<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Community:</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/203</link>
    <description />
    <pubDate>Sun, 19 Apr 2026 08:09:44 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-04-19T08:09:44Z</dc:date>
    <item>
      <title>การศึกษาแนวทางการป้องกันการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมไซเบอร์กรณีการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3318</link>
      <description>Title: การศึกษาแนวทางการป้องกันการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมไซเบอร์กรณีการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์
Authors: ธนโชติ นาคะโฆษิตสกุล
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) รูปแบบของการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมไซเบอร์กรณีการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ (2) ปัจจัยที่ทำให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมไซเบอร์กรณีการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ และ (3) แนวทางป้องกันการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมไซเบอร์กรณีการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างกับผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 20 ราย ประกอบด้วยผู้เสียหายจากการหลอกลวงซื้อขายสินค้าออนไลน์จำนวน 15 ราย และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศจำนวน 5 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบของการตกเป็นเหยื่อสามารถจำแนกได้เป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ การซื้อสินค้าแล้วไม่ได้รับสินค้า และการได้รับสินค้าที่ไม่ตรงตามที่โฆษณา ปัจจัยที่ทำให้ตกเป็นเหยื่อ ได้แก่ การขาดทักษะในการรู้เท่าทันกลโกงและตรวจสอบข้อมูล การตัดสินใจซื้อสินค้าด้วยความเร่งรีบ ความคุ้นชินกับการซื้อขายสินค้าออนไลน์ ความซับซ้อนของกลวิธีที่ผู้กระทำผิดใช้ในการหลอกลวง และข้อจำกัดด้านการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด เช่น ความล่าช้าและภาระค่าใช้จ่ายในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แนวทางป้องกันการตกเป็นเหยื่อ ได้แก่ การส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันภัยดิจิทัลแก่ประชาชน การพัฒนาระบบการซื้อขายสินค้าออนไลน์ที่ปลอดภัย การกำหนดมาตรฐานการยืนยันตัวตนในการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ และการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมให้เข้าถึงง่ายและไม่ก่อภาระเกินสมควร การศึกษาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการวิเคราะห์พฤติกรรมของเหยื่อในเชิงอาชญาวิทยา (Victimology) และโครงสร้างของสังคมออนไลน์ที่เอื้อต่อการกระทำความผิด ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการกำหนดนโยบายสาธารณะและมาตรการป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์อย่างเป็นระบบและยั่งยืน
Description: วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม. (อาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</description>
      <pubDate>Fri, 01 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3318</guid>
      <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัจจัยในการกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศของผู้ต้องขังสูงอายุ : กรณีศึกษาผู้ต้องขังชายในเรือนจำจังหวัดเพชรบูรณ์</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3317</link>
      <description>Title: ปัจจัยในการกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศของผู้ต้องขังสูงอายุ : กรณีศึกษาผู้ต้องขังชายในเรือนจำจังหวัดเพชรบูรณ์
Authors: ภูวารี หรสาตร์
Abstract: การศึกษาวิจัยเรื่อง “ปัจจัยในการกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศของผู้ต้องขังสูงอายุ: กรณีศึกษาผู้ต้องขังชายในเรือนจำจังหวัดเพชรบูรณ์” เป็นการศึกษาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสาเหตุในการกระทำผิดทางเพศของผู้ต้องขังสูงอายุ (2) ศึกษารูปแบบ/พฤติกรรมในการกระทำผิดทางเพศของผู้ต้องขังสูงอายุ และ (3) ศึกษาข้อเสนอแนะแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกระทำผิดเกี่ยวกับเพศของผู้ต้องขังสูงอายุ การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ซึ่งเป็นผู้ต้องขังชายสูงอายุในเรือนจำจังหวัดเพชรบูรณ์ที่กระทำความผิดเกี่ยวกับเพศ และถูกศาลพิพากษาจำคุกถึงที่สุดแล้ว จำนวน 10 ราย ผลการศึกษาพบว่า สาเหตุหรือแรงจูงใจในการกระทำผิดทางเพศของผู้ต้องขังสูงอายุ เกิดจากความใกล้ชิดระหว่างผู้ต้องขังกับเหยื่อมากที่สุด ประกอบกับผู้ต้องขังได้ดื่มสุราก่อนที่จะลงมือกระทำความผิด ผู้ต้องขังสูงอายุส่วนใหญ่มีบุคลิกภาพเก็บกด ชอบอยู่คนเดียว สำหรับรูปแบบพฤติกรรมการกระทำความผิดทางเพศของผู้ต้องขังสูงอายุชาย พบว่าช่วงเวลาที่เกิดเหตุเกิดขึ้นทั้งกลางวันและกลางคืน ในบริเวณที่เปลี่ยวและลับตาคน ส่วนใหญ่เกิดเหตุในขณะที่เหยื่ออยู่ตามลำพัง และผู้กระทำมีโอกาสใกล้ชิดเหยื่อ การเกิดเหตุมี 2 ลักษณะ คือ เกิดเหตุโดยบังเอิญ และจากการเตรียมการของผู้ต้องขัง โดยมีการใช้เงินและสิ่งของในการล่อลวง ข้อเสนอแนะแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหา ได้แก่ ไม่ให้ผู้สูงอายุชายอยู่ใกล้เด็กและสตรีที่เป็นผู้พิการทางสติปัญญาเพื่อป้องกันอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้น ไม่ควรข้องเกี่ยวกับยาเสพติดและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากการดื่มสุราส่งผลต่อการควบคุมตนเอง อีกทั้งควรมีการเพิ่มมาตรการทางกฎหมายเพื่อลงโทษผู้กระทำผิดทางเพศให้รุนแรงขึ้น สร้างความเข้มแข็งภายในสถาบันครอบครัว ส่งเสริมบทบาทของสถาบันศาสนา และให้ความรู้ด้านการป้องกันตนเองจากอาชญากรรมทางเพศแก่เด็กและเยาวชน
