<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Collection:</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/206</link>
    <description />
    <pubDate>Fri, 10 Apr 2026 12:49:26 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-04-10T12:49:26Z</dc:date>
    <item>
      <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย อาชญากรรมสิ่งแวดล้อม : การศึกษาแนวทางป้องกันการลักลอบนำเข้าขยะพลาสติกในประเทศไทย</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3025</link>
      <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย อาชญากรรมสิ่งแวดล้อม : การศึกษาแนวทางป้องกันการลักลอบนำเข้าขยะพลาสติกในประเทศไทย
Authors: พรรษพร สุวรรณากาศ; รัชติพรรณ ปิติวรารมย์; นิชาภา พุ่มจิตร
Abstract: อาชญากรรมสิ่งแวดล้อม: การศึกษาแนวทางป้องกันการลักลอบนำเข้าขยะพลาสติกในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบถึงสภาพปัญหาและผลกระทบจากการก่ออาชญากรรมสิ่งแวดล้อม กรณีการลักลอบนำเข้าขยะพลาสติก รูปแบบอาชญากรรม และเพื่อเสนอแนวทางป้องกันอาชญากรรม การวิจัยครั้งนี้ได้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เก็บข้อมูลจากเอกสารหรืองานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (documentary research) และการสัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth interview) ผู้ทรงคุณวุฒิ (expert opinion) จำนวน 16 คน ได้แก่ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจากกรมศุลกากร สำนักงาานตารวจแห่งชาติ กรมควบคุมมลพิษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ผู้พิพากษา พนักงานอัยการ และตัวแทนจากภาคประชาสังคม อย่างละ 2 คน ผลการศึกษาพบว่า อาชญากรรมสิ่งแวดล้อมกรณีลักลอบนำเข้าขยะพลาสติก มีผลกระทบคือ ผลกระทบด้านมลพิษขยะพลาสติกและเศษพลาสติกปนเปื้อน มลพิษทางน้ำ ดิน และอากาศ ผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและความหลากหลายทางชีวภาพ ผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ ผลกระทบต่อความเป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมาย ประกอบด้วย สภาพปัญหาการตรวจสอบวัสดุที่นำเข้ามาในประเทศ การตรวจสอบทางกายภาพ การตรวจสอบการจัดตั้งกิจการโรงงานอุตสาหกรรม การกำกับดูแลอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตปลอดอากรและพื้นที่ทั่วไป รวมถึงประเด็นสภาพปัญหาความสมดุลของโทษในการข่มขู่ยับยั้งการกระทาผิด และโครงสร้างหน่วยงานในระบบงานยุติธรรมต่อการดำเนินคดีกับอาชญากรรมสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้รูปแบบการกระทำผิด คือ การฉ้อฉลทางเอกสารโดยการสำแดงเท็จ ประเทศต้นทางบรรทุกจากเกือบทุกภูมิภาคทั่วโลกโดยเฉพาะจากประเทศพัฒนาแล้ว การกระทำผิดโดยเป็นโรงงานที่ปฏิบัติฝ่าฝืนเงื่อนไขการอนุญาตของกรมโรงงานอุตสาหกรรม และโรงงานที่จัดตั้งโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานและใบอนุญาตครอบครองวัตถุอันตราย ลักษณะตัวการผู้กระทำผิด และผู้ร่วมกระทำผิดส่วนใหญ่เป็นนายทุนต่างชาติและกลุ่มผู้มีอิทธิพลชาวไทย มีลักษณะว่าจ้างคนไทยถือหุ้นตามเงื่อนไขการประกอบกิจการ แนวทางป้องกันอาชญากรรมคือ การบูรณาการการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมลักษณะเครือข่ายในประเทศและระหว่างประเทศ การสนับสนุนการตระหนักรู้ของประชาชนและการมีส่วนร่วมในการป้องกันอาชญากรรมสิ่งแวดล้อม การตรวจสอบกำชับความโปร่งใสการทำงานของผู้บังคับใช้กฎหมาย รวมถึงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมกับการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชน</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3025</guid>
