนนี้ของ Aristotle ในเรื่องความสำคัญของครัวเรือนบนความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติและ&#xD;
มิตรภาพที่ต่างสนับสนุนความจำเป็นของการมีอยู่ของครัวเรือนที่เป็นเรื่องธรรมชาติของเมืองที่ต้องตอบสนองต่อจุดหมายปลายทางของเมือง นั่นคือการทำให้ผู้คนแสวงหาชีวิตที่ดีได้ ในแง่นี้ความคิดของ Aristotle จึงสามารถปรับมาใช้เพื่อตอกย้ำถึงความจำเป็นของการมีที่อยู่อาศัยในฐานะครัวเรือนที่เป็นพื้นฐานที่สำคัญของชุมชนทางการเมืองที่จะมอบชีวิตที่ดีเมื่อมาอยู่ร่วมกัน ในคำอธิบายตรงนี้จึงถือเป็นการสร้างรากฐานทางความคิดอย่างชอบธรรมสำหรับสิทธิที่จะมีที่อยู่อาศัยด้วยรากฐานทางความคิดของ Aristotle ดังนั้นความคิดของ Aristotle จึงสามารถเป็นรากฐานให้กับสิทธิที่จะมีที่อยู่อาศัยตามที่ได้อธิบายไปข้างต้น</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3032</guid>
      <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ข้อจำกัดของปัญญาประดิษฐ์ในการใช้ดุลพินิจตัดสินมนุษย์</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3031</link>
      <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ข้อจำกัดของปัญญาประดิษฐ์ในการใช้ดุลพินิจตัดสินมนุษย์
Authors: ชนุตร์ นาคทรานันท์
Abstract: งานวิจัยเรื่องข้อจำกัดของปัญญาประดิษฐ์ในการใช้ดุลพินิจตัดสิน เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์สองข้อคือ 1. เพื่อศึกษาข้อจำกัดของปัญญาประดิษฐ์ในการใช้ดุลพินิจตัดสิน 2. เพื่อจำแนกประเภทของข้อข้อจำกัดในการใช้ดุลพินิจของปัญญาประดิษฐ์ งานวิจัยนี้เก็บข้อมูลผ่านเอกสารเกี่ยวกับการทำงานของปัญญาประดิษฐ์ที่มีความบกพร่องในการใช้ดุลพินิจ ประชากรตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ปัญญาประดิษฐ์ที่ชื่อBard กับ ChatGPT และปัญญาประดิษฐ์ที่ทำงานเกี่ยวกับการคัดกรองผู้สมัครงาน การต้อนรับแขกในโรงแรม และการประเมินความเสี่ยงในการกระทำความผิดซ้ำของผู้ที่มีความผิด (COMPAS)งานวิจัยนี้ใช้แนวคิดเรื่องความคู่ควร ซึ่งเป็นหลักสำคัญของแนวคิดเรื่องความยุติธรรม ในการพิจารณาข้อบกพร่องในการใช้ดุลพินิจตัดสินของปัญญาประดิษฐ์ใน 4 ด้านด้วยกันคือ 1. การใช้ดุลพินิจในเรื่องความสุข 2. การใช้ดุลพินิจในเรื่องเสรีภาพ 3. การใช้ดุลพินิจในเรื่องความเสมอภาค 4. การใช้ดุลพินิจในเรื่องความยุติธรรมผลการศึกษาพบว่าปัญญาประดิษฐ์มีข้อจำกัดในการใช้ดุลพินิจตัดสินในทั้ง 4 ประเด็น ซึ่งสามารถสรุปปัญหาได้ว่าเกิดจากการที่ปัญญาประดิษฐ์ในปัจจุบันยังไม่มีความสามารถมากพอที่จะตัดสินเชิงคุณค่า และตัดสินในเชิงจริยศาสตร์ได้ถูกต้องตามหลักความคู่ควร กล่าวคือไม่สามารถตัดสินได้ว่าใครคู่ควรกับอะไร ปัญญาประดิษฐ์ไม่ สามารถมีอารมณ์ความรู้สึกเหมื อนมนุษย์จึงมีปัญหาในการใช้ดุลพินิจเรื่องความสุข ปัญญาประดิษฐ์อาจสร้างอันตรายต่อมนุษย์ได้หากขาดการควบคุมโดยมนุษย์ เช่นสร้างข้อมูลเท็จว่ามีการก่อการร้ายสะท้อนว่ามีปัญหาการใช้ดุลพินิจเกี่ย วกับสิทธิเสรีภาพ ปัญญาประดิษฐ์มีแนวโน้มเหยียดผิวโดยไม่ได้เจตนา เช่นเข้าใจผิดว่าใบหน้าของมนุษย์ต้องเป็นสีขาว ไม่ใช่สีดำ จึงไม่ได้มองมนุษย์ผิวดำว่าเป็นมนุษย์จึงมีข้อจำกัดในเรื่องการสร้างความเสมอภาคและปัญญาประดิษฐ์มีข้อจำกัดในการตัดสินอย่างยุติธรรม เนื่องจา กข้อมูลที่ใช้ในการฝึกฝนมีความลำเอียงตั้งแต่ต้นเช่นข้อมูลที่เต็มไปด้วยมนุษย์ผิวขาว เพศชายที่ดำรงตำแหน่งสำคัญในสังคม ส่งผลให้ปัญญาประดิษฐ์เรียนรู้ว่าเช่นข้อมูลที่เต็มไปด้วยมนุษย์ผิวขาว เพศชายที่ดำรงตำแหน่งสำคัญในสังคม ส่งผลให้ปัญญาประดิษฐ์เรียนรู้ว่า มนุษย์เพศชายเหนือกว่าเพศอื่น