<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/189</link>
    <description />
    <pubDate>Sun, 18 Jan 2026 14:31:37 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-01-18T14:31:37Z</dc:date>
    <item>
      <title>A survey of English skills and marketing activities among Chinese marketers</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3071</link>
      <description>Title: A survey of English skills and marketing activities among Chinese marketers
Authors: Yuejia Liu
Description: Thesis (M. Arts (English for Professions)) -- Rangsit University, 2024</description>
      <pubDate>Mon, 01 Jan 2024 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3071</guid>
      <dc:date>2024-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>Application of task-based learning to develop english speaking ability and attutude towards learning english : a case of Mathayomsuksa IV students at Chumsaeng Chanutid School, Nakhonsawan Province</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/1778</link>
      <description>Title: Application of task-based learning to develop english speaking ability and attutude towards learning english : a case of Mathayomsuksa IV students at Chumsaeng Chanutid School, Nakhonsawan Province
Authors: Sukhuman Janputtipon
Abstract: การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการสอนพูดตามแนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบเน้นงานปฏิบัติ โดยการเปรียบเทียบความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษและ เจตคติในการเรียนภาษาอังกฤษ ทั้งนี้กลุ่ม งอย่างเป็นนักเรียนชนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนชุมแสงชนูทิศ จังหวัดนครสวรรค์ จํานวน 60 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง จําแนกเป็นกลุ่ม ทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คนเท่ากัน นักเรียนกลุ่มทดลองเรียนโดยใช้รูปแบบการเรียน แบบเน้นงานปฏิบัติ ส่วนนักเรียนกลุ่มควบคุมเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบดั้งเดิม ในการทดลองรวมทั้งหมด 18 คาบเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือแผนการจัดการเรียนรู้ และระยะเวลาเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบทดสอบความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษและ ภาษาอังกฤษ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนแบบสอบถามเจตคติต่อการเรียนภาษาอังกฤษ&#xD;
มาตรฐาน และการทดสอบค่าทีผลการวิจัยพบว่า&#xD;
1. นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบเน้นงานปฏิบัติมีความ สามารถด้านการพูดภาษาอังกฤษสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการสอนโดยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบดั้งเดิมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05&#xD;
2. นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบเน้นงานปฏิบัติมีเจตคติต่อการเรียนภาษาอังกฤษสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการสอนโดยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบดั้งเดิม อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05
Description: Thesis (M.A. (English for Professions)) -- Rangsit University, 2013</description>
      <pubDate>Tue, 01 Jan 2013 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/1778</guid>
      <dc:date>2013-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>A study of translation problems and translation Editing of the Thai</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/1320</link>
      <description>Title: A study of translation problems and translation Editing of the Thai
Authors: Manus Painarin
Abstract: วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เป็นการศึกษาเกี่ยวกับกลวิธีการแปลและการปรับบทแปลวรรณกรรมไทยเรื่อง “ข้างหลังภาพ” ที่ประพันธ์โดย ศรีบูรพา และแปลเป็นภาษาอังกฤษโดย มาร์เซล บารัง (Marcel Barang) ในการศึกษานี้ผู้วิจัยได้นาหลักเกณฑ์และกลวิธีในการปรับบทแปลของ เชวง จันทเขต (1985) โมนา เบเกอร์ (1992) และสัญฉวี สายบัว (1999) ประกอบกันเพื่อใช้เป็นกรอบในการวิเคราะห์และยังเป็นแบบการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง อีกทั้งผู้วิจัยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างจานวน 40 ตัวอย่างจาก 20 บทของวรรณกรรม ซึ่งผ่านระดับในการวิเคราะห์ทั้ง 3 ระดับคือ 1) ระดับเสียงและการสร้างคา 2) ระดับคา และ 3) ระดับโครงสร้าง&#xD;
ผลงานวิจัยครั้งนี้พบว่าในระดับเสียงและการสะกดคา กลวิธีที่พบมากที่สุดคือ กลวิธีการสร้างคา ร้อยละ 10.30 กลวิธีที่พบน้อยที่สุดคือ กลวิธีทับศัพท์ ร้อยละ 9.27 อีกทั้งในระดับคา กลวิธีที่พบมากที่สุดคือ กลวิธีการใช้คาที่มีความหมายเป็นกลาง ร้อยละ 10.30 กลวิธีที่พบน้อยที่สุดคือ กลวิธีการใช้คายืนหรือคายืมพร้อมกับคาอธิบาย ร้อยละ 0.51 กับ การทดแทนวัฒนธรรม ร้อยละ 0.51 และระดับสุดท้ายคือระดับโครงสร้าง ซึ่งกลวิธีที่พบมากที่สุดคือ กลวิธีการเปลี่ยนวลีเป็นประโยคและเปลี่ยนประโยคเป็นวลี ร้อยละ 17.52 กลวิธีที่พบน้อยที่สุดคือ การถอดความโดยใช้คาที่เกี่ยวข้อง ร้อยละ 0.51 กับ กลวิธีการเพิ่มหรือการตัดคา ร้อยละ 0.51 นอกจากนี้ผลการศึกษาพบว่าเป็นการแปลแบบตรงตัวและแบบเอาความ ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงปัญหาในการแปลที่สาคัญซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากวัฒนธรรมที่ต่างกัน โดยสามารถแก้ไขด้วยกลวิธีการปรับบทแปลที่แตกต่างกันออกไป
Description: Thesis (M.A. (English for Professions)) -- Rangsit University, 2021</description>
      <pubDate>Fri, 01 Jan 2021 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/1320</guid>
      <dc:date>2021-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