      <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การพัฒนาการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรม กับผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3024</link>
      <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การพัฒนาการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรม กับผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง
Authors: อารณีย์ วิวัฒนาภรณ์; นวภัทร ณรงค์ศักดิ์
Abstract: งานวิจัยเรื่อง “การพัฒนาการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรม กับผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงสภาพปัญหาการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรม กับผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง และเพื่อพัฒนาแนวทางการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมกับผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงใหNมีประสิทธิภาพ จากการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสาร&#xD;
(Documentary Research) การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เคยเข้าระงับเหตุหรือดำเนินคดีกับผู้ป่วยจิตเวชที่ก่อคดีความรุนแรง ผู้พิพากษา จิตแพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยา และนักสังคมสงเคราะห์ จำนวน 18 ราย และการประชุมกล่มย่อย (Focus Group) จากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เคยเข้าระงับเหตุหรือดำเนินคดีกับผู้ป่วยจิตเวชที่ก่อคดีความรุนแรง จิตแพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยา จำนวน 6 รายผลการศึกษาพบว่า สภาพปัญหาการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมกับผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง มีดังนี้ (1) ปัญหาด้านกำลังคน (Man) ได้แก่ จำนวนเจ้าหน้าที่ของราชทัณฑ์และเจ้าหน้าที่ตำรวจมีไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน จำนวนบุคลากรทางด้านการแพทย์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมีไม่เพียงพอ ภาระงานที่มากล้นของบุคลากรทางการแพทยื ข้อจำกัดเรื่องการอบรมของบุคลากรทางการแพทย์ญาติและคนในสังคมมีความรู้ความเข้าใจค่อนข้างน้อยเกี่ยวกับคนไข้จิตเวช และความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับผู้ป่วยจิตเวชของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม (2) ปัญหาด้านเงิน (Money) ได้แก้ งบประมาณขาดแคลน(3) ปัญหาด้านวัสดุ (Material) ได้แ่ อัตราการครองเตียงผู้ป่วยในไม่เพียงพอต่อความต้องการของคนไข้โรงพยาบาลจิตเวชในประเทศไทยมีจำนวนน้อย รถพยาบาล/ วัสดุอุปกรณ์มีจำนวนจำกัด และขาดแคลนยานพาหนะ หรือขาดแคลนอุปกรณืที่ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ (4) ปัญหาการบริหารจัดการ (Management) ได้แก่หลาย ๆ ขั้นตอนในการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมกับผู้ป่วยจิตเวชใช้ระยะเวลาที่ยาวนาน ระยะเวลาที่ใช้ในการบำบัดรักษาค่อนข้างยาวนาน การบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมีข้อจำกัดอยู่ เรื่องระบบการส่งต่อและการติดตามคนไข้จิตเวชมีปัญหา การไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยเฉพาะ กฎหมายที่ไม่เอื้อต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ไม่มีการเชื่อมโยงด้านข้อมูล และไม่มีแพลตฟอร์มเดียวกันที่ใช้ในการเก็บข้อมูลผู้ป่วยจิตเวชสำหรับการพัฒนาแนวทางการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมกับผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต้อการก่อความรุนแรงให้มีประสิทธิภาพ มีดังนี้ 1.