<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/199</link>
    <description />
    <pubDate>Thu, 13 Aug 2026 16:40:20 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-08-13T16:40:20Z</dc:date>
    <item>
      <title>การจัดการปกครองแบบร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านสังคมของประชาชนอำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3337</link>
      <description>Title: การจัดการปกครองแบบร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านสังคมของประชาชนอำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี
Authors: วิรัตน์ พุ่มพวง
Abstract: ดุษฎีนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์การจัดการปกครองแบบร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านสังคมของประชาชนอำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี (2) ศึกษาปัญหาอุปสรรคการจัดการปกครองแบบร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านสังคมของประชาชนอำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี และ (3) เสนอแนวทางในการพัฒนาการจัดการปกครองแบบร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านสังคมของประชาชนอำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารทางวิชาการ และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ รวมทั้งตัวแทนจากภาคประชาชน รวมทั้งสิ้น 55 คน แบบเจาะจงเฉพาะ โดยวิเคราะห์ข้อมูลผ่านกรอบแนวคิดด้านการจัดการปกครองแบบร่วมคิดร่วมทำ และทฤษฎีเครือข่ายความร่วมมือ ด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงพรรณนาเชิงวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า (1) การดำเนินงานด้านคุณภาพชีวิตของประชาชนในอำเภอบางกรวยอยู่ภายใต้กรอบระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับพื้นที่ พ.ศ. 2561 โดยนายอำเภอได้แสดงบทบาทผู้นำเชิงประสาน โดยใช้อำนาจตามกฎหมายควบคู่กับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผ่านกลไกการกำหนดเป้าหมายร่วมกัน การบูรณาการทรัพยากร และการเชื่อมโยงบทบาทของหน่วยงานต่าง ๆ บนฐานความสัมพันธ์เชิงระนาบ อันนำไปสู่การจัดการที่ยืดหยุ่นและตอบสนองต่อความต้องการของชุมชน (2) ปัญหาสำคัญที่พบ คือ คณะกรรมการบางส่วนยังขาดความเข้าใจในหลักคิดสำคัญของกระบวนการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านสังคม โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมที่ควรยึดเป้าหมายความสุขของประชาชนเป็นศูนย์กลาง และส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของประชาชนในกระบวนการกำหนดปัญหาและวางแผนร่วมกัน (3) แนวทางการพัฒนา จึงควรเพิ่มศักยภาพคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตอำเภอให้เข้าใจกลไกการดำเนินงาน เพื่อร่วมกันกำหนดบทบาทหน้าที่ อาศัยเครือข่ายประชาชนในการให้ข้อมูลสุขภาพที่แท้จริง ร่วมกันค้นหาสาเหตุของปัญหา แนวทางการแก้ไข และการติดตามงาน เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืน
Description: ดุษฎีนิพนธ์ (ปร.ด.(รัฐประศาสนศาสตร์)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</description>
      <pubDate>Fri, 01 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3337</guid>
      <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การบริหารปกครองแบบเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์เขมรจังหวัดสระแก้ว</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3336</link>
      <description>Title: การบริหารปกครองแบบเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์เขมรจังหวัดสระแก้ว
Authors: วุฒิวัฒน์ อนันต์พุฒิเมธ
Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์บริบทการบริหารปกครองแบบเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์เขมรจังหวัดสระแก้ว (2) วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคการบริหารปกครองแบบเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์เขมรจังหวัดสระแก้ว และ (3) เสนอแนวทางในการพัฒนาการบริหารปกครองแบบเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์เขมรจังหวัดสระแก้ว การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการวิเคราะห์โดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 32 คน ประกอบไปด้วย ผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์เขมรในจังหวัดสระแก้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านชาติพันธุ์ ภาครัฐ และภาคเอกชน ผลการวิจัยพบว่า (1) การบริหารปกครองแบบเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์เขมรจังหวัดสระแก้วที่ผ่านมา มีรัฐเป็นศูนย์กลางและเป็นผู้แสดงบทบาทหลักในการพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์เขมรจังหวัดสระแก้ว และมีลักษณะการบริหารปกครองแบบเครือข่ายลักษณะหลวมหรือไม่เป็นทางการ (2) ปัญหาและอุปสรรคการบริหารปกครองแบบเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์เขมรจังหวัดสระแก้วที่สำคัญ คือ มีการกระจายตัวมากกว่าการกระจุกตัว ทำให้ขาดการรวมกลุ่มที่เข้มแข็ง การบริหารปกครองจึงยากลำบากต่อการบริหาร และ (3) แนวทางในการพัฒนาการบริหารปกครองแบบเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์เขมรจังหวัดสระแก้ว ทิศทางที่เหมาะสมควรเป็นไปในลักษณะการสร้างความสัมพันธ์เครือข่ายแบบแน่นแฟ้นหรือเป็นทางการ โดยมีการรวมตัวกันจัดตั้งเป็น “สมาคม” เพื่อให้มีความอิสระ อำนาจต่อรอง และความสามารถในการดำเนินการระดมทรัพยากรเพื่อดำเนินโครงการของตนเองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งนี้ ลักษณะการดำเนินงานของสมาคมควรให้ความสำคัญต่อการบริหารจัดการแบบผสานความร่วมมือ โดยใช้วัฒนธรรมชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์เขมรเป็นฐาน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในอนาคต
Description: ดุษฎีนิพนธ์ (ปร.ด.(รัฐประศาสนศาสตร์)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</description>
