<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Community:</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/196</link>
    <description />
    <pubDate>Wed, 14 Jan 2026 18:59:12 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-01-14T18:59:12Z</dc:date>
    <item>
      <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การศึกษาผลการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3064</link>
      <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การศึกษาผลการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ
Authors: เฉลิมพร เย็นเยือก
Abstract: การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาบริบทการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในเขตภาคกลาง 2) เพื่อวิเคราะห์ผลการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในเขตภาคกลาง และ3) เพื่อเสนอแนวทางพัฒนาการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในเขตภาคกลาง ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน โดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม จากกลุ่มตัวอย่างในเขตพื้นที่ภาคกลาง จำนวน 400 ชุด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยด้วยสถิติพรรณาค่าจำนวน ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติอนุมานสาหรับทดสอบสมมติฐานคือ ANOVA F-test และ สัมประสิทธิ์ถดถอยเชิงพหุ (Multiple Regression) สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลจำนวน 19 คน ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในเขตภาคกลาง&#xD;
ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 41 – 50 ปี มีระดับการศึกษาปริญญาตรี มีอาชีพหลักคือ เกษตรกร บทบาทในกองทุนคือสมาชิก และ เคยกู้ยืมกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในเขตภาคกลาง ส่วนผลการดำเนินงานด้านปัจจัยนาเข้ามีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือ ด้านกระบวนการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในเขตภาคกลาง ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพหลัก และ บทบาทในกองทุนที่แตกต่างกัน มีความเห็นต่อผลการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในเขตภาคกลางแตกต่างกัน และ ปัจจัยนาเข้า ปัจจัยกระบวนการ ปัจจัยผลลัพธ์และปัจจัยด้านผลกระทบมีความสัมพันธ์กับผลการดำเนินงานในเชิงบวก ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ดังนั้นผู้บริหาร หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในเขตภาคกลาง จึงควรส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดาเนินงานของกองทุนหมู่บ้านและชุมชน ในรูปแบบเครือข่ายเพื่อให้เกิดการบูรณาการการดำเนินงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์จากบุคคลากรทั้งภายในหน่วยงานและภายนอกหน่วยงาน สร้างรูปแบบการดำเนินงานภายใต้หลักธรรมาภิบาลอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนผลการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในเขตภาคกลางให้บรรลุเป้าหมายการดำเนินงานและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสังคมและชุมชนให้เข้มแข็งได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน</description>
      <pubDate>Wed, 01 Jan 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3064</guid>
      <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>อิทธิพลของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง และ แรงจูงใจของข้าราชการ ที่มีผลต่อความคิดสร้างสรรค์ของข้าราชการ ฝูงบิน ก ในภาคกลาง</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2805</link>
      <description>Title: อิทธิพลของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง และ แรงจูงใจของข้าราชการ ที่มีผลต่อความคิดสร้างสรรค์ของข้าราชการ ฝูงบิน ก ในภาคกลาง
Authors: เชษฐ์สกุล ยศพลสิทธิ์
Abstract: การศึกษานี้มุ่งสำรวจอิทธิพลของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและแรงจูงใจของข้าราชการที่มีผล ต่อความคิดสร้างสรรค์ของข้าราชการฝูงบิน ก ในภาคกลางของประเทศไทย ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ระดับของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ปัจจัยแรงจูงใจ และความคิดสร้างสรรค์ พร้อมทั้งหาความสัมพันธ์ ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลของข้าราชการกับความคิดสร้างสรรค์ ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำ กับความคิดสร้างสรรค์ และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยแรงจูงใจกับความคิดสร้างสรรค์ของ ข้าราชการฝูงบิน ก ในภาคกลาง โดยเก็บข้อมูลจากประชากร 100 คน และใช้เทคนิคทางสถิติ เช่น การ คำนวณค่าเฉลี่ย ร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ในการประมวลผลข้อมูล