<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Community:</title>
    <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/210</link>
    <description />
    <pubDate>Mon, 20 Apr 2026 14:21:35 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-04-20T14:21:35Z</dc:date>
    <item>
      <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยการวางผังพัฒนาชุมชน กรณีศึกษา : ชุมชนบ้านมอญ จังหวัดกาญจนบุรี</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3257</link>
      <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยการวางผังพัฒนาชุมชน กรณีศึกษา : ชุมชนบ้านมอญ จังหวัดกาญจนบุรี
Authors: เขมชาติ วงศ์ทิมารัตน์
Abstract: มอญหรือที่เรียกกันว่าไทยรามัญ แห่งหมู่บ้านสังขละบุรี เป็นชุมชนเล็กๆที่มีความสัมพันธ์อย่าง แน่นแฟ้นแบบเครือญาติ รวมตัวกันอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัดกาญจนบุรี ใกล้กับ ชายแดนพม่า คนมอญมีความแข็งแกร่งในการสร้างชุมชนและดําเนินวัฒนธรรมตามแบบอย่างชาว มอญได้อย่างชัดเจน ปัจจุบันนี้ชาวมอญได้ใช้วัฒนธรรมนี้ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวเพื่อให้มาสัมผัส บรรยากาศของสังขละบุรี การสร้างการรับรู้ว่าการที่นักท่องเที่ยวได้เข้ามายังชุมชนมอญจะทําให้เกิด ความเข็มแข็งของชุมชนเช่นเดียวกับการสานต่อ อัตลักษณ์ของชนชาติ และทําทุกวิถีทางที่จะดํารง วัฒนธรรมและวิถีมอญ รัฐบาลไทยก็ให้การยอมรับและสนับสนุนให้ชุมชนมอญเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่ผ่านมา กระแสการพัฒนาชุมชนมุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาไปสู่การเป็น ประเทศอุตสาหกรรม ทําให้อัตลักษณ์ชุมชนที่หลากหลายได้ถูกพัฒนาให้มีมาตรฐานเดียวกันและถูกครอบงําโดยทฤษฎีการพัฒนาแบบตะวันตก ส่งผลให้ค่านิยมของคนในสังคมชนบทเปลี่ยนแปลง คุณค่าวัฒนธรรมท้องถิ่นถูกแทนที่ด้วยค่านิยมใหม่ ที่มุ่งเน้นวัตถุนิยม ชุมชนมีอัตราการสูญเสียป่า มี การทําลายสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เกิดภาวะมลพิษทางน้ําและอากาศ รวมถึงชุมชนไม่สามารถรับมือกับ แรงกดดันของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ จึงนําไปสู่การพัฒนาชนบทที่ล้มเหลว เป้าหมายของการวิจัย คือเปิดศักยภาพที่จะยอมรับความแตกต่างของอัตลักษณ์ ความดีงาม ความมีศักดิ์ศรีและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งถือว่าเป็นรากฐานสําคัญของชุมชนชนบท โดยคํานึงถึงหลักสิทธิชุมชน เป็นการกระจายอํานาจสู่ประชาชน ให้ชุมชนเป็นศูนย์กลางการพัฒนาและ ลดทอนอํานาจจากศูนย์กลางการพัฒนา นําเสนอแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้แก่ การอนุรักษ์ การฟื้นฟู การสืบทอด รวมถึงการพัฒนาเชิงระบบ และการพัฒนาแบบองค์รวม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตได้นําเอาหลักธรรมาภิบาล มาใช้ในการพัฒนา ชุมชนท้องถิ่น โดยมุ่งเน้น ให้เกิดการปรับเปลี่ยนแนวคิด ในกระบวนการออกแบบและวางผังชุมชน สร้างโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่น ได้แก้ปัญหา และกําหนดทิศทางของชุมชนด้วยคนในชุมชนเอง ให้ตระหนักถึงคุณค่าอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข มีความนอบน้อมต่อสิ่งแวดล้อม สร้างกลไกการเรียนรู้เพื่อการวางผังชุมชนอย่างยั่งยืน</description>
