<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/191</link>
    <description />
    <pubDate>Thu, 15 Jan 2026 18:23:57 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-01-15T18:23:57Z</dc:date>
    <item>
      <title>การปกป้องแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยตามกฎหมายว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงาน</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2804</link>
      <description>Title: การปกป้องแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยตามกฎหมายว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงาน
Authors: นฤชิต แสนปากดี
Abstract: ดุษฎีนิพนธ์นี้มีจุดประสงค์เพื่อตรวจสอบว่าแรงงานข้ามชาติได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและแรงงานหรือไม่ พบว่าแรงงานข้ามชาติได้รับความคุ้มครองโดยกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและแรงงานภายใต้องค์การสหประชาชาติ (สปช) และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (อรงรปท) ชอบที่ได้รับสิทธิและเสรีภาพต่าง ๆ ตามที่กำหนดไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (ปสสช) โดยปราศจากความแตกต่างใด ๆ เช่น สิทธิในชีวิต เสรีภาพความมั่นคง การทำงาน สภาพการทำงานที่ยุติธรรมและเหมาะสม รายได้ที่เท่าเทียมกับงาน เสรีภาพในการเดินทาง การรวมกลุ่มและสมาคมโดยสันติ&#xD;
ในปี 1990 สปช ได้ตกลงรับอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยแรงงานข้ามชาติและสมาชิกในครอบครัว (อรปทรขช) ซึ่งปัจจุบันมี 58 ประเทศภาคี สนธิสัญญานี้ ปัจจุบันเป็นสนธิสัญญาที่ครอบคลุมกว้างขวางที่สุดในด้านสิทธิของแรงงานข้ามชาติ ครอบคลุมถึงสมาชิกในครอบครัวของแรงงานข้ามชาติปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ได้รับการยอมรับให้เป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่นานาประเทศให้การยอมรับและเคารพในสิทธิมนุษยชน แม้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 23 (4) จะระบุถึงสิทธิที่จะตั้งสหภาพแรงงานได้ แต่สิทธิในการตั้งสหภาพแรงงานดังกล่าวไม่อาจบังคับรวมถึงแรงงานข้ามชาติแต่อย่างใด การบังคับใช้นั้นต้องขึ้นอยู่กับบริบทหรือกฎมายภายในของประเทศนั้น ๆ ที่จะยอมรับ หาได้บังคับให้ทุกประเทศต้องปฏิบัติตามแม้นประเทศไทยจะไม่ได้เป็นภาคีของ อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยแรงงานข้ามชาติและสมาชิกในครอบครัว แต่ประเทศไทยสามารถยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศว่าสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงาน ด้วยการแก้ไขพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานตามความเหมาะสม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่แรงงานข้ามชาติได้มากยิ่งขึ้นต่อไป
Description: ดุษฎีนิพนธ์ (น.ด. (นิติศาสตร์)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2566</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2804</guid>
      <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนากฎหมายไทยเกี่ยวกับการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำในประเทศไทยตามแนวคิดการใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาดภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2054</link>
      <description>Title: ข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนากฎหมายไทยเกี่ยวกับการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำในประเทศไทยตามแนวคิดการใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาดภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ
Authors: ณัฐวุฒิ ชื่นโพธิ์กลาง