เพิ่มจำนวนบุคลากรทางการแพทย์และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ได่แก่จิตแพทย์ พยาบาลจิตเวช พยาบาลนิติจิตเวช นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ บุคลากรในกระบวนการยุติธรรม 2.สร้างองค์ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับคนไข้จิตเวชให้คนในสังคม ชุมชน และญาติ ในการดูแลรักษาผู้ป่วยจิตเวช 3.ส่งเสริมการอบรมให้ความรู้แก่บุคลากรที่ต้องดำเนินงานกับผู้ป่วยจิตเวชในการปฏิบัติงานอย่างทั่วถึง ควรเพิ่มจำนวนบุคลากรเหล่านี้ให้มีจำนวนที่เพิ่มมากขึ้น 4.บูรณาการการทำงานหรือสร้างเครือข่ายความร่วมมือกันกับหน่วยงานภายนอกทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชน 5.จัดตั้งหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบโดยเฉพาะ เพื่อให้การดำเนินการบำบัดรักษาหรือการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมกับผู้ป่วยจิตเวชมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น&#xD;
6. ลดขั้นตอนหรือกระบวนการในการดำเนินการกับผู้ป่วยจิตเวช 7.จัดสรรเตียงจิตเวชให้เพียงพอต่อความต้องการ 8. จัดสรรงบประมาณให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มมากขึ้น</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3024</guid>
      <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ชุมชนปลอดภัยกับการประยุกต์ใช้แนวคิดผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจในประเทศไทย เปรียบเทียบประเทศสหราชอาณาจักร</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3023</link>
      <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย ชุมชนปลอดภัยกับการประยุกต์ใช้แนวคิดผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจในประเทศไทย เปรียบเทียบประเทศสหราชอาณาจักร
Authors: กฤษณพงค์ พูตระกูล; อารณีย์ วิวัฒนาภรณ์
Abstract: การศึกษาวิจัยเรื่องชุมชนปลอดภัยกับการประยุกต์ใช้แนวคิดผู้ช่วยเจ้าพนักงานตารวจในประเทศไทยเปรียบเทียบประเทศสหราชอาณาจักรมีวัตถุประสงค์หลักที่สาคัญ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหา อุปสรรค การดูแลความปลอดภัยของชุมชนโดยอาสาสมัครผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจในประเทศไทยเปรียบเทียบกับประเทศ สหราชอาณาจักร 2) เพื่อให้ได้ข้อเสนอแนะในการดูแลความปลอดภัยของชุมชนโดยอาสาสมัครผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจในประเทศไทยเปรียบเทียบกับประเทศสหราชอาณาจักร 3) เพื่อพัฒนาชุมชนต้นแบบในการจัดการความปลอดภัยในประเทศไทย&#xD;
การศึกษาวิจัยเรื่องนี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ ได้ออกแบบให้มีการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสาคัญโดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติจากหน่วยงานต่างๆ ในประเทศไทยและประเทศสหราชอาณาจักร ในประเทศไทย ได้แก่ ผู้บริหารของสานักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย นักวิชาการ ภาคประชาสังคม ผู้นำชุมชน และตัวแทนจากสมาชิกในชุมชน เป็นต้น ในประเทศสหราชอาณาจักร ได้มีการเก็บข้อมูลใน 3 พื้นที่ ได้แก่ เกาะเจอร์ซี่ (Jersey) เมืองดันดี (Dundee) และที่เมืองครัมเบีย (Cumbria) โดยที่เกาะเจอร์ซี่มีการเก็บข้อมูลจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าตำรวจอัยการสูงสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับปฏิบัติการ อาสาสมัครตำรวจทั้งในระดับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติ สมาชิกในชุมชน ที่เมืองครัมเบีย มีการเก็บข้อมูลจากหัวหน้าตำรวจเมืองครัมเบีย หัวหน้าสถานีตำรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับปฏิบัติการ ผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจ สมาชิกในชุมชน และสัมภาษณ์เชิงลึกนักวิชาการด้านงานตำรวจ จากมหาวิทยาลัยดันดี ได้จัดให้มีการสนทนากลุ่มในประเทศไทยจำนวน 1 ครั้ง โดยการเชิญผู้ให้ข้อมูลสำคัญ และตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ ในประเทศไทยเข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะเพื่อให้สอดคล้องและตรงตามวัตถุประสงค์การศึกษาวิจัย&#xD;