การศึกษาใช้วิธีการผสมผสานทั้งวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูล จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดในฝูงบิน ก ในภาคกลาง และใช้แบบสอบถามที่มีโครงสร้างเจาะลึกสำหรับการ สัมภาษณ์กับผู้บังคับบัญชา 15 คน ซึ่งรวมถึงผู้บังคับบัญชาระดับสูง ระดับกลาง และระดับปฏิบัติการ เพื่อให้ได้ความเข้าใจที่ครอบคลุมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย ผลการศึกษาประจักษ์พบว่าข้าราชการส่วนใหญ่รับรู้ถึงภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในระดับสูง โดยเฉพาะในด้านการมีอิทธิพลทางอุดมการณ์ ทั้งนี้ แม้ปัจจัยส่วนบุคคล เช่น เพศ อายุ ประสบการณ์การ ทำงาน รายได้ต่อเดือน และระดับการศึกษา จะไม่มีความสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ แต่ การศึกษานี้ก็ยังพบว่าระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีความสัมพันธ์ที่เป็นบวกและมีนัยสำคัญอย่างมาก ต่อความคิดสร้างสรรค์ในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านการสร้างแรงบันดาลใจซึ่งเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุด นอกจากนี้การศึกษายังพบว่าระดับปัจจัยแรงจูงใจมีความสัมพันธ์ที่เป็นบวกและมีนัยสำคัญอย่างมากกับ ความคิดสร้างสรรค์ในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านความก้าวหน้าและความมั่นคงในงานที่เป็นปัจจัยที่มี อิทธิพลมากที่สุดกับความคิดสร้างสรรค์ การศึกษานี้มีบทบาทสาำคัญในการเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ ผลกระทบของภาวะผู้นำที่มีการเปลี่ยนแปลงและปัจจัยแรงจูงใจต่อการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ใน บริบทองค์การที่มีความเฉพาะเจาะจง ผลลัพธ์จากการวิจัยนี้เป็นแนวทางที่มีค่าในการส่งเสริมการพัฒนา ในองค์การโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ข้าราชการไทย ในการสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการภาวะผู้นำ การเปลี่ยนแปลงและแรงจูงใจที่จะช่วยยกระดับความคิดสร้างสรรค์ของข้าราชการได้อย่างมีประสิทธิภาพผลและมีประสิทธิผล
Description: วิทยานิพนธ์ (รป.ม. (รัฐประศาสนศาสตร์)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2566</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2805</guid>
      <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>Foreigner s perspective of street-level good governance in Thai public sectors international airport</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2792</link>
      <description>Title: Foreigner s perspective of street-level good governance in Thai public sectors international airport
Authors: Roongkan Nedtranon
Abstract: This study aimed to investigates foreigners' perceptions of street-level governance in the Thai public sector, to identify potential problems, and to investigates whether the existence of good governance has been perceived successfully. Foreigners were surveyed using qualitative research methods to determine the effectiveness of street-level good governance within the Thai public sector as a service provider. The process of gathering data included eighty-four participants, which consisted of twenty participants in the in-depth interview, six individuals in the group discussion, and fifty-eight participants in the online survey. The study examines the perspectives of foreigners on street-level good governance in Thai public sectors using OPDC principles of good governance.&#xD;
The research reveals that the participants in interviews, group discussions, and online surveys were concerned and mostly mentioned the need for improvements in four principles of good governance at the street level: accountability, transparency, rule of law, and equity. When foreigners encounter the public sectors (the Royal Thai&#xD;
Police and the Immigration Bureau), the public sectors are not accountable for their duties. They are biased based on race, wealth, and social status. Existence of inequity, laws and regulations can be overruled, and punishments can be avoided (ingrained in Thai culture). There is minimal enforcement, the rule of law is unwritten or ambiguous, and the abundance of laws and regulations makes it difficult to keep up with the current situation. Wealth and power were perceived as influencing the rule of law, resulting in unjust outcomes. Resolving these issues can help improve the quality of public service delivery and foster trust and confidence among Thai and foreign residents living in Thailand.