Abstract: ดุษฎีนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งที่จะศึกษาอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกน้ำ อนุสัญญาฉบับนี้เกี่ยวกับการจัดการและการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำทั่วโลก ในปัจจุบันอนุสัญญาฉบับนี้มี 172 รัฐภาคี รวมทั้งประเทศไทย อนุสัญญาฉบับนี้ได้กำหนดพันธรณีที่มุ่งต่อผลเอาไว้ ในทางปฏิบัติจึงทาให้รัฐภาคีสามารถดำเนินการต่าง ๆ ได้อย่างยืดหยุ่น นอกจากนี้ อนุสัญญาฉบับนี้มีแนวปฏิบัติซึ่งประกอบด้วยแนวคิดหลายประการเพื่อการจัดการและการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ เช่น การใช้พื้นที่ชุ่มน้ำอย่างชาญฉลาด (ยั่งยืน) การธำรงความสมดุลระหว่างการพัฒนาและการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของประชาชนในการจัดการและการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ และอื่น ๆ&#xD;
อย่างไรก็ดี รัฐภาคีได้นำแนวปฏิบัตินี้ไปใช้ต่างกัน รัฐภาคีส่วนใหญ่ รวมทั้งประเทศไทย ได้นำแนวปฏิบัตินี้ไปใช้ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั่วไปของตน ดังนั้น การนำแนวปฏิบัตินี้ไปใช้จริงโดยรัฐภาคีจึงเป็นส่วน ๆ และต่างกันด้วยเหตุดังกล่าว ดุษฎีนิพนธ์ฉบับนี้จึงพยายามที่จะค้นหาปัญหากฎหมายที่เกี่ยวกับนำแนวปฏิบัตินี้ไปใช้จริงโดยรัฐภาคี และที่จะเสนอแนะวิธีแก้ปัญหาต่อรัฐบาลไทย
Description: ดุษฎีนิพนธ์ (น.ด. (นิติศาสตร์)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2565</description>
      <pubDate>Tue, 01 Jan 2565 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2054</guid>
      <dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การจัดทำกฎหมายเกี่ยวกับการจดทะเบียนคู่ชีวิต</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2053</link>
      <description>Title: การจัดทำกฎหมายเกี่ยวกับการจดทะเบียนคู่ชีวิต
Authors: นันทนา ศิริชาติ
Abstract: งานวิจัยเรื่อง การจัดทำกฎหมายเกี่ยวกับการจดทะเบียนคู่ชีวิต เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพซึ่งใช้ระเบียบวิธีวิจัยเอกสาร โดยศึกษากฎหมายของประเทศไทย ประเทศฝรั่งเศส ประเทศเนเธอร์แลนด์ และไต้หวัน รวมถึงการวิจัยภาคสนามโดยการสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้กฎหมาย&#xD;
การวิจัยพบว่า การพยายามจัดทำกฎหมายเกี่ยวกับการจดทะเบียนคู่ชีวิตของไทย โดยองค์กรภาครัฐและภาคเอกชนมีมายาวนาน แต่ปัจจุบันก็ยังไม่เป็นที่สิ้นสุด เนื่องจากเห็นว่ายังไม่รับรองสิทธิของบุคคลหลากหลายทางเพศในการก่อตั้งครอบครัวได้อย่างครอบคลุมและเสมอภาค ทั้งนี้ ในมิติแนวคิดของผู้ให้สัมภาษณ์ มีทั้งที่เห็นว่าควรแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และเห็นว่าควรแยกบทบัญญัติรับรองสิทธิและหน้าที่เป็นรูปแบบใหม่ต่างหากจากการสมรส แต่เจตนารมณ์ของทุกฝ่ายต่างมุ่งคุ้มครองสิทธิของคู่ชีวิตให้เท่าเทียมกับคู่สมรส อย่างไรก็ตาม การใช้สิทธิอย่างเสมอภาคเพื่อแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ให้ได้สิทธิอย่างเท่าเทียมกันกับบุคคลต่างเพศ ไม่ใช่การรับรองว่ากฎหมายจะสามารถให้สิทธิได้เท่าเทียมกันทุกประการ แต่การใช้สิทธิที่เท่าเทียมกันในการจัดทำกฎหมายเพื่อให้ได้สิทธิอย่างเสมอภาคกันเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น เพื่อให้ได้สิทธิที่เท่าเทียมกันโดยไม่ชักช้า ดังนั้น ไม่ว่ากฎหมายจะอยู่ในรูปแบบใด การรับรองสิทธิก็จะเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ดังเช่น ไต้หวันที่จัดทำกฎหมายรับรองสิทธิแยกต่างหากจากกฎหมายเดิม หรือการจัดทำกฎหมายของประเทศฝรั่งเศสและประเทศเนเธอร์แลนด์ที่ใช้ระยะเวลาอย่างยาวนาน&#xD;