จากผลการศึกษาวิจัย พบว่า 1) นโยบายการดูแลความปลอดภัยของชุมชนในปัจจุบันเป็นลักษณะสั่งการจากบนลงล่างแต่เพียงอย่างเดียว สมาชิกในชุมชนมีส่วนร่วมน้อยมากในขณะที่ประเทศสหราชอาณาจักรให้ความสำคัญกับสมาชิกในชุมชนในการร่วมกันดูแลความปลอดภัยของชุมชน 2) แนวคิดผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจในประเทศไทยในการดูแลความปลอดภัยของชุมชน ยังไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะซึ่งแตกต่างกับประเทศ สหราชอาณาจักรที่กำหนดไว้ชัดเจน 3) การมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลความปลอดภัย มีการกำหนดไว้ในยุทธศาสตร์สานักงานตารวจแห่งชาติแต่โดยโครงสร้างของระบบราชการ ไม่เอื้อต่อการเข้ามามีส่วนร่วมของสมาชิกในชุมชน ในขณะที่ประเทศสหราชอาณาจักรได้ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมทั้งในด้านนโยบายการป้องกัน แก้ไขปัญหาอาชญากรรม การรับเรื่องร้องเรียน และการตรวจสอบการทำงานของตารวจ 4) การฝึกอบรมสมาชิกในชุมชนเพื่อดูแลความปลอดภัย ในประเทศไทยมีการกาหนดไว้ในระเบียบของสำนักงานตารวจแห่งชาติแต่ในทาง&#xD;
ปฏิบัติยังไม่ค่อยมีการฝึกอบรม ติดตาม ประเมินผลอย่างเป็นระบบเนื่องจากปัญหาการขาดแคลนงบประมาณ และกำลังคนในระดับพื้นที่ ขณะที่ในชุมชนของประเทศสหราชอาณาจักรมีกฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนให้สมาชิก ในชุมชนมาทำหน้าที่เป็นตารวจทั้งในรูปแบบที่ได้รับค่าตอบแทนและไม่มีค่าตอบแทน มีการกำหนดระยะเวลา ในการฝึกอบรม การติดตาม ประเมินผลที่ชัดเจน&#xD;
ข้อเสนอแนะในการดูแลความปลอดภัยของชุมชนโดยอาสาสมัครผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจ ในประเทศไทยเปรียบเทียบกับประเทศสหราชอาณาจักร 1) นโยบายการดูแลความปลอดภัยในชุมชนของประเทศไทยจาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับเปลี่ยนทั้งในเชิงโครงสร้างและรูปแบบการบริการงานที่เน้นการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ 2) จำเป็นที่จะต้องออกกฎหมายเกี่ยวกับพลเรือนที่ทำหน้าที่ผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจในระดับชุมชนโดยกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนทั้งการคัดเลือก การฝึกอบรม การติดตามประเมินผลการทางาน 3) การมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลความปลอดภัย ควรปรับประยุกต์ใช้แนวคิดที่ประสบความสำเร็จ เช่น ตำรวจผู้รับใช้ชุมชน และการเฝ้าระวังอาชญากรรมโดยชุมชน เป็นต้น</description>
      <pubDate>Tue, 01 Jan 2565 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3023</guid>
      <dc:date>2565-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย เสียงสะท้อนจากนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิตและชุมชนเมืองเอกต่อมาตรการ ควบคุมสถานบริการในบริเวณรอบมหาวิทยาลัยรังสิต</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2418</link>
      <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย เสียงสะท้อนจากนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิตและชุมชนเมืองเอกต่อมาตรการ ควบคุมสถานบริการในบริเวณรอบมหาวิทยาลัยรังสิต