Description: วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม. (อาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</description>
      <pubDate>Fri, 01 Jan 2568 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3317</guid>
      <dc:date>2568-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัญหาและอุปสรรคในการบังคับใช้กฎหมายจราจรเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนน : กรณีศึกษาพื้นที่รับผิดชอบสถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3316</link>
      <description>Title: ปัญหาและอุปสรรคในการบังคับใช้กฎหมายจราจรเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนน : กรณีศึกษาพื้นที่รับผิดชอบสถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง
Authors: สุฤทธิ์ หลวงวงศ์
Abstract: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหา อุปสรรค และแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง เพื่อให้ได้ข้อเสนอแนะในการบังคับใช้กฎหมายจราจรเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนน กรณีศึกษาเขตพื้นที่รับผิดชอบสถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการศึกษาค้นคว้าเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 12 คน โดยเลือกแบบเจาะจงผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบไปด้วย ผู้กำหนดนโยบายด้านการบังคับใช้กฎหมายจราจร ผู้ปฏิบัติงาน อาสาสมัครภาคประชาชน ภาคีภาคประชาชน และนักวิชาการด้านการศึกษางานจราจร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ปัญหา อุปสรรคของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง คือ ปัจจัยเกี่ยวกับตัวบทกฎหมายและบทลงโทษกฎหมายจราจร การบูรณาการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พฤติกรรมของผู้ใช้รถใช้ถนน นโยบายภาครัฐ และงบประมาณ ดังนั้น เพื่อเป็นการพัฒนาประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง ควรกำหนดให้การแก้ไขปัญหาการฝ่าฝืนกฎหมายจราจรเป็นนโยบายแห่งชาติ มีการปรับบทลงโทษและอัตราโทษของกฎหมายจราจรให้สูงขึ้น มีกลไกในการตรวจสอบการกระทำผิดกฎหมายจราจรของผู้ขับขี่ ใช้เทคโนโลยีกล้องต่าง ๆ เพื่อลดปัญหาเรื่องการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ และให้ความรู้เรื่องกฎหมายจราจรกับประชาชนตั้งแต่เด็ก สำหรับข้อเสนอแนะในการวิจัย ควรให้สิทธิอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายจราจรแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรอย่างชัดเจน มีนโยบายที่ชัดเจน และส่งเสริมความรู้และเทคโนโลยีในการปฏิบัติงาน
Description: วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม. (อาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3316</guid>
      <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>นักศึกษากับการตกเป็นเหยื่อจากการถูกกลั่นแกล้งบนแอปพลิเคชันทวิตเตอร์</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3315</link>
      <description>Title: นักศึกษากับการตกเป็นเหยื่อจากการถูกกลั่นแกล้งบนแอปพลิเคชันทวิตเตอร์
Authors: นิธิวรรณ ศรีวิเชียร
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบ สาเหตุ ผลกระทบ และแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาในกรณีของนักศึกษาที่ตกเป็นเหยื่อจากการถูกกลั่นแกล้งบนแอปพลิเคชันทวิตเตอร์ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยกระบวนการศึกษาจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง และสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 13 ราย ได้แก่ (1) นักศึกษาที่มีประสบการณ์ในการตกเป็นเหยื่อจากการถูกกลั่นแกล้งบนแอปพลิเคชันทวิตเตอร์ จำนวน 10 ราย (2) นักจิตวิทยาที่มีประสบการณ์และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการให้คำปรึกษา จำนวน 1 ท่าน และ (3) ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความรุนแรงในเด็กและเยาวชน จำนวน 2 ท่าน รวมทั้งสิ้น 13 ราย ทั้งนี้ศึกษาเฉพาะนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร  ผลการวิจัยพบว่ารูปแบบการกลั่นแกล้งกันบนแอปพลิเคชันทวิตเตอร์ของนักศึกษามหาวิทยาลัย ได้แก่ การโจมตีด้วยคำพูด การคุกคามทางเพศแบบออนไลน์ การแอบอ้างตัวตนเป็นบุคคลอื่น และการนำความลับของบุคคลอื่นมาเปิดเผย โดยสาเหตุที่นักศึกษาตกเป็นเหยื่อจากการถูกกลั่นแกล้งบนแอปพลิเคชันทวิตเตอร์ ได้แก่ การขาดความรู้ในเรื่องการกลั่นแกล้งกันบนพื้นที่ออนไลน์หรือโลกไซเบอร์ การมีปัญหาขัดแย้งกันมาก่อนในชีวิตจริง การมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน และแอปพลิเคชันทวิตเตอร์ขาดความปลอดภัย ผลกระทบที่นักศึกษาได้รับจากการตกเป็นเหยื่อจากการถูกกลั่นแกล้งบนแอปพลิเคชันทวิตเตอร์ ได้แก่ ผลกระทบต่อความเป็นส่วนตัว ผลกระทบทางอารมณ์ และผลกระทบต่อสภาพจิตใจ เช่น การตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า และแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาให้กับนักศึกษาที่ตกเป็นเหยื่อจากการถูกกลั่นแกล้งบนแอปพลิเคชันทวิตเตอร์ แบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ (1) สำหรับสถานศึกษา (2) สำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านกฎหมายหรือผู้บังคับใช้กฎหมาย (3) สำหรับสังคม/ชุมชน และ (4) สำหรับสถาบันครอบครัวและตนเอง
Description: วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม. (อาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม)) -- มหาวิทยาลัยรังสิต, 2567</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3315</guid>
      <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