      <pubDate>Mon, 01 Jan 2553 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3257</guid>
      <dc:date>2553-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การวางผังพัฒนาชุมชน กรณีศึกษาชุมชนหนองอ้อ จังหวัดราชบุรี</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3256</link>
      <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การวางผังพัฒนาชุมชน กรณีศึกษาชุมชนหนองอ้อ จังหวัดราชบุรี
Authors: วิทูล ทิพยเนตร
Abstract: จังหวัดราชบุรีมีตําแหน่งยุทธศาสตร์ทําเลที่ตั้งที่สําคัญเนื่องด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่อยู่ ริมแม่นน้ำและทําเลเป็นศูนย์กลางของประเทศทําให้เหมาะแก่การทําเกษตรกรรม หนองอ้อเป็นหนึ่ง ชุมชนเล็กในจังหวัดราชบุรีซึ่งมีการทําการเกษตรแบบดั้งเดิมนั่นคือการทํานา เนื่องจากเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำเหมาะแก่การปลูกข้าว ควายถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการทํานาซึ่งยังคงหลงเหลือให้เห็นในบ้าน หนองอ้อ สถาปัตยกรรมยังคงรูปแบบในอดีตให้เห็นอยู่มากมายที่ยังคงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ที่ผ่านมา กระแสการพัฒนาชุมชนมุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาไปสู่การเป็น ประเทศอุตสาหกรรม ทําให้อัตลักษณ์ชุมชนที่หลากหลายได้ถูกพัฒนาให้มีมาตรฐานเดียวกันและถูกครอบงําโดยทฤษฎีการพัฒนาแบบตะวันตก ส่งผลให้ค่านิยมของคนในสังคมชนบทเปลี่ยนแปลง คุณค่าวัฒนธรรมท้องถิ่นถูกแทนที่ด้วยค่านิยมใหม่ ที่มุ่งเน้นวัตถุนิยม ชุมชนมีอัตราการสูญเสียป่า มี การทําลายสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เกิดภาวะมลพิษทางน้ําและอากาศ รวมถึงชุมชนไม่สามารถรับมือกับ แรงกดดันของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ จึงนําไปสู่การพัฒนาชนบทที่ล้มเหลว เป้าหมายของการวิจัย คือเปิดศักยภาพที่จะยอมรับความแตกต่างของอัตลักษณ์ ความดีงาม ความมีศักดิ์ศรีและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งถือว่าเป็นรากฐานสําคัญของชุมชนชนบท โดยคํานึงถึงหลักสิทธิชุมชน เป็นการกระจายอํานาจสู่ประชาชน ให้ชุมชนเป็นศูนย์กลางการพัฒนาและ ลดทอนอํานาจจากศูนย์กลางการพัฒนา นําเสนอแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้แก่ การอนุรักษ์ การฟื้นฟู การสืบทอด รวมถึงการพัฒนาเชิงระบบ และการพัฒนาแบบองค์รวม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตได้นําเอาหลักธรรมาภิบาล มาใช้ในการพัฒนา ชุมชนท้องถิ่น โดยมุ่งเน้น ให้เกิดการปรับเปลี่ยนแนวคิด ในกระบวนการออกแบบและวางผังชุมชน สร้างโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่น ได้แก้ปัญหา และกําหนดทิศทางของชุมชนด้วยคนในชุมชนเอง ให้ตระหนักถึงคุณค่าอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข มีความนอบน้อมต่อสิ่งแวดล้อม สร้างกลไกการเรียนรู้เพื่อการวางผังชุมชนอย่างยั่งยืน</description>