Authors: จอมเดช ตรีเมฆ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อสำรวจเสียงสะท้อนจากนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิตและชุมชนเมืองเอกต่อมาตรการควบคุมสถานบริการในบริเวณรอบมหาวิทยาลัยรังสิต และเพื่อเสนอแนะข้อมูลแนวทางการพัฒนามาตรการในการควบคุมสถานบริการบริเวณรอบมหาวิทยาลัยรังสิต ประชากรประกอบด้วยประชากรจำนวน 2 กลุ่ม ได้แก่ นักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิตและประชาชนทั่วไปซึ่งพักอาศัยในชุมชนเมืองเอก ผู้วิจัยทำการเก็บแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างกลุ่มละ 420 ตัวอย่าง รวมเก็บข้อมูลทั้งสิ้น 840 ตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลอาศัยการทำการเก็บข้อมูลโดยให้ผู้ช่วยวิจัยดำเนินการแจกแบบสอบถามให้กับกลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่ม ภายหลังจากเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามเสร็จสิ้น ผู้วิจัยจะทำการประมวลผลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยในด้านความคิดเห็นของนักศึกษา พบว่า นักศึกษาผู้ให้ข้อมูลคิดว่าการแก้ปัญหาดังกล่าว “สำเร็จแต่ไม่ดีขึ้น” โดยมีนักศึกษาร้อยละ 56.43 เห็นว่ามาตรการดังกล่าวสามารถกระทำได้สำเร็จกล่าวคือมีสถานบริการจำนวนหนึ่งที่เปิดให้บริการในระยะใกล้เคียงกับสถานบริการปิดตัวลงในทันที แต่ในทางกลับกันนักศึกษาเห็นว่าการแก้ไขและควบคุมปัญหาร้านเหล้าด้วยคำสั่งดังกล่าวนั้นยังไม่ทำให้สภาพของปัญหาดีขึ้น โดยมีผู้เห็นด้วยจำนวนมาก (ร้อยละ 75.48) ว่าแม้จะมีการห้ามไม่ให้มีสถานบริการในบริเวณโดยรอบมหาวิทยาลัยรังสิตในระยะที่ถูกกำหนด สถานบริการยังคงเปิดให้บริการในระยะที่ห่างออกไปเพียงเล็กน้อย มากไปกว่านั้นนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิตผู้ยินดีให้ข้อมูลมากถึงร้อยละ 82.86 เห็นว่าแม้จะไม่มีสถานบริการในบริเวณโดยรอบมหาวิทยาลัยรังสิตในระยะที่ถูกกำหนด นักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิตยังคงเดินทางเพื่อไปใช้สถานบริการนอกพื้นที่อยู่ตามปกติ ในส่วนของความคิดเห็นของผู้พักอาศัยในชุมชนเมืองเอก ผู้พักอาศัยในชุมชนเมืองเอก ร้อยละ 68.38 เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลควรให้ความสนใจ และเห็นว่ามาตรการในการควบคุมสถานบริการบริเวณรอบมหาวิทยาลัยนั้นสามารถแก้ปัญหาได้สำเร็จ(ร้อยละ 55.74) แต่ในทางกลับกันกลับมีผู้ให้ข้อมูลเพียงร้อยละ 47.07 เท่านั้นที่เห็นว่าการควบคุมสถานบริการทำให้ชุมชนเมืองเอกมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยเห็นว่าปัญหาของชุมชนเมืองเอกนั้นมิได้มีเพียงแค่ปัญหาสถานบริการเพียงอย่างเดียวหากแต่มีทั้งปัญหาการจราจรที่ติดขัด ร้านค้าร้านอาหารที่ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ปัญหาขยะ เป็นต้น ในส่วนของแนวทางการพัฒนามาตรการในการควบคุมสถานบริการนั้นหากรัฐยังคงมีความประสงค์ที่จะควบคุมสถานบริการบริเวณโดยรอบมหาวิทยาลัย รัฐควรทบทวนมาตรการการควบคุมสถานบริการในบริเวณโดยรอบมหาวิทยาลัยทั่วประเทศว่าสามารถแก้ไขปัญหาได้จริงหรือไม่ เนื่องจากผู้ประกอบการยังคงหลบเลี่ยงด้วยช่องวางทางคำสั่งที่ไม่มีการระบุระยะการควบคุมที่ชัดเจน ทำให้มีการขยับระยะการเปิดให้บริการออกห่างจากตัวมหาวิทยาลัยเพียงเล็กน้อย และนักศึกษายังคงเดินทางไปใช้บริการตามเดิม นอกจากนี้รัฐควรศึกษาแนวทางการบริหารจัดการสถานบริการในต่างประเทศยกตัวอย่างเช่นใน สหราชอาณาจักรหรือสหรัฐอเมริกาที่มหาวิทยาลัยในประเทศดังกล่าวมีการเปิดให้บริการสถานบริการในตัวมหาวิทยาลัยเอง ด้วยเหตุผลที่ว่าสถานบริการควรอยู่ในความดูแลของตัวมหาวิทยาลัยเพื่อสามารถสอดส่องดูแลความประพฤติของนักศึกษาได้และไม่สร้างปัญหาให้กับชุมชนโดยรอบมหาวิทยาลัย</description>
      <pubDate>Tue, 01 Jan 2560 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2418</guid>
      <dc:date>2560-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