      <pubDate>Fri, 01 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3336</guid>
      <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การบริหารภาครัฐแบบมีส่วนร่วมเพื่อการเสริมพลังอำนาจพลเมือง : กรณีศึกษาเทศบาลเมืองทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3335</link>
      <description>Title: การบริหารภาครัฐแบบมีส่วนร่วมเพื่อการเสริมพลังอำนาจพลเมือง : กรณีศึกษาเทศบาลเมืองทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช
Authors: พระมหาจรูญศักดิ์ ชูยงค์
Abstract: ดุษฎีนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์รูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่มุ่งเสริมพลังอำนาจพลเมือง โดยใช้กรณีศึกษาเทศบาลเมืองทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ผ่านกรอบแนวคิด “การบริหารภาครัฐแบบมีส่วนร่วมเชิงเสริมพลังอำนาจพลเมือง” (CEPG) ซึ่งผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเพื่ออธิบายความสัมพันธ์เชิงพลวัตระหว่างโครงสร้างการมีส่วนร่วม (PS) กลไกเสริมพลัง (EM) พลังเสียงพลเมือง (CV) พลวัตเชิงอำนาจ (PD) และกลไกความรับผิดชอบร่วม (AM) ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบกรณีศึกษา เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ทั้งจากภาคเทศบาลและภาคประชาชน จำนวน 35 คน การสังเกต และการวิเคราะห์เอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีอุปนัยเชิงเนื้อหาผลการศึกษาพบว่า (1) โครงสร้างการมีส่วนร่วม (PS) และกลไกเสริมพลัง (EM) ที่ยืดหยุ่น ส่งเสริมให้พลังเสียงพลเมือง (CV) เป็นเสียงที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง (2) พลวัตเชิงอำนาจ (PD) ในเทศบาลเมืองทุ่งสง แม้ยังคงมีอำนาจซ่อนเร้นและฝังลึก แต่กลไกความรับผิดชอบร่วม (AM) ได้เริ่มท้าทายอำนาจที่ไม่สมดุล และหนุนเสริมวัฒนธรรมการตรวจสอบแบบสร้างสรรค์ (3) แบบจำลอง CEPG ที่พัฒนาขึ้น แสดงความสัมพันธ์เชิงพลวัตแบบป้อนกลับระหว่าง PS, EM, CV, PD และ AM ซึ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ “การเสริมพลังอำนาจพลเมืองอย่างมีความหมาย” โดยประชาชนมีบทบาทเป็น “ผู้ร่วมบริหารปกครอง” และ “ผู้ร่วมสร้าง” นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้นำท้องถิ่นแบบเอื้ออำนวย และทุนวัฒนธรรมในพื้นที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างเครือข่ายการบริหารแนวราบที่ไม่เป็นทางการ งานวิจัยนี้มีคุณูปการทั้งทางทฤษฎีและเชิงนโยบาย โดยเสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมนโยบายร่วมระหว่างเทศบาลและประชาชน การส่งเสริมงบประมาณภาคประชาชน และการปรับปรุงกฎหมายให้รองรับสิทธิการมีส่วนร่วมเชิงโครงสร้าง เพื่อยกระดับการมีส่วนร่วมสู่การเสริมพลังพลเมืองอย่างยั่งยืน
Description: ดุษฎีนิพนธ์ (ปร.ด.(รัฐประศาสนศาสตร์)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</description>
      <pubDate>Fri, 01 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3335</guid>
      <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การเข้าสู่วาระนโยบายสาธารณะและแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองเก่ามีชีวิต</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3334</link>
      <description>Title: การเข้าสู่วาระนโยบายสาธารณะและแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองเก่ามีชีวิต
Authors: จรูญ แดนนาเลิศ
Abstract: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทองค์การภาครัฐในการผลักดันวาระนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองเก่าที่มีชีวิต เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่เป็นแรงผลักในกระบวนการผลักดันวาระนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองเก่าที่มีชีวิต และเพื่อเสนอแนวทางการขับเคลื่อนการผลักดันวาระนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองเก่าที่มีชีวิต การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ศึกษาจากเอกสาร หนังสือ ตำรา และงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง โดยสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลจากภาครัฐและภาคประชาสังคมในพื้นที่ และสนทนากลุ่ม รวมทั้งสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ประชาชน ผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่รัฐ และภาคเอกชน โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และการวิเคราะห์เชิงพรรณนา สรุปผลการศึกษาพบว่า 1) หน่วยงานภาครัฐในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคมีบทบาทสำคัญในเชิงการกำหนดนโยบายและแนวทางการวางแผนตามแนวคิดจากบนลงล่าง ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาสังคมมีบทบาทสำคัญในการรวบรวมความต้องการ สร้างความตระหนักรู้ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมในเชิงพื้นที่ 2) ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันวาระนโยบายคือกระบวนการมีส่วนร่วมในการวางแผนแบบปรึกษาหารือ โดยการจัดเวทีสาธารณะเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ชุมชน และผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยสร้างแรงผลักในกระแสวาระนโยบาย 3) แนวทางการขับเคลื่อนนโยบายควรเน้นการขับเคลื่อนด้วยการสร้างบทบาทผู้นำร่วมและผู้ประสานนโยบาย โดยการจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนเมืองเก่าระดับจังหวัดในลักษณะพหุภาคี จัดตั้งศูนย์ข้อมูลเมืองเก่าเพื่อการตัดสินใจเชิงหลักฐาน และสร้างแผนบูรณาการร่วมระหว่างท้องถิ่นและส่วนกลาง เพื่อสนับสนุนการกำหนดวาระนโยบายจากล่างขึ้นบน
Description: ดุษฎีนิพนธ์ (ปร.ด.(รัฐประศาสนศาสตร์)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</description>
      <pubDate>Fri, 01 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3334</guid>
      <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