      <pubDate>Mon, 01 Jan 2553 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/3256</guid>
      <dc:date>2553-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การออกแบบตลาดต้นแบบเพื่อการระบายอากาศธรรมชาติที่ดีกว่ากรณีศึกษา : ตลาดสินค้าชายแดน อำเภออรัญประเทศ</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2472</link>
      <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การออกแบบตลาดต้นแบบเพื่อการระบายอากาศธรรมชาติที่ดีกว่ากรณีศึกษา : ตลาดสินค้าชายแดน อำเภออรัญประเทศ
Authors: ทรงพล อัตถากร
Abstract: รายงานการวิจัยเรื่อง “การออกแบบตลาดต้นแบบเพื่อการระบายอากาศธรรมชาติที่ดีกว่า กรณีศึกษา : ตลาดสินค้าชายแดน อำเภออรัญประเทศ” เป็นงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์ที่มุ่งศึกษาให้ทราบถึงปัญหาความร้อนภายในอาคารสูงและสภาวะอับลมของอาคารตลาดสินค้าชายแดน และเพื่อเสนอรูปแบบ“ตลาดต้นแบบ (Market Prototype)” ซึ่งได้พัฒนาและออกแบบใหม่ให้มีประสิทธิภาพการระบายอากาศธรรมชาติที่ดีกว่าอาคารตลาดเดิม โดยใช้เครื่องมือการทดสอบประสิทธิภาพอาคารจากการจำลองการไหลของอากาศด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และการทดสอบอุณหภูมิ ความชื้น และความเร็วลม ในสถานที่จริงการศึกษานี้อธิบายถึงขั้นตอนการออกแบบอาคารโดยการวิเคราะห์กระแสลมธรรมชาติที่มีผลต่อรูปแบบองค์ประกอบต่างๆ ของอาคาร และวิเคราะห์เปรียบเทียบประสิทธิภาพของตลาดต้นแบบที่สร้างขึ้นใหม่การวิจัยได้เก็บรวบข้อมูลจากกลุ่มอาคารตลาดสินค้าชายแดนกรณีศึกษาจำนวน 4 โครงการในย่านตลาดโรงเกลือ อ.อรัญประเทศ และกลุ่มอาคารต้นแบบที่ออกแบบใหม่ 1 โครงการ โดยทดสอบทั้งในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งมีตัวแปรควบคุมที่เสถียรและทดสอบในอาคารจริงในช่วงเวลาเดียวกันในรอบปีผลของการวิจัยสรุปได้ว่าอาคารตลาดต้นแบบมีประสิทธิภาพการระบายอากาศธรรมชาติและลดความร้อนภายในอาคารดีที่สุดเมื่อเทียบกับอาคารตลาดกรณีศึกษา จึงเป็นนวัตกรรมอาคารที่เกิดจากการประยุกต์ใช้เทคนิคการออกแบบรูปแบบใหม่เพื่อให้เกิดสภาวะน่าสบายแก่ผู้ใช้อาคารยิ่งขึ้น ซึ่งนอกจากเป็นการกระตุ้นให้เกิดการศึกษาสถาปัตยกรรมเพื่อความยั่งยืนแล้ว การพัฒนาคุณภาพตลาดสินค้าชายแดนยังเป็นการยกระดับมาตรฐานสถาปัตยกรรมเชิงพาณิชย์ระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียนอีกด้วย</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2561 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2472</guid>