มนุษย์ผิวขาวเหนือกว่ามนุษย์ผิวดำ และปัญญาประดิษฐ์ใช้ฐานข้อมูลเหล่านี้ในการมนุษย์เพศชายเหนือกว่าเพศอื่น มนุษย์ผิวขาวเหนือกว่ามนุษย์ผิวดำ และปัญญาประดิษฐ์ใช้ฐานข้อมูลเหล่านี้ในการประเมินตัดสินเหตุการณ์ต่างๆ เช่นประเมินให้ผู้สมัครงประเมินตัดสินเหตุการณ์ต่างๆ เช่นประเมินให้ผู้สมัครงานเพศชายผ่านการคัดเลือกมากกว่าผู้สมัครงานเพศหญิง ซึ่งานเพศชายผ่านการคัดเลือกมากกว่าผู้สมัครงานเพศหญิง ซึ่งนี่คือปัญหาเรื่องความเป็นกลางที่ลำเอียง หมายความว่าปัญญาประดิษฐ์ตัดสินอย่างเป็นกลางตามฐานข้อมูลของนี่คือปัญหาเรื่องความเป็นกลางที่ลำเอียง หมายความว่าปัญญาประดิษฐ์ตัดสินอย่างเป็นกลางตามฐานข้อมูลของตนเอง แต่ฐานข้อมูลที่ว่านั้นมีความลำเอียงอยู่ในตัวเอง จึงส่งผลให้ปัญญาประดิษฐ์มีข้อบกพร่องในเรื่องของการตนเอง แต่ฐานข้อมูลที่ว่านั้นมีความลำเอียงอยู่ในตัวเอง จึงส่งผลให้ปัญญาประดิษฐ์มีข้อบกพร่องในเรื่องของการตัดสินว่าใครคู่ควรกับอะไร ตัดสินว่าใครคู่ควรกับอะไร</description>
      <pubDate>Wed, 01 Jan 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3031</guid>
      <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยการควบคุมคอร์รัปชั่นในเอเชีย : สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และไทย</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2409</link>
      <description>Title: รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยการควบคุมคอร์รัปชั่นในเอเชีย : สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และไทย
Authors: สังศิต พิริยะรังสรรค์; รัตพงษ์ สอนสุภาพ; บุญสม เกษะประดิษฐ์; ศรัณย์ ธิติลักษณ์
Abstract: งานวิจัยเรื่อง การควบคุมคอร์รัปชั่นในเอเชีย กรณีศึกษาประเทศสิงคโปร์ เกาหลีใต้ และไทยนั้น ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์สามประการ คือ ประการแรก  เพื่อศึกษาบทบาทของรัฐบาลประเทศสิงคโปร์ เกาหลี ใต้ และไทย ในการควบคุมการคอร์รัปชั่น ประการที่สอง เพื่อศึกษาบทเรียนและประสบการณ์ของ ประเทศสิงคโปร์ เกาหลีใต้ และไทย ในการควบคุมการคอร์รัปชั่น และประการที่สาม เพื่อหาแนวทาง หรือมาตรการที่เหมาะสมเสนอต่อหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ดําเนินการวิจัยโดยวิธีการวิจัยเอกสาร (Documentary Analysis) และนําเสนอในรูปของการบรรยายพรรณนาความ ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาการคอร์รัปชั่นแม้จะเกิดขึ้นและอยู่มานาน &#xD;
จนเป็นเรื่องธรรมดาของทุก สังคมซึ่งเกิดขึ้นได้ในทุกรัฐบาล ทุกรูปแบบการปกครอง แต่ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของความจําเป็นตาม ธรรมชาติที่บางคนมองว่า ความโลภ โกรธ หลง เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา คอร์รัปชั่นสามารถแก้ไข ป้องกันและปราบปรามได้ หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นที่เคยมีปัญหานี้มา ก่อน สําหรับประเทศไทยก็สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ ถ้าประชาชนตระหนักถึงปัญหาที่ว่า การที่นักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐคอร์รัปชั่นทําให้ประเทศชาติเสียหายมากเพียงใด การมีหน่วยงาน สอบสวนปราบปรามคอร์รัปชั่นที่มีประสิทธิภาพและกล้าสอบสวน ปราบปรามเจ้าหน้าที่ทุกระดับ การที่ ประชาชนมีการศึกษาและมีจิตสํานึกที่ตื่นตัวในฐานะพลเมืองที่ต้องร่วมมือกันทำงานเพื่อความอยู่รอด และการพัฒนาทางเศรษฐกิจสังคมของประเทศร่วมกัน และถ้าประชาชนกล้าลุกขึ้นมาร่วมมือกันป้องกัน และปราบปรามการคอร์รัปชั่นอย่างจริงจังปัญหานี้ก็จะสามารถแก้ไขได้ ดังกรณีประเทศสิงคโปร์และ เกาหลีใต้ ข้อเสนอแนะจากการศึกษาครั้งนี้จากบทเรียนและประสบการณ์ของสิงคโปร์และเกาหลีใต้น้ัน สามารถนํามาปรับเป็นนโยบายและมาตรการเสนอต่อภาครัฐสําหรับประเทศไทยสิ่งที่ควรดําเนินการ ดังนี้ 1)การควบคุมคอร์รัปชั่นในระดับชาติ จะต้องมีการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ  การปฏิรูประบบ ราชการ  การจัดตั้งระบบพิทักษ์คุณธรรม  การสร้างปทัสฐานในการต่อต้านการคอร์รัปชั่น ส่วนระดับสถาบัน ควรจะต้องมี 2)	การจัดตั้งกลุ่มเฝ้าระวัง  การปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม  การปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อ จัดจ้าง  และการปรับปรุงรายได้เจ้าหน้าที่ของรัฐ 3)การสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม เช่น การเพิ่มบทบาทของสื่อมวลชน  เอ็นจีโอ และองค์กรที่เป็นตัวแทนของภาคธุรกิจที่ไม่มุ่งแสวงหากําไร 4)การเพิ่มบทบาทขององค์กรภาคธุรกิจเอกชนในการต่อต้านการคอร์รัปชั่น</description>
      <pubDate>Wed, 01 Jan 2555 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2409</guid>
      <dc:date>2555-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยบทบาททางการเมืองของผู้บัญชาการทหารบกหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ.2535</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2408</link>
      <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยบทบาททางการเมืองของผู้บัญชาการทหารบกหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ.2535
Authors: วันวิชิต บุญโปร่ง
Abstract: งานวิจัย บทบาททางการเมืองของผู้บัญชาการทหารบกหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ.2535 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเนื้อหาจากการสังเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์ โดย ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จากกลุ่มนายทหารระดับชั้นนายพลของกองทัพบกท้ังหมด 10 ท่านแบ่งเป็นกลุ่มอดีตนายชั้นผู้ใหญ่ในกองทัพบก 5 ท่านและกลุ่มนายทหารที่กำลังรับราชการ 5 ท่าน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาททางการเมืองของผู้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกภายหลังเหตุการณ์ทาง การเมืองเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2535 และ ศึกษาปัจจัยที่ทำให้ผู้บัญชาการ ทหารบกเข้ามามีบทบาททางการเมือง  &#xD;
ผลการศึกษาพบว่า บทบาททางการเมืองของผู้บัญชาการทหารบกภายหลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2535 เป็นต้นมายังคงอยู่ระดับมีความโดดเด่น ในฐานะผู้เข้ามาทำหน้าที่รักษาความ สงบเรียบร้อยภายในประเทศ กอปรกับจากความผันผวนในระบบการเมืองไทยกว่าช่วงทศวรรษที่ ดึงผู้บัญชาการทหารบกเข้ามาสู่วงจรการจัดการปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง รวมถึงความไม่ พอใจการแทรกแซงแต่งต้ังโยกย้ายนายทหารภายในกองทัพของฝ่ายการเมืองและการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ได้รับความกระทบกระเทือนจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มทางการเมือง เป็นปัจจัยที่มีความชอบธรรมที่ผลักดันให้ผู้บัญชาการทหารยังรักษาบทบาทและพ้ืนที่สคัญทางการเมืองไทยได้ตลอดมา</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2556 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2408</guid>
      <dc:date>2556-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