ข้อเสนอแนะในการวิจัย (1) กำหนดรูปแบบของกฎหมายเป็นการเฉพาะตามเจตนารณ์ที่สอดคล้องเหมาะสมกับคู่ชีวิต เพื่อให้สามารถปรับปรุงแก้ไขกฎหมายได้อย่างรวดเร็ว (2) กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกฎหมายโดยใช้เจตนารมณ์ของร่างพระราชบัญญัติเป็นแนวทางในการพิจารณาข้อกฎหมาย โดยเทียบเคียงสิทธิและหน้าที่ของชายกับหญิงในการก่อตั้งครอบครัว แทนการตีความโดยเคร่งครัดซึ่งทาให้เกิดข้อจำกัดมากที่สุด (3) แก้ไขกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การเกิดความเป็นธรรมและเสมอภาคแก่บุคคลทุกฝ่ายและเป็นที่ยอมรับของสังคม
Description: ดุษฎีนิพนธ์ (น.ด. (นิติศาสตร์)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2565</description>
      <pubDate>Tue, 01 Jan 2565 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2053</guid>
      <dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การใช้ดุลพินิจในคดีอาญาตามหลักการว่าด้วยคดีไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ : ข้อวิเคราะห์ทางกฎหมายในเชิงกฎหมายเปรียบเทียบ</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2052</link>
      <description>Title: การใช้ดุลพินิจในคดีอาญาตามหลักการว่าด้วยคดีไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ : ข้อวิเคราะห์ทางกฎหมายในเชิงกฎหมายเปรียบเทียบ
Authors: ปวีณา เอี่ยมศิริกุลมิต
Abstract: ดุษฎีนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการใช้ดุลพินิจไม่ฟ้องคดีอาญาตามหลักการว่าด้วยคดีไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ ในประเด็นที่เกี่ยวกับนิยามและลักษณะของคดีที่ไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน ขั้นตอนและกระบวนการ ตลอดจนการตรวจสอบดุลพินิจของอัยการ โดยวิเคราะห์ในเชิงกฎหมายเปรียบเทียบแนวทางของอัยการต่างประเทศและพนักงานอัยการไทย ทั้งนี้ ผู้เขียนเน้นศึกษาเฉพาะกรณีคดีไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ มิได้ศึกษาก้าวล่วงในส่วนที่เกี่ยวกับคดีที่จะมีผลกระทบต่อความปลอดภัยหรือความมั่นคงของชาติหรือต่อผลประโยชน์อันสำคัญของประเทศ&#xD;
ผู้เขียนพบว่ากฎหมายไทยไม่ได้บัญญัติให้พนักงานอัยการต้องพิจารณาเกี่ยวกับประโยชน์ของสาธารณชนก่อนการฟ้องคดีอาญา การสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่ไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชนเป็นเสมือนข้อยกเว้นต่างหากจากการสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาทั่วไป ทั้งให้อำนาจอัยการสูงสุดผู้เดียวในการสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่ไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชนโดยไม่สามารถมอบหมายได้ จึงทำให้คดีมีขั้นตอนที่ล่าช้า อีกทั้งการไม่มีคู่มือการใช้ดุลพินิจหรือแนวทางการพิจารณาที่ชัดเจน ทำให้พนักงานอัยการเลือกที่จะไม่พิจารณาประโยชน์ของสาธารณชนก่อนการฟ้องคดีอาญา&#xD;
ผู้เขียนเห็นว่าสมควรมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้พนักงานอัยการต้องคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะก่อนฟ้องคดีเช่นเดียวกับอัยการต่างประเทศและให้อัยการสูงสุดมีอำนาจมอบหมายการสั่งไม่ฟ้องรวมทั้งตรวจสอบดุลพินิจสั่งไม่ฟ้องคดีที่ไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชนของพนักงานอัยการที่ได้รับมอบหมายได้ ตลอดจนให้มีคู่มือหรือคำแนะนาให้พนักงานอัยการมีแนวทางที่ชัดเจน สามารถใช้ดุลพินิจได้อย่างอิสระ มีมาตรฐานเป็นอย่างเดียวกันและถูกต้องตามกฎหมาย
Description: ดุษฎีนิพนธ์ (น.ด. (นิติศาสตร์)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2565</description>
      <pubDate>Tue, 01 Jan 2565 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2052</guid>
      <dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