Description: Thesis (Ph.D. (Public Administration)) -- Rangsit University, 2023</description>
      <pubDate>Sun, 01 Jan 2023 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2792</guid>
      <dc:date>2023-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การประศาสน์นโยบายสาธารณะในสมัยรัชกาลที่ 6 กรณีกิจการกองเสือป่า</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2791</link>
      <description>Title: การประศาสน์นโยบายสาธารณะในสมัยรัชกาลที่ 6 กรณีกิจการกองเสือป่า
Authors: ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์
Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษากระบวนการดำเนินนโยบายกิจการกองเสือป่าในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเจ้าอยู่หัวจากมุมมองเชิงวิชาการว่าด้วยกระบวนการนโยบายสาธารณะในยุคปัจจุบัน ใช้วิธีศึกษาจากเอกสารทางประวัติศาสตร์ ซึ่งมีทั้งเอกสารชั้นต้น (ต้นฉบับ) ได้แก่พระราชนิพนธ์และบันทึกพระราชกรณียกิจรายวันของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว บันทึกของบุคคลอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในกระบวนการนโยบายกิจการกองเสือป่า และเอกสารชั้นรอง ได้แก่งานเขียนและผลงานวิชาการที่เกี่ยวข้องกับกิจการกองเสือป่า ผู้วิจัยสอบทานความถูกต้องของข้อมูลและแปลความหมายจากมุมมองของทฤษฎีและแนวคิดว่าด้วยกระบวนการนโยบายสาธารณะทางรัฐประศาสนศาสตร์ยุคปัจจุบัน&#xD;
ผลการศึกษาพบว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นผู้ริเริ่มและควบคุมกระบวนการประศาสน์นโยบายกิจการเสือป่าด้วยพระองค์เอง แตกต่างจากการดำเนินนโยบายสาธารณะด้านอื่นๆ ที่ทรงพระราชทานให้ส่วนราชการที่มีหน้าที่รับผิดชอบไปดำเนินการ ซึ่งสันนิฐานว่าน่าจะเป็นเพราะนโยบายกิจการกองเสือป่ามีจุดมุ่งหมายที่จะกล่อมเกลาบรรดาข้าราชการและพลเรือนทั่วไปให้มีจิตสำนึกรักชาติบ้านเมือง และมีความปรองดองสามัคคีกัน อีกทั้งบรรดาข้าราชการและพลเรือนในขณะนั้นมีการแบ่งพวก มุ่งแสวงหาประโยชน์ของตนเองเป็นสำคัญ การดำเนินนโยบายจึงต้องอาศัยผู้นำเชิงอุดมการณ์ที่อยู่เหนือความขัดเย้งและเป็นศูนย์กลางทั้งในเชิงอำนาจและบารมีมาทำหน้าที่เป็นผู้ประศาสน์นโยบาย โดยการดำเนินนโยบายกิจการกองเสือป่านานถึง 14 ปี มีปัญหาอุปสรรคในการดำเนินนโยบายตามสถานการณ์แวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป อาทิ กองเสือป่าในช่วงเริ่มต้นเป็นกิจการอาสาสมัคร มีการจัดองค์กรเป็นแนวราบและมีขนาดกระทัดรัด เมื่อกิจการเสือป่าขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็วก็มีการจัดโครงสร้างและวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นระบบราชการมากขึ้น มีการจัดชั้น ยศตำแหน่ง และมีระบบการสั่งการแบบรวมศูนย์มากขึ้น การดำเนินนโยบายกิจการกองเสือป่าจึงไม่ได้ราบรื่นโดยตลอด และจากสถานการณ์ต่างๆ อาทิ สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แรงต้านจากภายในระบบราชการเองเป็นต้น ในมุมมองทฤษฎีนโยบายสาธารณะในปัจจุบัน พบว่านโยบายกองเสือป่ามีจุดมุ่งหมายกล่อมเกลาและสร้างอุดมการณ์ให้คนไทยรักชาติ ซึ่งมีความเป็นนามธรรมสูง ยากที่จะออกแบบนโยบายให้มีความสมบูรณ์ได้ตั้งแต่เริ่มต้น ดังนั้น ผู้ริเริ่มนโยบายจึงเลือกใช้วิธีการ “ทดลอง” ใช้กลยุทธ์จากประสบการณ์ คือการนำวิธีการฝึกเยี่ยงทหารมาใช้เป็นอุบายในการกล่อมเกลาให้คนมีความสามัคคีกลมเกลียว แต่ไม่ได้มีการประเมินผลการทดลอง และ ไม่มีโอกาสได้เรียนรู้และปรับตัว ส่งผลให้ผู้เข้าร่วมเกิดความเบื่อหน่ายและเกิดการต่อต้านขึ้นจากภายในระบบชราชการ นับเป็นจุดอ่อนที่สำคัญของการดำเนินนโยบายสาธารณะ
Description: ดุษฎีนิพนธ์ (ปร.ด. (รัฐประศาสนศาสตร์ )) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2566</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2791</guid>
      <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