      <dc:date>2561-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การศึกษารูปแบบศูนย์การค้ากึ่งเปิดโล่งเพื่อความยั่งยืนในกรุงเทพมหานคร</title>
      <link>https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2471</link>
      <description>Title: รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัย การศึกษารูปแบบศูนย์การค้ากึ่งเปิดโล่งเพื่อความยั่งยืนในกรุงเทพมหานคร
Authors: ทรงพล อัตถากร
Abstract: “ศูนย์การค้ากิ่งเปิดโล่ง” เป็นรูปแบบอาคารพึ่งพาธรรมชาติที่ท้าทายต่อสภาพอากาศที่ร้อนจัด ซึ่ง เป็นที่นิยมในรูปแบบแนวคิดร่วมสมัย “กรีนไลฟ์สไตล์มอลล์” รูปแบบโถงสูงกึ่งเปิดโล่งในศูนย์การค้าที่ไม่มี เครื่องปรับอากาศนี้ถูกปกคลุมด้วยหลังคาโปร่งแสงช่วยลดความร้อนและรับแสงธรรมชาติ ถูกโอบล้อมด้วย ร้านค้าสลับกับช่องเปิดขนาดใหญ่เพื่อรับลมธรรมชาติ และมีสวนหย่อมผสมผสานกับพื้นที่สาธารณะในโถง การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาคุณภาพสภาวะแวดล้อมเชิงธรรมชาติและคุณภาพการระบายอากาศ ธรรมชาติเพื่อให้เกิดสภาวะน่าสบาย เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนารูปแบบศูนย์การค้ากึ่งเปิดโล่งในอนาคต การวิจัยศูนย์การค้ากิ่งเปิดโล่งในกรุงเทพมหานคร มีประชากรจํานวน 50 โครงการ โดยได้ทําการ ทดลองกับกรณีศึกษาจํานวน 8 โครงการที่มีขนาดและสัดส่วนที่แตกต่างกัน ในกรอบการวิจัย 4 ด้าน คือ ด้านความร้อน ด้านการระบายอากาศ ด้านแสงสว่างธรรมชาติ และด้านพื้นที่สีเขียวภายใน การทดลองมี ทั้งการทดสอบภาคสนามในช่วงฤดูร้อนและการจําลองโดยคอมพิวเตอร์ในห้องปฏิบัติการ โดยมีการ วิเคราะห์ผลเป็นคุณภาพตามดัชนีชี้วัดต่าง ๆ อภิปรายตามทฤษฎี และสรุปพร้อมคําแนะนําในการออกแบบสรุปผลค่าเฉลี่ยดัชนีสภาวะแวดล้อมเชิงธรรมชาติต่าง ๆ ในกรณีศึกษาทั้งหมดมีค่าดังนี้ ผลต่าง อุณหภูมิภายใน-ภายนอก = 1.15 °C การแผ่รังสีความร้อน = 32.45 °C ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิที่รู้สึกได้ = 32.54 °C ประสิทธิภาพการระบายอากาศ = 0.41 เท่า ประสิทธิภาพแสงธรรมชาติ = 0.20 เท่า และสัดส่วนพื้นที่ สีเขียว = 0.14 เท่า โดยพบว่ามีกรณีศึกษา 3 ใน 8 โครงการที่อยู่ในขอบเขตสภาวะน่าสบายที่ยอมรับได้ ตามมาตรฐาน ASHRAE Standard 55-2017 และพบว่าความร้อนจากการแผ่รังสีความร้อนจากหลังคา และคุณภาพการระบายอากาศเป็นตัวแปรสําคัญที่ส่งผลต่อสภาวะน่าสบายภายในโถงกิ่งเปิดโล่ง ดังนั้นการ มุ่งเน้นถึงคุณภาพการระบายอากาศจึงเป็นหนึ่งในสิ่งที่จําเป็นยิ่ง โดยควรคํานึงถึงวางทิศทางโถงให้สัมพันธ์ กับลมธรรมชาติ ควรมีช่องเปิดหลักด้านเหนือลมควบคู่กับการมีช่องเปิดด้านอื่นทั้งในระดับผนังและหลังคา และควรมีทดสอบโดยการจําลองการไหลของอากาศในคอมพิวเตอร์เพื่อหาทางเลือกการระบายอากาศที่ดี</description>
      <pubDate>Fri, 01 Jan 2562 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">https://rsuir-library.rsu.ac.th/handle/123456789/2471</guid>
      <dc:date>2562-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

